โดย คุณวณัฐสุข สงวนศิริ  Wanatasuk@gmail.com

อุบัติเหตุทางถนนที่เกิดทุกวันเกี่ยวข้องกับรถจักรยานยนต์และรถยนต์ ประมาณร้อยละ 70 เกิดจากรถจักรยานยนต์ ส่วนลักษณะการเกิดอุบัติเหตุของทั้งจักรยานยนต์และรถยนต์ก็มีสองอย่างคือล้มกับชนทั้งมีคู่กรณีและไม่มีคู่กรณี

ในปี 2559 เรามียอดผู้เสียชีวิตคาที่ประมาณ 9500 รายและมียอดผู้บาดเจ็บประมาณ 8 แสนกว่าราย สูญเสียค่ารักษาพยาบาลประมาณ 2 แสนล้านบาท สำหรับปี 2560 ณ วันที่ 3 มิถุนายน 2560 มียอดผู้เสียชีวิตสะสมตั้งแต่เดือนมกราคม 6426 รายและบาดเจ็บสะสมช่วงเวลาเดียวกัน 421,362 รายหรือเฉลี่ยว่าเดือนละประมาณ 8 หมื่นกว่าราย ดังนั้นยอดผู้บาดเจ็บทั้งปีก็พยากรณ์ไว้ว่าน่าจะประมาณ 1 ล้านคนเศษ หากเราจะเฉลี่ยทั้งประเทศก็จะเท่ากับว่ามีคนบาดเจ็บจังหวัดละ 1 หมื่นกว่าราย

ผมเข้าใจดีว่าไม่มีใครอยากให้เกิดหรอกครับความสูญเสีย เพราะคือความพลัดพรากคือภาระของครอบครัวของประเทศของสังคม ปัญหาหลาย ๆ อย่างจะตามมามากมาย ไม่ต้องดูอะไรมากครับเราดูเพียงเฉพาะค่ารักษาพยาบาลที่เราเสียไปเมื่อปีที่แล้วที่มากถึง 2 แสนกว่าล้านบาทลองนึกภาพดูตามผมนะครับว่าเงินจำนวนมากมายมหาศาลนี้ถ้าเราลดได้เพียงครึ่งหนึ่งก็นำไปใช้ประโยชน์ต่าง ๆ ได้อีกมากมายทีเดียว พูดแล้วก็เสียดายเงิน

คิดย้อนถึงอดีตที่ตนเองเคยขับรถจักรยานยนต์เร็ว ๆ (สมัยวัยรุ่น) ก็ได้แต่อุทานบอกกับตัวเองว่า “โชคดีมากที่เราปลอดภัยไม่เกิดอุบัติเหตุทั้ง ๆ ที่ขับเร็ว ขับไกล ไม่ได้สวมหมวกนิรภัย” ทุกวันนี้เราเห็นความเอาใจใส่ของรัฐในทีวีซึ่งลึก ๆ แล้วก็แอบอิจฉาบรรดานักขับรถรุ่นใหม่ทั้งจักรยานยนต์และรถยนต์ทุกวันนี้มีหน่วยงานของรัฐคอยให้ความช่วยเหลือให้การแนะนำบอกวิธีปฏิบัติตนเพื่อให้เกิดความปลอดภัย ยกตัวอย่างเช่น มีช่วง 7 วันอันตราย การสวมหมวก การดื่มไม่ขับ ทั้งหมดทั้งหลายที่ว่ามานี้ไม่มีในอดีตเลย หรือหากจะพูดกันแบบภาษาบ้าน ๆ ก็คือขับกันตามดวง หากจะเกิดอะไรขึ้นก็คงเป็นเวรเป็นกรรมทำบุญมาน้อยคนเราถ้าถึงคราวอะไรก็ห้ามไม่อยู่อุบัติเหตุไม่มีใครอยากให้เกิด

เราไม่รู้จะคิดอย่างไรเพราะไม่มีใครบอกไม่มีใครสอนไม่มีใครแนะนำ จึงไม่แปลกที่จะคิดแบบอาศัยดวงหรือโชคชะตา จะอย่างไรก็ตามเราเห็นเด็กๆ วัยรุ่นขับจักรยานยนต์เร็ว ๆ ทุกวันนี้ผมขอเรียนว่า “พฤติกรรมการขับเร็ว การขับไม่สวมหมวกนิรภัย มีทั้งเด็กชาวบ้านธรรมดาและนักศึกษา” ทุกครั้งที่มีโอกาสได้พบปะพูดคุยกับคนรู้จักหรือเพื่อน ๆ ก็จะพยายามพูดถึงการป้องกันการเกิดอุบัติเหตุ พยายามพูดพยายามเน้นพยายามย้ำบางคนก็ฟังบางคนก็พยักหน้าบางคนก็ตีสีหน้างง ๆ (คงคิดว่ามันพูดเรื่องอะไร พูดทำไม)

ล่าสุดเมื่อไม่กี่วันมานี้ก็ได้คุยกับเพื่อนคนหนึ่งการศึกษาระดับปริญญาโททำงานราชการจะเกษียณอีกปีกว่า ๆ เขาเป็นนักฟังที่ดีมาก ๆ ฟังจนเราพูดจบและเขาก็แสดงความคิดเห็นตอบกลับ “อุบัติเหตุไม่มีใครอยากให้เกิด เราไม่ชนเขา เขาก็มาชนเรา” ผมนี่ขนลุกกับวลีนี้มาก ๆ ทันทีที่ได้ยินก็เกิดความรู้สึกว่านี่เป็นวลีติดตัวและมันเข้าไปอยู่ในก้นบึ้งของจิตมนุษย์เราแล้วหรือมันเข้าไปตั้งแต่เมื่อไหร่ มันเข้าไปอยู่ในจิตในใจของคนกี่คน ไม่ผิดหรอกครับตำรวจไม่จับใครจะคิดอย่างไรก็คิดได้ใครจะนึกอย่างไรก็เป็นสิทธิ์ส่วนบุคคล เราไม่ว่ากัน สิ่งที่ค้างคาใจและผมอยากจะสื่อหรืออยากจะลดก็คือจำนวนอุบัติเหตุที่เกิดมากขึ้นเกิดแบบถล่มทลายมืดฟ้ามัวดินบาดเจ็บปีละเกือบล้านคนตายเกือบหมื่นราย มันมากเกินไปแล้ว เสียดายสิ่งต่าง ๆ ที่สูญเสียไปโดยเฉพาะชีวิต

ฝ่าสัญญาณไฟจราจร ถนนลื่น สภาพถนนไม่ดี ทางลาดชัน การโทษการตำหนิคนอื่น ๆ ก็สามารถกระทำได้ ตำรวจไม่จับทหารไม่นำตัวไปปรับทัศนะคติหรอก เพราะเป็นสิทธิ์ของท่าน ตอบอย่างไรบอกอย่างไรก็ออกจากปากจากใจของท่าน ที่บ้านผมเราใช้รถยนต์ร่วมกัน ลูกๆ หลาน ๆ ใครอยากจะใช้ใครอยากจะเอาไปทำธุระก็เอาไปได้ไม่มีใครว่าอะไร รถหนึ่งคันขับหลายคนขับหลายมือมันก็คุ้มค่าเร็ว

เมื่อเป็นเช่นนี้สิ่งที่ตามมาก็คือใครจะเติมน้ำมัน ใครจะล้าง ใครจะดูแล โดยธรรมชาติของมนุษย์เรานะครับการจะเปลี่ยนแปลงคนอื่นมันไม่ใช่เรื่องง่ายนัก แต่ถ้าเปลี่ยนแปลงที่ตัวเราก็จะเปลี่ยนง่ายกว่า ผมก็พยายามทำเป็นตัวอย่างให้พวกเขาค่อย ๆ รับรู้ พอเขาเห็นบ่อย ๆ เขาก็ทำตาม สำหรับการเกิดอุบัติเหตุก็เช่นเดียวกันครับ เราไม่สามารถกำหนดให้รถคันอื่น ๆ ที่ร่วมใช้ถนนกับเราขับตามใจเราต้องการ เพราะต่างคนก็ต่างคิดต่างคนก็ต่างความเชื่อ เพียงแค่เปลี่ยนความคิดความเสี่ยงก็จะลดลงครับ ไม่เชื่อก็ลองดู

COMMENTS