จากการรายงานของกรมการขนส่งทางบก กระทรวงคมนาคม ได้มีรถโดยสารจดทะเบียนในครึ่งปีแรกเพียงแค่ประมาณ 600 คันเท่านั้น ซึ่งคนในวงการรถโดยสารต่างมองว่าเป็นจำนวนที่น้อยมาก ผู้ที่ทำให้เป็นเช่นนี้ก็มีทั้งเอกชนและกรมการขนส่งทางบกเป็นผู้ก่อให้เกิดเอง

สาเหตุแรกได้มีบริษัทแห่งหนึ่งได้ซื้อรถโดยสารจากประเทศจีนมายี่ห้อหนึ่ง เป็นจำนวนมากถึง 500 คันทีเดียว แต่ไม่ยอมที่จะนำไปจดทะเบียนกับกรมการขนส่งทางบก เพื่อที่จะเป็นการประหยัดเงินลงทุนไปได้จำนวนมหาศาลทีเดียว

ไม่ว่าจะเป็นค่าจดทะเบียนที่ต้องเสียคันละประมาณ 5,000 บาท เมื่อคูณกับจำนวน 500 คัน ก็เป็นเงิน 2.5 ล้านบาท แล้วนำมารวมกับค่าประกันภัยภาคสมัครใจประเภท 1 อีกคันละ 1 แสนบาท เมื่อคูณกับจำนวน 500 คัน เป็นเงินทั้งสิ้น 50 ล้านบาท และหากนำเข้าบริษัทสินเชื่อเพื่อปล่อยกู้ออกมา คันหนึ่งก็ต้องเสียดอกเบี้ยอย่างต่ำ 5 แสนบาททีเดียว คิดเป็นเงิน เมื่อคูณกับ 500 คัน เป็นเงินทั้งหมด 250 ล้านบาท

ทั้งหมดนี้คิดเป็นเงินรวมกันมากถึง 302.5 ล้านบาท ซึ่งเป็นเงินที่ทางกรมการขนส่งทางบกเป็นผู้ที่ทำให้ทางรัฐบาลไม่ได้เงินส่วนนี้มาใช้เอง

ส่วนสาเหตุที่ส่งเสริมให้มีรถโดยสารป้ายแดงจำนวน 500 คัน วิ่งบนถนนได้ ก็เนื่องมาจากทางบริษัทไฟแนนซ์ไม่ยอมปล่อยสินเชื่อให้กับรถโดยสารที่มาจากประเทศจีน ด้วยมียี่ห้อหนึ่งซึ่งเป็นยี่ห้อดังได้ทำลายชื่อเสียงของรถโดยสารจากประเทศจีนไปก่อนหน้านี้แล้ว รวมกับการจ่ายค่ายืมป้ายแดงจากกรมการขนส่งทางบกเพียงวันละ 1,000 บาท เป็นราคาที่ถูกมาก

ส่วนสาเหตุที่สองที่ทำให้รถโดยสารมีการจดทะเบียนครึ่งปีแรกเป็นจำนวนน้อยนั้น เพราะรถโดยสารสองชั้นที่ประกอบไม่แล้วเสร็จในวันที่ 19 มีนาคมปีนี้ ซึ่งเป็นวันสุดท้ายของวันจดทะเบียนรถสองชั้นสูง 4.2 เมตร ซึ่งมีเป็นจำนวนมากที่ติดค้างอยู่ที่อู่ประกอบตัวถังรถโดยสาร ทำให้มีการเจรจากันอยู่ระหว่างเจ้าของรถโดยสารสองชั้นกับกรมการขนส่งทางบกที่จะขอยืดเวลาจดทะเบียนออกไปให้อีกจะได้หรือไม่

สาเหตุสุดท้ายเนื่องมากจากภาวะเศรษฐกิจยังเติบโตไม่มากเท่าที่ควร ทำให้เจ้าของธุรกิจรถโดยสารทั้งประจำทางและไม่ประจำทางต้องชะลอดูภาพรวมของจำนวนนักท่องเที่ยวก่อน แม้ว่าในปีนี้ทางรัฐบาลจะประกาศว่าจะมีนักท่องเที่ยวในเมืองไทยมากถึง 32 ล้านคน แต่ในช่วงครึ่งปีแรกมีจำนวนผู้โดยสารมาใช้บริการรถทัวร์น้อยมาก จึงต้องใจเย็นรอดูภาพรวมการท่องเที่ยวของครึ่งปีหลังก่อนว่าจะเป็นอย่างไร

ทางด้านยอดจดทะเบียนรถโดยสารในครึ่งปีหลังที่เหลือนี้ จะเป็นจำนวนมากหรือน้อยก็ต้องดูรถเมล์เอ็นจีวีที่จอดค้างอยู่จำนวนกว่า 400 คัน ว่าจะเป็นอย่างไรต่อไป พร้อมทั้งการเพิ่มรถเมล์เอ็นจีวี 489 คัน ของ ขสมก. ที่จะทำการประมูลใหม่ และต้องการนำมาวิ่งให้ทันก่อนสิ้นปีนี้ จะเป็นไปได้หรือไม่?

COMMENTS