การท่าเรือกรุงเทพ (ทกท.) ทุ่มงบ 452 ล้านบาท เตรียมเปิดท่าเทียบเรือชายฝั่ง 20G ยกระดับการให้บริการ เชื่อมโยงการขนส่งภายในประเทศ คาดเปิดให้บริการมีนาคม 2561

คุณโกมล ศรีบางพลีน้อย ผู้อำนวยการท่าเรือกรุงเทพ เปิดเผยว่า ท่าเรือกรุงเทพเตรียมเปิดให้บริการท่าเทียบเรือชายฝั่ง 20G เพื่อ ยกระดับการให้บริการในการขนส่งสินค้าและตู้สินค้าภายในประเทศกับท่าเรือแหลมฉบังและเชื่อมโยงกับท่าเรือในลุ่มน้ำเจ้าพระยาท่าเรือชายฝั่งภายในประเทศและต่างประเทศลดปัญหาจราจร ลดการรอคอยที่ใช้เวลา ประมาณ 2-3 วัน และค่าใช้จ่ายแก่ผู้ใช้บริการโดยคาดว่าจะสามารถเปิดให้บริการได้ภายในเดือนมีนาคม 2561

“ทั้งนี้ ท่าเทียบเรือชายฝั่ง 20 G มีแผนก่อสร้างเสร็จสิ้น พร้อมติดตั้งปั้นจั่นยกตู้สินค้าในเดือน ม.ค.2561 และทดสอบอุปกรณ์ติดตั้ง ระบบสารสนเทศ กล้อง CCTV เพื่อบันทึกภาพขณะขนถ่ายสินค้า ในเดือน ก.พ.2561 ขณะที่กฎระเบียบจะเสร็จสิ้นในเดือน มี.ค.2561 โดยมีการปรับกฎระเบียบ เบื้องต้น จะปรับปรุงอัตราค่าบริการขนส่งให้ลดลงร้อยละ 15-20 จากฐานเดิมที่ท่าเรือกรุงเทพฯ เก็บอยู่ เพื่อเชิญชวนให้ผู้ประกอบการมาใช้บริการ ซึ่งคาดว่าจะมีผู้ใช้บริการท่าเทียบเรือชายฝั่ง 20 G ในปี 2561 ร้อยละ 20-30”

สำหรับโครงการท่าเทียบเรือชายฝั่ง 20G ได้ปรับปรุงและพัฒนาพื้นที่อาคาร 2 บริเวณเขื่อนตะวันออกปากคลองพระโขนงโดยได้ดำเนินการปรับปรุงพื้นที่บริเวณหน้าท่าความยาว 250 เมตรพร้อมติดตั้งปั้นจั่นยกตู้สินค้าหน้าท่าชนิดเดินบนรางจำนวน 2 คันสามารถยกตู้สินค้าได้ 40 ตันรองรับเรือชายฝั่งพร้อมกันได้ 2 ลำและยังรองรับปริมาณตู้สินค้า และเรือชายฝั่งที่มีแนวโน้มเพิ่มมากขึ้นในอนาคตให้สามารถบริหารจัดการท่าเทียบเรือได้อย่างมีประสิทธิภาพลดระยะเวลารอคอยอีกครั้งมีพื้นที่กองเก็บตู้สินค้าติดท่าเทียบเรือรองรับการขนส่งด้วยเรือขนาดกลาง ที่มีความปลอดภัยและขนส่งได้ในปริมาณ มากไม่ต่ำกว่า 60 TEU ต่อเที่ยว และเป็นช่องทางการขนส่งที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม

พร้อมกันนี้ ทกท. ยังมีทำเลที่ตั้งอยู่ใจกลางเมืองมีความสะดวก และช่วยลดต้นทุนการขนส่งสินค้ส สามารถตรวจปล่อยสถานะตู้สินค้าของกรมศุลกากร(0309) ณ ทกท. ผ่านการเชื่อมโยงข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์จุดเดียวเบ็ดเสร็จ มีโรงพักสินค้าและสถานที่บรรจุสินค้าอยู่ในบริเวณเดียวกัน มีการปฏิบัติงานตลอด 24 ชั่วโมง มีการนำกล้อง CCTV บันทึกภาพขณะขนถ่าย และมีการรักษาความปลอดภัยอย่างเข้มงวด สร้างความเชื่อมั่นแก่ผู้ใช้บริการได้เป็นอย่างดี

โครงการดังกล่าวใช้งบประมาณในการลงทุน 425 ล้านบาท โดยมีความสามารถรองรับเรือชายฝั่งได้ประมาณ 4000 ลำหรือคิดเป็นปริมาณตู้สินค้า 240,000 TEU ต่อปี เป็นการสนับสนุนนโยบายรัฐบาลในการเปลี่ยนรูปแบบจากการขนส่งทางบกมาเป็นการขนส่งทางน้ำเพื่อลดต้นทุนด้านโลจิสติกส์เพิ่มทางเลือกให้กับผู้ใช้บริการในการขนส่งสินค้าลดความเสี่ยงของการเกิดอุบัติเหตุระหว่างการปฏิบัติงานเนื่องจากความแออัดของจำนวนตู้สินค้าและการจราจรในภาพรวม