โดย…ยกล้อ

เมื่อต้นปี 2561 ได้ฟังรายการสืบจากข่าวของคลื่น FM 100.5 เวลา 13.00-14.00 . ได้มีเรื่องที่น่าสนใจมาเล่าสู่เพื่อน ๆ สมาชิกนิตยสาร BUS & TRUCK ได้รู้และนำมาเป็นข้อมูลในการดำเนินธุรกิจขนส่ง และการใช้ชีวิตประจำวัน

(รูปภาพไม่เกี่ยวข้องกับเนื้อข่าว เป็นเพียงภาพประกอบเท่านั้น)

เรื่องแรกคือเรื่อง รถบรรทุกนำหนักเกินที่จ่ายส่วย ได้วิ่งผ่านป้อมของเจ้าหน้าที่ทางราชการไปจำนวนหลายสิบคัน ทั้ง ๆ ที่มองด้วยตาเปล่าก็รู้ว่าทำผิดกฎหมาย เพราะบรรทุกมาในระดับที่สูงและกว้างเกินกว่ากระบะรถเป็นอย่างมาก จึงมีคำถามเกิดขึ้นว่า ทำไมเจ้าหน้าที่ของทางราชการายนั้นจึงไม่เรียกมาทำการปรับหรือตักเตือนเลย

ได้มีเจ้าหน้าที่ของทางราชการที่เกษียณอายุราชการไปแล้ว ได้มาเล่าให้ฟังว่า สาเหตุที่เจ้าหน้าที่ของทางราชการผู้น้อยรายนี้ ต้องปล่อยให้รถบรรทุกที่ผิดกฎหมายได้ผ่านหน้าผ่านตาไป ก็เป็นเพราะว่า มีตราสัญลักษณ์และโลโก้ติดอยู่ที่หน้ากระจกรถ เพียงเท่านี้ก็รู้ว่าผู้ใหญ่ระดับสูงเป็นผู้ที่สั่งการมา

พร้อมทั้งกล่าวเสริมมาอีกว่า ตังเองเคยเป็นผู้กำกับสถานีตำรวจแห่งหนึ่งมาก่อน จึงทราบว่า ถ้าทางผู้กำกับสถานีไม่ยอมรับส่วยจากเถ้าแก่ขนส่ง เรื่องนี้ก็จะถูกรายงานไปยังผู้ที่มีตำแหน่งสูงกว่า และการถูกโยกย้ายไปประจำสถานีอื่น ก็จะมีให้เห็นอยู่ประจำ ด้วยเหตุนี้เองจึงยังเห็นรถบรรทุกที่ทำผิดกฎหมายวิ่งอยู่จนถึงทุกวันนี้ เพราะเถ้าแก่ขนส่งที่ทำผิดกฎหมายร่วมมือกับเจ้าหน้าที่ทางราชการระดับสูงที่ไม่มีใครเอาผิดได้นั่นเอง

เรื่องที่สองคือ มีเจ้าหน้าที่ทางราชการหน่วยงานหนึ่ง ได้นำรถยนต์ที่ใช้ในราชการไปจอดอยู่ที่ป้อมจราจรเพราะเห็นว่ามีรถพ่วงที่บรรทุกทรายและดินไปเพื่อก่อสร้างเป็นจำนวนมาก และแต่ละคันก็บรรทุกมาเกินกว่าที่กฎหมายกำหนดอย่างแน่นอน

จึงได้เรียกรถบรรทุกคันหนึ่งให้จอดพร้อมทั้งแจ้งว่า ได้ทำผิดกฎหมายและเสียค่าปรับเป็นเงินถึง 40,000 บาท ด้วยคนขับรถบรรทุกคันดังกล่าวยังเป็นคนขับใหม่ ไม่ทราบถึงวิธีการที่เถ้าแก่จ่ายส่วยให้ จึงได้เกิดความกลัว และได้ทำการต่อรองจ่ายเงินสดให้ถึง 15,000 บาท และก็นำรถไปวิ่งงานต่อไป

เมื่อเรื่องนี้ได้มีการเผยแพร่ทางโซเชียลมีเดีย ก็มีข้อสงสัยเกิดขึ้นมากมาย และผู้สงสัยก็คือนักข่าวประจำจังหวัดนั้น และได้เดินทางไปยังสถานที่เกิดเหตุ และได้พบกับเจ้าหน้าที่ทางราชการรายนั้นพอดี จึงเข้าไปสอบถามว่า เรื่องนี้มีสาเหตุเกิดขึ้นมาได้อย่างไร และทำไมมีค่าปรับที่สูง และที่สำคัญไม่มีใบเสร็จรับเงินอีกด้วย คำตอบที่ได้รับก็คือ เงียบและรีบขับรถหนีหายไปเลย แม้จะทำการสอบถามไปยังสถานีตำรวจในตำบทนั้น ก็ไม่มีใครบอกได้ว่า เจ้าหน้าที่ทางราชการคนนั้นเป็นใครและมาจากไหน

เรื่องนี้จึงสอนให้รู้ว่า ก่อนที่จะทำผิดกฎหมายก็ต้อง “รู้ทางหนีที่ไล่” ก่อน!

ส่วนเรื่องที่สาม ซึ่งเป็นเรื่องสุดท้าย คือหากไม่ได้ดื่มเหล้า หรือแอลกอฮอล์มาก็ไม่จำเป็นต้องเป่า สิ่งที่คนขับรถทุกประเภทต่างหวาดกลัวมากก็คือการถูกเจ้าหน้าที่ทางราชการตั้งด่านตราจแอลกอฮอล์ โดยจะทำการเรียกเป่าเพื่อพิสูจน์ว่าทำผิดกฎหมายหรือไม่

ได้มีคำเตือนมาให้ทราบโดยทั่วกันว่า ในการเรียกให้เป่าเครื่องตราจแอลกอฮอล์นั้น เจ้าหน้าที่จะต้องมีสาเหตุและข้อมูลของการเรียกตรวจ นั่นคือ รถคันที่จะเรียกได้ก่อให้เกิดอุบัติเหตุขึ้นมาก่อน หรือขับละเมิดกฎหมายจราจร เช่น การขับฝ่าไฟแดง หรืออาจจะขับเอียงซ้ายเอียงขวา จึงจะสามารถเรียกให้ผู้ขับรถมาเป่าเครื่องตรวจแอลกอฮอล์ได้

แต่หากรถยนต์ที่เรียกตรวจทำการขับมาอย่างธรรมดาเรียบร้อย ไม่ก่อความเดือดร้อนให้กับเพื่อนร่วมทาง ก็ไม่จำเป็นต้องกระทำตามเจ้าหน้าที่ทางราชการที่ยื่นเครื่องตรวจฮอลกอฮอล์มาให้เป่าต่อหน้า โดยสามารถปฏิเสธได้ด้วยความสุภาพ พร้อมทั้งถามไปด้วยว่า “สาเหตุใดที่ทำให้ต้องเป่าเครื่องตรวจแอลกอฮอล์ด้วยครับ” ซึ่งไม่ถือว่าเป็นการขัดขืน และไม่มีโทษทางกฎหมายเลย

ดังนั้น เราควรจะรู้รายละเอียดของกฎหมายในแต่ละข้อให้ดี เพื่อที่จะได้ไม่ถูกผู้ควบคุมกฎหมายเอาเปรียบได้