ADB สนับสนุนอนุมัติวงเงินกู้ พัฒนาขยายทางหลวงหมายเลข 22 ตอน อ.หนองหาน-อ.พังโคน ตอน สกลนคร-นครพนม และทางหลวงหมายเลข 23 ช่วง ร้อยเอ็ด-ยโสธร ให้เป็น 4 ช่องจราจร เชื่อมโยงการเดินทางและขนส่งสินค้าเชื่อมโยงไปยังกลุ่มประเทศ CLMV

คุณธานินทร์ สมบูรณ์ อธิบดีกรมทางหลวง เปิดเผยว่า ธนาคารพัฒนาเอเชีย หรือ ADB ได้ให้ความสนับสนุนรัฐบาลไทยโดยอนุมัติวงเงินกู้ Loan 3582-TH GMS HEP Phase II (Greater Mekong Subregion (GMS) Highway Expansion Phase 2 Project (HEP 2) ) สำหรับใช้พัฒนาขยายทางหลวงหมายเลข 22 ตอน อ.หนองหาน-อ.พังโคน ตอน สกลนคร-นครพนม และทางหลวงหมายเลข 23 ตอน ร้อยเอ็ด-ยโสธร ให้เป็น 4 ช่องจราจรโดยมีวงเงินทั้งสิ้น 6,808 ล้านบาท แบ่งเป็นกรอบวงเงินกู้ 50% หรือเท่ากับ 3,404 ล้านบาท และเงินงบประมาณ 50% ตามมติ ครม. ทั้งนี้เนื่องจากจากผลการประเมินของ ADB พบว่า โครงการต่าง ๆ ก่อนหน้านี้ที่ ADB ให้ความสนับสนุน เช่น โครงการก่อสร้างทางสายหลักให้เป็น 4 ช่องจราจร ทางหลวงหมายเลข 12 พิษณุโลก-อ.หล่มสัก และทางหลวงหมายเลข 359 อ.พนมสารคาม-สระแก้ว ได้แล้วเสร็จสมบูรณ์เป็นที่เรียบร้อยและบรรลุผลตามวัตถุประสงค์ของโครงการ จากผลการประเมินของ ADB พบว่าผลการดำเนินการเบิกจ่ายของโครงการเป็นไปตามแผนงานที่วางไว้ มีประสิทธิภาพการบริหารโครงการดีเยี่ยม

โดยโครงการก่อสร้างทางสายหลักเป็น 4 ช่องจราจร ทางหลวงหมายเลข 22 ตอน อ.หนองหาน-อ.พังโคน และตอน สกลนคร-นครพนม เป็นการก่อสร้างขยายจากทาง 2 ช่องจราจร เป็น 4 ช่องจราจร มาตรฐานทางชั้นพิเศษเป็นส่วนหนึ่งของเส้นทางหลวงสายเอเชีย หมายเลข 15 (AH15) ผ่านสะพานมิตรภาพไทย-ลาวแห่งที่ 3 ข้ามแม่น้ำโขงที่จ.นครพนม เชื่อมต่อไปยังเมืองท่าแขก สปป.ลาว และเมืองวินห์ สาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนามและยังสามารถเชื่อมต่อไปยังสาธารณรัฐประชาชนจีนตอนใต้ นอกจากนี้เส้นทางโครงข่าย เลย-อุดรธานี-สกลนคร-นครพนม ยังเป็นโครงข่ายที่เชื่อมโยงพื้นที่ด่านชายแดนนครพนมและพื้นที่ด่านชายแดนหนองคายเข้าด้วยกัน และเป็นโครงข่ายที่สนับสนุนแผนการพัฒนาเขตเศรษฐกิจพิเศษระยะที่ 2 (เขตเศรษฐกิจพิเศษนครพนมและเขตเศรษฐกิจพิเศษหนองคาย)

สำหรับโครงการก่อสร้างทางสายหลักเป็น 4 ช่องจราจร ทางหลวงหมายเลข 23 ตอน ร้อยเอ็ด-ยโสธร เป็นส่วนหนึ่งของเส้นทางโครงข่าย นครสวรรค์-ชัยภูมิ-อ.บ้านไผ่-มหาสารคาม-ร้อยเอ็ด-ยโสธร-อุบลราชธานี-ช่องเม็ก เชื่อมโยงพื้นที่ด่านชายแดนช่องเม็ก จ.อุบลราชธานี กับพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนกลาง และเชื่อมต่อเข้าสู่โครงข่ายระเบียงเศรษฐกิจตะวันออก-ตะวันตก ผ่านทางหลวงหมายเลข 21 ที่ อ.แก่งคร้อ เพื่อเข้าสู่ระเบียงเศรษฐกิจที่ อ.ชุมแพ จ.ขอนแก่น ซึ่งมีความสำคัญช่วยส่งเสริมการขนส่งสินค้าระหว่างประเทศจากตอนใต้ของสปป.ลาว ผ่านไปยังสาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมา ช่วยเสริมสร้างเศรษฐกิจในภูมิภาคได้อีกทางหนึ่ง

“กรมทางหลวงได้พิจารณาเพิ่มเติมด้านความปลอดภัยในเส้นทางดังกล่าว เนื่องจากเป็นเส้นทางที่มีปริมาณการขนส่งสินค้าโดยรถบรรทุกที่มีปริมาณมาก ซึ่งเดิมการจอดพักตามข้างทางหรือไหล่ทางของรถบรรทุกอาจก่อให้เกิดปัญหาอุบัติเหตุและทำให้เกิดอุปสรรคด้านความคล่องตัวของการจราจร หรือการขับรถทางไกลเป็นระยะเวลานานโดยไม่หยุดพักทำให้สุ่มเสี่ยงต่อความปลอดภัยของผู้ใช้เส้นทางจึงได้ออกแบบให้มีพื้นที่จุดพักรถบรรทุก หรือ Truck Rest Area จำนวน 3 จุด ได้แก่ สกลนคร-นครพนม ตอน 2 ร้อยเอ็ด-ยโสธร ตอน 1 และ 2 รวมทั้งให้มีสถานีตรวจสอบน้ำหนักบนเส้นทางดังกล่าว และได้มีการกำหนดจุดตรวจสอบน้ำหนักรถบรรทุกบนสายทาง หรือ Virtual Weight Station ช่วง อ.หนองหาน-อ.พังโคน ตอน 2 เพื่อควบคุมน้ำหนักรถบรรทุกให้เป็นไปตามกฎหมาย ทั้งนี้ เพื่อช่วยแก้ปัญหาการบรรทุกน้ำหนักเกินที่จะส่งผลต่ออายุการใช้งานของทางหลวง และช่วยประหยัดงบประมาณในการซ่อมบำรุงทางของประเทศ”

ทางหลวงหมายเลข 22 และ 23 จะช่วยสนับสนุนการพัฒนาโครงข่ายทางหลวงอาเชียนหมายเลข 15 (AH15) ในส่วนที่ผ่านประเทศไทย เพื่อให้สามารถเดินทางและขนส่งสินค้าเชื่อมโยงไปยังกลุ่มประเทศ CLMV ได้แก่ ราชอาณาจักรกัมพูชา (Cambodia) สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว (Laos) สาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมา (Myanmar) สาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม (Vietnam) และยังเชื่อมต่อไปยังสาธารณรัฐประชาชนจีนตอนใต้ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ รวมทั้งเป็นโครงข่ายที่สนับสนุนแผนการพัฒนาเขตเศรษฐกิจพิเศษระยะที่ 2 (เขตเศรษฐกิจพิเศษนครพนม และเขตเศษฐกิจพิเศษหนองคาย) และพัฒนาเส้นทางโครงข่ายเชื่อมโยงพื้นที่ด่านชายแดนช่องเม็ก จ.อุบลราชธานี กับพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนกลาง ตลอดจนสนับสนุนการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมตามแนวระเบียงเศรษฐกิจตะวันออก-ตะวันตก (East – West Economic Corridor : EWEC) ที่คาดว่าจะมีปริมาณจราจรเพิ่มสูงขึ้นจากการเข้าสู่การเป็นประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (ASEAN Economic Community : AEC) ได้อย่างมีศักยภาพต่อไป