แม้รัฐบาล คสช.จะประกาศนโยบายปราบปรามมาเฟียเงินกู้นอกระบบอย่างถึงพริกถึงขิงโดยมอบหมายให้กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายใน (กอ.รมน.) แต่ละจังหวัดสนธิกำลังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในพื้นที่ดำเนินการปราบปรามเครือข่ายนายทุนเงินกู้นอกระบบกันอย่างเข้มข้น กวาดจับบรรดาแก๊งนายทุนขูดรีดเอาเปรียบประชาชนระดับรากหญ้ากันไม่เว้นแต่ละวัน 

ขณะที่กระทรวงการคลัง ก็เตรียมรุกคืบกำกับดูแลผู้ให้บริการเงินกู้ทั้งหลายเหล่านี้ โดยเตรียมยกร่างกฎหมายจัดตั้งสำนักงานกำกับดูแลผู้ให้บริการทางการเงินสินเชื่อจำนำทะเบียนรถ ทั้งหลายแหล่เพื่อปกป้องคุ้มครองประชาชนไม่ให้ถูกเอาเปรียบ 

เช่นเดียวกับคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคที่ดีเดย์ออกประกาศให้ธุรกิจเช่าซื้อรถยนต์เป็นธุรกิจควบคุมสัญญาโดยขยายขอบเขตครอบคลุมไปถึงบรรดาธุรกิจสินเชื่อจำนำทะเบียนรถเหล่านี้ด้วยไม่ให้มีช่องตีกรรเชียงเลี่ยงบาลีกันได้อีก

แต่ยุทธการกวาดล้างเครือข่ายผู้มีอิทธิพลที่กระทำความผิดกฎหมายหนี้นอกระบบตลอดช่วง5-6 เดือนที่ผ่านมา ดูจะกวาดล้างได้แต่แก๊งเงินกู้ประเภท “ปลาซิวปลาสร้อย” เท่านั้น ขณะผู้ประกอบการเงินกู้รายใหญ่ที่ป่าวประกาศว่า ให้บริการสินเชื่อส่วนบุคคล สินเชื่อจำนำทะเบียรถที่อ้างว่าถูกกฎหมายได้ใบอนุญาตจากทางการ แต่พฤติการณ์ปล่อยกู้แทบจะแยกแยะไม่ออกเลยว่า ต่างไปจากบรรดานายทุนเงินกู้นอกระบบที่รัฐกำลังกวาดล้างอยู่นี้อย่างไรนั้น ยังคง “ลอยนวล” เราจึงได้เห็นธุรกิจเหล่านี้ยังคงตีปี๊บผุดแคมเปญปล่อยกู้ ให้สินเชื่อจำนำทะเบียนรถที่ยังโขกดอกเบี้ย ค่าธรรมเนียมและบังคับลูกหนี้โอนหลักทรัพย์ค้ำประกันกันเอิกเกริก

อย่างบริษัทสินเชื่อรายหนึ่ง ที่ถือเป็นผู้ให้บริการสินเชื่อเช่าซื้อและจำนำทะเบียนรถรายใหญ่ ที่ล่าสุดยังคงมาเหนือเมฆผุดแคมเปญใหม่ที่อ้างว่าเป็นสินเชื่อรายย่อย “นาโนไฟแนนซ์” แต่สัญญาที่จับลูกหนี้เซ็นไว้นั้นกลับพ่วงเอาสัญญาจำนำทะเบียนรถที่ทำเอาวงการด้วยกันได้แต่อึ้งกิมกี่ เพราะเป็นการผนวกสินเชื่อ 2ฟากฝั่งมามัดตราสังฉบับเดียวกัน

นอกจากนี้ ยังได้ผุดแคมเปญสินเชื่อเช่าซื้อรถและจำนำทะเบียนใหม่ มีผลเมื่อวันที่ 1 กรกฎาคมที่ผ่านมา โดยสินเชื่อเช่าซื้อแบบโอนกรรมสิทธิ์ สำหรับรถจักรยานยนต์กำหนดอัตราดอกเบี้ยคงที่ 1.50% ต่อเดือนหรือเทียบเท่าอัตราดอกเบี้ยจริง 31.72% 

ส่วนรถเก๋ง กระบะ รถตู้ รถบัส หรือรถบรรทุก กำหนดอัตราดอกเบี้ยคงที่ตั้งแต่ 1.00-1.75% ต่อเดือน (แล้วแต่ปีรถ) ซึ่งเทียบเท่าอัตราดอกเบี้ยจริง 21.46%-36.74% รถไถ รถแทรกเตอร์ อัตราดอกเบี้ย 1.25-1.75% ต่อเดือน เทียบเท่าอัตราดอกเบี้ยจริง 26.62-36.74% ต่อปี 

ส่วนสินเชื่อเช่าซื้อรถบรรทุกมือ 2 กำหนดอัตราดอกเบี้ยเช่าซื้อคงที่ 0.85% ต่อเดือนเท่ากับดอกเบี้ยจริง 18.32% ต่อปี สำหรับการซื้อจากดีลเลอร์ 2% ต่อเดือนสำหรับการซื้อรถบรรทุกมือ 2 โดยทั่วไป ซึ่งเทียบเท่าอัตราดอกเบี้ยจริง 41.70% ต่อปี แต่หากเป็นสินเชื่อรถแบบไม่โอนกรรมสิทธิ์ (โอนลอย) ภายใต้สัญญาเงินกู้สำหรับรถเก๋ง รถกระบะ รถตู้หรือรถบรรทุก กำหนดอัตราดอกเบี้ย 0.68% ต่อเดือน เทียบเท่าอัตราดอกเบี้ยที่แท้จริง  14.74%ต่อปี 

ถือเป็นการปล่อยกู้ที่ไม่รู้ว่าดำเนินการภายใต้ใบอนุญาตใดกันแน่ เพราะหากเป็นสินเชื่อรายย่อยนาโนไฟแนนซ์ที่กระทรวงการคลังให้ใบอนุญาตไปนั้นต้องเป็นเงินกู้ไร้หลักประกันเท่านั้น จึงยอมให้ผู้ประกอบการคิดดอกเบี้ยได้สูงถึง 36% ไม่ใช่ปล่อยกู้ไปโดยบังคับให้ลูกหนี้ต้องเอาทะเบียนรถมาค้ำประกัน ขณะที่หากเป็นการปล่อยสินเชื่อที่มีการเรียกหลักประกันหรือบังคับหลักประกันเอาจากลูกหนี้ด้วยนั้นจะต้องดำเนินการตาม พรบ.ห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตราพ..2560ที่กำหนดให้ผู้ปล่อยกู้คิดดอกเบี้ยและค่าธรรมเนียมได้สูงสุดไม่เกิน 
15%
เท่านั้น” 

ล่าสุดนี้เห็นว่ามีลูกหนี้หลายรายเริ่มตบเท้าลุกขึ้นมาร้องทุกข์ฟ้องอาคืนบริษัทกันแล้ว หลังจากที่ก่อนหน้าเครือข่ายพิทักษ์สิทธิลูกหนี้พยายามเรียกร้องให้รัฐเข้ามาจัดการกับปัญหาแต่เรื่องก็หายเข้ากลีบเมฆทุกที 

ที่ผ่านมาธุรกิจเหล่านี้พยายามป่าวประกาศว่า ตนเองไม่ได้ให้บริการเช่าซื้อหรือลีสซิ่งแต่เป็นบริการสินเชื่อจำนำทะเบียน พยายามเอาตัวเองไปเปรียบกับบรรดาโรงตึ๊งจำนำทองหรือข้าวของเครื่องใช้อะไรทั้งหลายแหล่ ที่ลูกค้าจำนำ 3-6 เดือนจะคิดดอกเบี้ยล่วงหน้าเสร็จสรรพ หากไม่มาไถ่ถอนปล่อยให้ตั๋วขาด ก็ต้องขายทอดตลาดหลักประกันหนี้ไป 

แต่ที่มันต่างออกไปก็คือบรรรดาโรงตึ๊งทั้งหลายแหล่ทั้งโรงตึ๊งของรัฐ จะสถานธนานุเคราะห์ สถานธนานุบาลของ รัฐ กทม.หรือองค์กรปกครองท้องถิ่น (อปท.) และโรงตึ๊งเอกชนนั้น เขามี พรบ.โรงรับจำนำ และมีกฎหมายกฎระเบียบของกระทรวงมหาดไทยกำกับอยู่ไม่รู้กี่สิบฉบับกำหนดอัตราดอกเบี้ยจำนำเอาไว้ตามกฎหมาย ยังไงก็ไม่เกิน 15% แถมยังคิดดอกเบี้ยตามขั้นบันได มีโปรโมชั่นดึงดูดลูกค้าประเภทต่ำกว่า 5,000 ดอกเบี้ยแค่ 0.25% ต่อเดือน 5,000-30,000 ดอกแค่ 1.0% ต่อเดือนและสูงสุดยังไงก็ไม่เกิน 15% ต่อปี 

แต่สินเชื่อจำนำทะเบียนรถที่ธุรกิจเหล่านี้อ้างกันอยู่นั้น กลับพยายามอาศัยช่องโหว่ทางกฎหมาย อาศัยใบอนุญาตรัฐที่เปิดช่องให้คิดดอกเบี้ยเกินกว่าที่กฎหมายกำหนด ฉวยโอกาสขูดดอกเบี้ย เรียกหลักทรัพย์ค้ำประกันเอากับลูกหนี้ การปล่อยสินเชื่อเช่าซื้อรถจะมือ 1 มือ 2 ก็หลบหลีกทำสัญญาเช่าซื้อหรือลีสซิ่งที่ต้องเสียภาษีแวต หันไปทำสัญญาเงินกู้แบบโรงตึ๊งประเภท 3 – 6 เดือน โขกดอกเบี้ย – ค่าธรรมเนียม ค่าติดตามทวงหนี้สารพัด หากขาดส่งค่างวดก็พร้อมตามไปยึดทรัพย์ลูกหนี้ไปขายทอดตลาดฟันกำรี้กำไรกันเปรมปรีด์  

ต้องย้อนถามกลับไปยังรัฐและกระทรวงการคลัง เมื่อไหร่จะตื่นขึ้นมาคืนความสุขปกป้องคุ้มครองผู้คนระดับรากหญ้า ไม่ให้ต้องถูกเอารัดเอาเปรียบจากธุรกิจที่ทำนาบนหลังคนเหล่านี้เสียทีรัฐไม่ฉุกคิดสักนิดเลยหรือว่า ธุรกิจให้บริการการเงินที่ไหนที่แทบไม่ต้องใช้เจ้าหน้าที่ระดับ ไวท์คอลล่าร์” ที่มีความรู้ความสามารถมากลั่นกรองการปล่อยสินเชื่อ ไม่ต้องพิจารณาความเสี่ยงอะไรให้ยุ่งยากแต่กลับมีพอร์ตระดับหมื่นล้าน หรือเฉียดแสนล้าน โดยแทบไม่มีหนี้เสีย!  

ขณะที่แบงก์หรือสถาบันการเงินที่คลังและธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กำกับดูแลสุดเข้มข้น ตัวแบงก์เองก็ต้องใช้บุคคลากรที่ล้วนมีความรู้ความสามารถ กลั่นกรองการปล่อยสินเชื่อ สแกนลูกหนี้อย่างถึงพริกถึงขิง แต่ถึงกระนั้นก็ยังต้องขวัญผวากับปัญหาหนี้เสียเป็นรายวันกันอยู่เลย ชัดเป๊ะซะขนาดนี้แล้วรัฐบาลคสช.ยังมองไม่ออกอีกหรือ!? 

โดย…สวนเลน