ปัจจุบันนี้บริษัทขนส่งจากต่างประเทศได้เข้ามาตั้งบริษัทในไทยหลายบริษัทแล้ว ซึ่งได้เริ่มสร้างปัญหาให้กับขนส่งไทยเป็นอย่างมาก เพราะการเข้ามานั้น ได้ดึงตัวพนักงานขับรถ พนักงานออฟฟิส พร้อมทั้งผู้ว่าจ้างไปด้วย รวมทั้งยังมีกลยุทธ์ล่อใจให้เงินเดือนพนักงานที่สูงและรับจ้างขนส่งในราคาที่ต่ำ เพื่อแย่งตลาดขนส่งให้มาอยู่ในครอบครองทั้งหมด

ดังนั้น ผู้ประกอบการขนส่งไทย ต้องหายุทธวิธีสร้างเกราะป้องกันตัวเอง พร้อมทั้งมองหาตลาดใหม่ และขยายธุรกิจออกไปสู่ต่างประเทศด้วย ทั้งนี้ ยังมีความจำเป็นต้องศึกษารูปแบบการดำเนินธุรกิจของคู่แข่ง เพื่อนำมาประยุกต์ใช้ในการขนส่งเพื่อให้ธุรกิจขนส่งสามารถอยู่รอดได้ และเพิ่มขีดสุดให้ขนส่งไทยไปให้ถึงเป้าหมาย

นำกลยุทธ์ขนส่งต่างชาติมาใช้

แหล่งข่าวในวงการขนส่งทางบก เปิดเผยว่า ด้วยรูปแบบการขนส่งได้เริ่มเปลี่ยนไป และมีธุรกิจอีคอมเมิร์ซ ขยายตัวเพิ่มมากขึ้น การขนส่งสินค้าถึงที่พักของลูกค้าจะเพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ จึงเห็นได้ว่า บริษัทขนส่งของต่างชาติ ที่มีเงินทุนมหาศาลไม่ว่าจะเป็นเคอรี่ เอ็กซ์เพรส ดีเอชแอล และเฟดเอ็กซ์ เป็นต้น ซึ่งล้วนเป็นขนส่งยักษ์ใหญ่ข้ามชาติที่เข้ามาแย่งงานของขนส่งไทยไปเป็นอย่างมาก

ดังนั้น เพื่อเพิ่มศักยภาพการแข่งขันในธุรกิจขนส่งเพิ่มมากขึ้น จึงจำเป็นต้องเร่งทำการวางรูปแบบและการติดต่อผ่านทางมือถือ ผ่านแอพพลิเคชั่นต่าง ๆ เพื่อเพิ่มความสะดวกในการติดต่อประสานงานกับลูกค้า ไม่ว่าจะเป็นการสั่งซื้อสินค้า การจัดส่งสินค้า และการเก็บเงิน ซึ่งจะต้องรวดเร็วและสะดวกกว่าขนส่งต่างชาติให้ได้

นอกจากนี้ ยังจะมีการติดต่อวินมอเตอร์ไซต์ต่าง ๆ ทั่วทั้งกรุงเทพฯ และปริมณฑล ให้สามารถจัดส่งสินค้าให้กับผู้สั่งซื้อได้อย่างรวดเร็วที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ และอีกกลยุทธ์การแข่งขันอีกรูปแบบหนึ่งก็คือ ราคาสินค้าจะต้องถูกกว่า แต่มีคุณภาพและมาตรฐานเท่าเทียมกัน

สำหรับการจัดส่งสินค้าออนไลน์ทางรถมอเตอร์ไซต์นั้น ถือว่าเป็นเรื่องใหม่ที่ต้องใช้เวลาศึกษาอีกระยะหนึ่ง แต่สิ่งที่เริ่มในขณะนี้ก็คือ การมีขนส่งเอ็กซ์เพรสเป็นของตัวเอง ไม่ว่าลูกค้าต้องการส่งสินค้าชนิดใด และต้องการให้จัดส่งในเวลาที่รวดเร็วแค่ไหนก็ต้องทำให้ได้ และจะต้องส่งให้ได้ทั้งหมด พร้อมทั้งยังมีราคาค่าขนส่งถูกกว่าต่างชาติอีกด้วย เมื่อขนส่งเอ็กซ์เพรสเข้มแข็งแล้ว และสามารถมีจุดรับส่งสินค้าอย่างทั่วถึงทั้งในกรุงเทพฯ ปริมณฑล และต่างจังหวัดครบทุกจังหวัด ซึ่งจะสามารถสร้างเกราะป้องกันไม่ให้ขนส่งต่างชาติมารุกล้ำกินรวบลูกค้าทั้งหมดอีกต่อไป”

นอกจากนี้แล้ว ผู้ว่าจ้างหลักที่ขนส่งไทยต้องเข้าถึงให้ได้มากสุดก็คือ หน่วยงานราชการ ซึ่งจะมีงานขนส่งอย่างมากมาย เช่น พัสดุต่าง ๆ รวมถึงสินค้า OTOP เป็นต้น ต่อไปก็ต้องมองให้ลึกถึงภาคเอกชนคนไทย เพราะในเมื่อเป็นของคนไทยด้วยกันเองแล้ว ก็ต้องให้ขนส่งไทยด้วยกันทำงานขนส่งให้ ซึ่งทั้งหมดนี้ขนส่งไทยจะสามารถประคองตัวเองให้อยู่รอดได้ ไม่ให้ขนส่งต่างชาติมาแย่งงานไปจนหมด จนสุดท้ายต้องปิดบริษัทหนีไป

ไทย โลจิสติกส์ฯ รวมกลุ่มรับมือขนส่งแข่งเดือด

คุณชุมพล สายเชื้อ ประธาน บริษัท ไทย โลจิสติกส์ อัลลายแอนซ์ จำกัด กล่าวว่า หลังจากที่ คุณยูจียรยืนยงพงศ์ ได้ลาออกจากประธานบริษัทฯ ตนจึงเข้ามาดำรงตำแหน่งแทน พร้อมทั้งได้เตรียมจัดประชุมคณะกรรมการและสมาชิก เพื่อวางแผนการบริหารงานของบริษัทใหม่ เนื่องจากปัจจุบันธุรกิจการขนส่งนั้น มีการแข่งขันที่ดุเดือดมาก ดังนั้น จึงต้องเตรียมตัวรับมือกับการแข่งขันที่ดุเดือดมากยิ่งขึ้น

ทั้งนี้ ทางบริษัทฯ มีการรวบรวมสมาชิกที่มีการขนส่งทั้ง 3 รูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นทางบก ทางน้ำ และทางอากาศ เพื่อทำให้สินค้าที่รับจ้างขนส่งสามารถใช้เวลาในการเดินทางจากต้นทางไปจนถึงปลายทาง ไม่ว่าจะเป็นทั้งในประเทศและต่างประเทศในเวลาที่รวดเร็วขึ้น และที่สำคัญยังมีราคาค่าขนส่งที่ถูกอย่างมีคุณภาพอีกด้วย อีคอมเมิร์ซ มาแรง! รัฐขนส่งการศึกษา ต้องร่วมมือ

ปัจจุบันธุรกิจอีคอมเมิร์ซ มาแรงมาก ส่งผลให้มีผู้ประกอบการขนส่งต่าง ๆ ทั้งไทยและต่างชาติเข้ามาร่วมวงชิงส่วนแบ่งทางการตลาดเป็นจำนวนมาก แต่ขนส่งต่างชาติจะได้เปรียบในเรื่องเงินทุนที่มีการเพิ่มทุนเข้ามาเป็นมูลค่ามหาศาล และกำลังจะครอบครองธุรกิจขนส่งในประเทศไทย ดังนั้น ขนส่งไทยต้องปรับตัวเพื่อให้อยู่รอดให้ได้ 

เราต้องมองการพัฒนาแพลตฟอร์มของตัวเองมาบริการลูกค้า เพราะคนที่สามารถผลิตและพัฒนาแพลตฟอร์มขึ้นมาได้จะเป็นผู้คุ้มอำนาจ และร่ำรวยเป็นอันดับโลก ยกตัวอย่างเช่น กลุ่มอาลีบาบา (Alibaba) ที่มีการขายสินค้าผ่าระบบไอที เมื่อขายแล้วจะใช้โลจิสติกส์ใดก็ได้เพื่อขนส่งสินค้าให้ อีกกลุ่มก็คือ อูเบอร์ ซึ่งเป็นระบบที่ไม่มีรถขนส่งเป็นของตัวเองเลย แต่สามารถขนส่งและบริการลูกค้าได้ ดังนั้น การก้าวสู่ยุคใหม่ต้องมีการปรับตัวรับกับการเปลี่ยนแปลง” 

อย่างไรก็ดี การพัฒนาด้านบุคลากรด้านขนส่งก็เป็นเรื่องสำคัญ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องจำเป็นต้องเข้ามาร่วมมือกัน ไม่ว่าจะเป็นภาครัฐ ภาคขนส่ง สถาบันการศึกษา เพราะการศึกษาจะเป็นแหล่งที่พัฒนาคนออกมาสู่ตลาดได้เป็นอย่างดี แต่การศึกษาระดับปริญญาตรีจะใช้เวลาในการศึกษานานถึง ปี หน่วยงานที่เกี่ยวข้องจึงจำเป็นต้องมีการอบรมระยะสั้น แต่ได้บุคคลที่ได้มาตรฐานป้อนสู้ตลาด เพื่อเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันในวงการโลจิสติกส์ 

โลจิสติกส์ชายแดนบูมเกินกว่า 50%

คุณจุฑานุช ชุมมานนท์  กรรมการผู้จัดการ บริษัท อาร์ ที เอ็น โลจิสติกส์ จำกัด กล่าวว่า หลังจากเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (AEC) ธุรกิจขนส่งและโลจิสติกส์ก็เริ่มเติบโตขึ้นเรื่อยๆ และในปี 2561 นี้ จะเห็นภาพชัดขึ้นว่า ธุรกิจขนส่งและโลจิสติกส์มีการเติบโตขึ้นมากกว่า50% ตามเขตชายแดน เนื่องจากภาครัฐได้สนับสนุนให้มีเขตเศรษฐกิจพิเศษตามเขตชายแดนต่างๆ ส่วนภาพรวมการขนส่งทั้งหมดอาจจะโตขึ้นเพียง 5%

ธุรกิจขนส่งในประเทศค่อนข้างจะอิ่มตัวแล้ว ซึ่งแตกต่างจากธุรกิจขนส่งไปยังชาติอาเซียนที่กำลังขยายตัวเพิ่มขึ้นเป็นอย่างมาก เห็นได้จากกลุ่มลูกค้าที่นำเข้าส่งออกสินค้าในพื้นที่ด่านชายแดนเพิ่มขึ้นกว่าเดิมมากถึง50% และใช้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางการขนส่ง (ฮับโดยนำสินค้ามาพักไว้คลังสินค้าที่ประเทศไทยแล้วค่อยส่งต่อไปยังชาติอาเซียน ซึ่งเป็นเรื่องที่ดีที่ผู้ประกอบการนำเข้าส่งออกวางไทยเป็นฮับขนส่งอาเซียน”

ทั้งนี้ บริษัทฯ ได้ใช้งบลงทุนกว่า 10 ล้านบาท เพื่อนำระบบไอทีเข้ามาช่วยในการดำเนินธุรกิจ เพราะสามารถช่วยประหยัดทั้งเวลา และต้นทุนด้วย นอกจากนี้ รถขนส่งสินค้าทุกคันจะมีระบบ GPS รวมถึงระบบการจัดการของรถ ซึ่งพนักงานขับรถทุกคนจะใช้สมาร์ทโฟน เพื่อส่งงาน และยังสามารถส่งข้อมูลให้ลูกค้าในรูปแบบ Real Timeที่สำคัญยังใช้ Solution จัดการรถที่ใช้ระบบไอทีพิเศษ เพื่อทำให้การหมุนรถมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น จากเดิมวิ่งรถได้วันละ เที่ยว แต่ปัจจุบันสามารถวิ่งรถได้อย่างน้อยวันละ เที่ยว

วางแผนเชื่อมไทยอาเซียนจีนยุโรป

บริษัทฯ ได้วางแผนการดำเนินธุรกิจไว้ รูปแบบ เริ่มจากแผนระยะสั้น บริษัทฯ มีความต้องการเชื่อมการขนส่งระหว่างไทยกับ CLMV (กัมพูชาสปป.ลาวเมียนมา และเวียดนามปัจจุบันมีให้บริการแล้ว สาขา ซึ่งจะมีอยู่ตามทุกท่าเรือที่สำคัญ ด่านชายแดน และพนมเปญ ประเทศกัมพูชา และปีนี้คาดว่า จะขยายสาขาไปยังประเทศเมียนมา และสปป.ลาว อีก แห่ง เพื่อให้การขนส่งให้ครอบคลุมมากยิ่งขึ้น

ส่วนแผนระยะยาวนั้น บริษัทฯ มีความต้องการที่จะขนส่งได้ไกลยิ่งขึ้น โดยใช้ไทยเป็นฮับการขนส่งสินค้า และทางสาขาเป็นตัวเชื่อมในการขนส่งไปยังภูมิภาคอื่น ๆ เช่น จีน หรือ ยุโรป ซึ่งถ้าถึงวันนั้น การผลิตสินค้าเพื่อส่งออกของไทยน่าจะไปได้ไกลมากขึ้น และอาจจะเป็นเหมือนฮ่องกง สิงคโปร์ ที่เป็นฮับของการขนส่งในเอเชียได้อีกแห่งหนึ่ง และเป็นผู้นำในการขนส่ง

เคล็ดลับวิชา เน้นไอทีช่วยงานองค์กร

คุณนพพร เทพสิทธา อดีตประธานสภาผู้ส่งออกสินค้าทางเรือแห่งประเทศทย (สรท.) กล่าวว่า ผู้ประกอบการไทยต้องมีระบบการบริหารจัดการที่ได้มาตรฐาน การพัฒนาการขนส่งในประเทศจะต้องมีการปฏิวัติระบบการขนส่งให้ได้ทั้ง ยุคให้ได้ โดยยุคแรกเป็นยุคสมัยที่ต้องพัฒนาการบริหารต้นทุนค่าขนส่ง ยุคแห่งการพัฒนาระบบการจัดการภายในองค์กรที่มีระบบและมีประสิทธิภาพ ยุคแห่งการนำเทคโนโลยีต่าง ๆ เข้ามาใช้ในระบบขนส่ง และกระบวนการบริหารจัดการในองค์กร ให้มีความเชื่อมโยงกันอย่างมีประสิทธิภาพ และสุดท้ายเป็นยุคแห่งการการพัฒนาที่นำการปฎิวัติทั้ง ยุคเข้ามาประกอบใช้ได้อย่างครบถ้วนและเต็มประสิทธิภาพ

นอกจากนี้ ธุรกิจการบริการขนส่งปรับเปลี่ยนไปอย่างมาก จำเป็นที่ผู้ประกอบการไทยต้องปรับตัวและปฏิวัติองค์การในภาพรวม และต้องก้าวให้ทัน ปัจจัยแห่งการเชื่อมโยงถึงจะอยู่รอด ไม่ว่าจะเป็นการก้าวทันโลกแห่งการเชื่อมโยง โลกแห่งการการคาดการณ์ด้วย Big Data และโลกแห่ง AI โดยใช้โลกแห่งปัญญาหลายสาขาหลอมรวมเป็นพลังไขปัญหาและอุปสรรค พร้อมสร้างมูลค่าให้กับธุรกิจให้สามารถสู้กับคู่แข่งสู่การเติบโตอย่างยั่งยืน 

ดีเอชแอล รถตลาดอีคอมเมิร์ซ เพิ่มจุดบริการทั่วประเทศ

คุณเกียรติชัย พิตรปรีชา กรรมการผู้จัดการ ประเทศไทยและภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ บริษัท ดีเอชแอล อีคอมเมิร์ซ เปิดเผยว่า ตลาดอีคอมเมิร์ซไทยยังเติบโตต่อเนื่องเฉลี่ย 20% ทุกปี และคาดว่าในปี 2563 จะมีมูลค่ากว่า 1.4 แสนล้านบาท สูงเป็นอันดับ 2 ในอาเซียน รองจากอินโดนีเซียที่มีมูลค่า 1.98 แสนล้านบาทเท่านั้น โดยมีปัจจัยหนุนคือจำนวนผู้ใช้งานอินเทอร์เน็ตและโซเชียลมีเดีย ซึ่งมีส่วนสำคัญที่ทำให้ตลาดอีคอมเมิร์ซของไทยมีผู้ค้ารายย่อยมากถึง 80% ทั้งการค้าผ่านโซเชียลคอมเมิร์ซและผู้ประกอบการ SMEs ซึ่งประเมินว่ามีมากกว่า 2-3 หมื่นรายที่ค้าขายออนไลน์

ดังนั้นเพื่อเป็นการอำนวยความสะดวกให้ลูกค้าสูงสุด โดยเฉพาะผู้ค้ารายย่อย บริษัทจึงนำกลยุทธ์ “Shop in Shop” ซึ่งใช้ใน DHL eCommerce แถบยุโรปมาช่วยขยายเครือข่ายจุดให้บริการ ด้วยการร่วมมือกับผู้ประกอบการที่มีร้านค้าในทำเลที่เหมาะสม เปิดจุดให้บริการของ DHL eCommerce ควบคู่ไปด้วย ซึ่งที่มีผ่านมาได้มีความร่วมมือกับร้านค้าท้องถิ่นแล้วกว่า 350 จุดทั่วประเทศ ล่าสุดร่วมกับ บมจ.ซีเอ็ดยูเคชั่น เพื่อใช้สาขาของซีเอ็ดบุ๊คเซ็นเตอร์ ทั้ง 394 แห่งทั่วประเทศเป็นจุดให้บริการ เนื่องจากครอบคลุมเกือบทุกจังหวัดทั่วประเทศ และที่อยู่ในห้างสรรพสินค้ามีที่จอดรถสะดวกสบาย ปัจจุบันเปิดให้บริการแล้วในซีเอ็ดบุ๊ค 150 สาขาใน 39 จังหวัด และภายในสิ้นปีนี้จะเปิดให้ครบทั้งหมด

ความร่วมมือนี้ถือเป็น Shop in Shop กับแบรนด์ใหญ่ที่มีเครือข่ายครั้งแรก แต่จะมีการทยอยเปิดตัวอีกหลายแบรนด์ในเร็ว ๆ นี้เพื่อให้การขยายจุดให้บริการของ DHL eCommerce เป็นไปตามแผนคือครบ 1,000 แห่งภายในสิ้นปี และเพิ่มเป็น 2 เท่า ในปี 2562 ซึ่งจะมีส่วนช่วยให้รายได้ของบริษัทสิ้นปีนี้เติบโตไม่น้อยกว่า 4 เท่าจากปีก่อน”

โดย…กองบรรณาธิการ BUS & TRUCK