BUS&TRUCK '14 | BUS&TRUCK MART | AUTO SERVICES | MATERIAL  HANDLING

 หน้าแรก 
 ข่าวสาร 
ข่าวเด่นประจำฉบับ
ข่าวเด่นประเด็นร้อน
คันเร่งธุรกิจ
Auto Gas
ชุมทางขนส่ง
เส้นทางสู่สภาการขนส่งทางถนน
สัญญาณ
จอดป้ายหมอชิต
ข่าวสั้น
ข่าวประชาสัมพันธ์
Logistics
Chauffeur Center
 บทความ 
ดับเครื่องชม
แวะเวียน
โชว์รูมรถเด่น
รถเพื่อกิจการพิเศษ
จอดคุย
เทียบท่า
BUS & TRUCK AEC
แนะนำผลิตภัณฑ์รถบัส&รถบรรทุก
Special Section
เปรียบเทียบรถเด่น
รักษ์รถ
ผู้ปิดทองหลังพวงมาลัย
เกร็ดความรู้คู่นักขับ
เกาะติดพาณิชย์น้อย
Who's who
 รายงาน 
Test And Report
สถิติรถใหญ่
วัดรอบรถใหญ่
 มัลติมีเดีย 
Pretty Gallery
VDOClip
Truck Game
E-NEWS & SHOW DAILY
 Buyers' Guide 
รายชื่อผู้ประกอบการขนส่ง
 Webboard 
 สมัครสมาชิก 
 Back Issue 
 ติดต่อเรา 
 

กลยุทธ์เพิ่มขีดความสามารถทางการแข่งขันโลจิสติกส์


    ในปัจจุบันการดำเนินการทางธุรกิจในแต่ละบริษัท ส่วนมากมักต่างคนต่างฝ่ายก็ทำงานรับผิดชอบงานและใช้ทรัพยากรของตนเองไป ไม่สามารถใช้ร่วมกัน การดำเนินงานเช่นนี้จะทำให้ความสามารถในแต่ละกิจกรรมขาดการบูรณาการ ซึ่งการรวมตัวกันเป็นกระบวนการจะทำให้เกิดการใช้ปัจจัยหรือทรัพยากรทั้งหมดอย่างมีประสิทธิผล อีกทั้งยังทำให้สินค้าและบริการมีส่วนแบ่งทางการตลาดเพิ่มมากขึ้น นอกจากนี้บริษัทยังสามารถบรรลุเป้าหมายสอดคล้องกับกลยุทธ์องค์กรและกลยุทธ์การเพิ่มขีดความสามารถในแข่งขันทางธุรกิจของบริษัท

    อย่างไรก็ดี แนวความคิดของการสร้างข้อได้เปรียบทางการแข่งขันตามทฤษฎีของไมเคิล อี พอร์เตอร์ (Michael E. Porter) มีกลยุทธ์ที่ใช้ 4 ลักษณะ คือ

    1. การสร้างความแตกต่าง (Differentiation) การที่ธุรกิจแสวงหาความแตกต่างเพื่อสร้างข้อได้เปรียบทางการแข่งขัน โดยพยายามสร้างผลิตภัณฑ์ (สินค้า/บริการ) ในลักษณะที่ไม่เหมือนคู่แข่งขัน เพื่อให้เกิดคุณค่า (Value) ที่เพิ่มขึ้นแก่ลูกค้า ไม่ว่าจะเป็นรูปร่างลักษณะของผลิตภัณฑ์ การบริการหลังการขาย ภาพลักษณ์ที่พึงประสงค์ของลูกค้า นวัตกรรมทางด้านเทคโนโลยี ความมีชื่อเสียงของธุรกิจ การผลิตอย่างสม่ำเสมอ หรือการสร้างเครื่องหมายที่แสดงสถานภาพ ซึ่งจะเป็นการเพิ่มรายได้ในรูปของยอดขายได้

    2. การเป็นผู้นำทางต้นทุน (Cost Leadership) มักเกิดคำถามว่า การเป็นผู้นำทางด้านต้นทุนทำได้อย่างไร? คำตอบก็คือว่า โดยปกติต้นทุนของผลิตภัณฑ์จะลดลง ก็ต่อเมื่อทำให้ผลิตภัณฑ์มีมาตรฐานเพิ่มมากขึ้น ธุรกิจที่ผลิตด้วยต้นทุนต่ำต้องพยายามผลิตในระยะยาวและเสนอผลิตภัณฑ์แบบเดียวกัน โดยขยายฐานทางการตลาดให้เพิ่มกว้างมากขึ้นตามไปด้วย ซึ่งการที่จะเป็นผู้นำทางด้านต้นทุนได้นั้นจะต้องเกิดจากการประหยัดของขนาดการผลิต (Economic of Scale) จากประสบการณ์ (Experience Curve) และจากการทำวิจัยและพัฒนา (Research and Development) ทุกธุรกิจต่างก็มีผลิตภัณฑ์เป็นของตัวเอง ดังนั้น การทำวิจัยและพัฒนาเพื่อเพิ่มคุณภาพ (Quality) และประสิทธิภาพ (Efficiency) ของผลิตภัณฑ์ ก็ทำให้ความสามารถทางการแข่งขันและทำให้เป็นผู้นำตลาดใหม่ได้อีกด้วย

    อนึ่ง การลดต้นทุนในการผลิตหรือบริการ โดยการลดต้นทุนเกิดจากการจัดการแบบมีประสิทธิภาพในการลดของเสีย (Zero Defect) ต้องดำเนินงานโดยมีการวางแผน มีการจัดการที่เหมาะสม หรือเรียกว่าการจัดการที่มีประสิทธิผล การจัดการให้เกิดการเพิ่มผลผลิตในองค์กรจะมีการปรับปรุงต่อเมื่อการทำงานทุกฝ่ายมีประสิทธิภาพ ขนาดทรัพยากรบุคคลเล็กลง แต่ขนาดธุรกิจขยายออก ประหยัดและลดค่าใช้จ่าย การทำงานสามารถย่นเวลาให้สั้นลงหรือมีการทุบกำแพงระหว่างฝ่าย จะส่งผลให้ลูกค้าเกิดความพึงพอใจเพราะคุณภาพที่ดีของผลิตภัณฑ์จะส่งผลให้องค์การธุรกิจมีผลกำไรมากขึ้น

    3. การตอบสนองอย่างรวดเร็ว (Quick Response) คือ การที่ธุรกิจมีความคล่องตัวต่อการตอบสนองความต้องการของลูกค้าในเรื่องสินค้าและบริการ โดยจะต้องทำให้เร็วกว่าคู่แข่งขัน หากธุรกิจมีการตอบสนองความต้องการกับลูกค้าช้ากว่าคู่แข่งขันอาจทำให้สูญเสียส่วนแบ่งทางการตลาดได้ เนื่องจากลูกค้าจะมีทางเลือกในการเลือกซื้อสินค้าและบริการ ซึ่งการที่ธุรกิจจะตอบสนองอย่างรวดเร็วมีอยู่หลายลักษณะ เช่น การพัฒนาออกแบบผลิตภัณฑ์ใหม่ จากเดิม 2 ปี เหลือเพียง 8 เดือน การผลิตสินค้าและการส่งมอบสินค้าตามคำสั่งของลูกค้า การตอบคำถามของลูกค้า เป็นต้น

    4. การมุ่งตลาดเฉพาะส่วน (Market Focus) ซึ่งการที่ธุรกิจมุ่งตลาดเฉพาะส่วนเพียงอย่างเดียวอาจทำให้บริษัทไม่สามารถมีส่วนแบ่งทางการตลาด ยอดขาย และจำนวนลูกค้าเป็นจำนวนมากได้ แต่จะมีความได้เปรียบทางการแข่งขันที่สามารถเจาะเฉพาะกลุ่มหรือส่วนตลาดขนาดเล็ก (Niche Market) ซึ่งจะเป็นการสร้างความแตกต่าง เป็นผู้นำทางด้านการตลาด และตอบสนองความต้องการของลูกค้าเฉพาะกลุ่มได้อย่างตรงใจ โดยเฉพาะกลุ่มธุรกิจ SME’s ที่มีขนาดเล็ก ยังถือว่ามีช่องว่างทางการตลาดอีกมากต่อการนำเสนอผลิตภัณฑ์ในการตอบสนองความต้องการ
อย่างไรก็ดี กลยุทธ์ทั้ง 4 แบบนั้น จะต้องพิจารณาเลือกกลยุทธ์ให้เหมาะสมกับอุตสาหกรรม ขนาดธุรกิจ สินค้า และ วัฒนธรรมองค์กร ซึ่งไม่ควรจะนำมาใช้พร้อมกันทั้งหมด เพราะไม่เช่นนั้นแล้วอาจจะก่อให้เกิดปัญหาความขัดแย้งภายในบริษัทระหว่างผู้บริหาร ผู้ใต้บังคับบัญชา และผู้ที่เกี่ยวข้องได้ อีกทั้งการเปิดศึกการแข่งขันในหลาย ๆ ด้าน จะทำให้การทำหน้าที่ของแต่ละฝ่ายและการนำสินค้า/บริการออกสู่ท้องตลาด ซึ่งจะต้องใช้การจัดการโลจิสติกส์ และการจัดการซัพพลายเชน เข้ามาสนับสนุนในทุกกิจกรรมทั้งสิ้น อาจจะประสบปัญหาในด้านราคา คุณภาพ การรักษาเวลา และการให้บริการแก่ลูกค้า เป็นต้น

    นอกจากนี้ เพื่อความอยู่รอดทางธุรกิจในอนาคตจำเป็นต้องมีการรวมตัวกันเป็นกลุ่มอุตสาหกรรม (Cluster) เพื่อเชื่อมโยงผู้เกี่ยวข้องในเครือข่ายวิสาหกิจ โดยจะต้องมีการกำหนดทิศทาง เป้าหมาย และกลยุทธ์การพัฒนาร่วม (Core Objective and Strategy) รวมทั้งมีการแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสาร ความรู้ ตลอดจนทรัพยากรระหว่างกัน เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและประสิทธิผลที่เกิดจากการรวมตัวกันในรูปแบบพันธมิตรสามฝ่าย (Three Way Partnership) ซึ่งทุกอุตสาหกรรม เริ่มนำมาใช้เพื่อสร้างความสัมพันธ์และความแข่งแกร่งในการแข่งขันที่เรียกว่าการจัดการซัพพลายเชน โดยการดำเนินงานด้านคุณภาพจะรวมเอาข้อมูลจากทุกกิจกรรมมาประกอบการพิจารณาร่วมเพื่อสร้างและออกแบบระบบคุณภาพให้เหมาะสมกับประเภทอุตสาหกรรม และบริการแบบ win-win


----------------------------------------------------------
อ่านหัวข้อ ดร.สิทธิชัย ฝรั่งทอง ทั้งหมด

Share
 
 



TTF-LOGO
 

TTF International Co.,Ltd
6th Floor, A.E.House 200/7-14, Soi Ramkhamhaeng 4

Ramkhamhaeng Rd, Suan Luang, Bangkok 10250 Thailand.
Tel : (66) 2717-2477 ext.159, 202 Fax : (66) 2717-2466

E-mail : info@ttfintl.com, emedia@ttfintl.com

www.ttfintl.com | 

Exposition

BUS & TRUCK EXPO

ARCHITECT EXPO

Publication & Website

www.buildernews.in.th

www.energysavingmedia.com

www.hotgolfclub.com

www.builderclick.com


Copyright © 2010 All rights reserved. TTF International Co.,Ltd.