หน้าแรก 
 ข่าวสาร 
ข่าวเด่นประจำฉบับ
ข่าวเด่นประเด็นร้อน
คันเร่งธุรกิจ
Power Saving
ชุมทางขนส่ง
เส้นทางสู่สภาการขนส่งทางถนน
สัญญาณ
จอดป้ายหมอชิต
ข่าวประชาสัมพันธ์
Chauffeur Center
 บทความ 
ดับเครื่องชม
แวะเวียน
โชว์รูมรถเด่น
รถเพื่อกิจการพิเศษ
จอดคุย
เทียบท่า
BUS & TRUCK AEC
แนะนำผลิตภัณฑ์รถบัส&รถบรรทุก
Special Section
เปรียบเทียบรถเด่น
รักษ์รถ
ผู้ปิดทองหลังพวงมาลัย
เกร็ดความรู้คู่นักขับ
เกาะติดพาณิชย์น้อย
Who's who
 รายงาน 
Test And Report
สถิติรถใหญ่
วัดรอบรถใหญ่
 มัลติมีเดีย 
Pretty Gallery
VDOClip
Truck Game
E-NEWS & SHOW DAILY
 Buyers' Guide 
รายชื่อผู้ประกอบการขนส่ง
 โลจิสติกส์ 
 สมัครสมาชิก 
 Back Issue 
E-Newsletter ฉบับย้อนหลัง
 ติดต่อเรา 
 

สยามอีสเทิร์นอินดัสเตรียลพาร์ค
เนรมิตเดินเรือเฟอร์รี่ 1.5 หมื่นล.



การเดินเรือเฟอร์รี่ขนส่งผู้โดยสารในประเทสไทยมีมานานแล้ว ไม่ว่าจะเป็นการให้บริการในฝั่งทะเลอันดามันและอ่าวไทย ทั้งรูปแบบการให้บริการในเส้นทางประจำ และไม่ประจำ แต่ส่วนใหญ่เป็นการให้บริการในเส้นทางไปยังเกาะท่องเที่ยวต่าง ๆ

บริษัท สยามอีสเทิร์นอินดัสเตรียลพาร์ค จำกัด ได้มองเห็นความสำคัญของการเชื่อมโยงการเดินทางทางน้ำโดยเรือเฟอร์รี่ จึงได้ศึกษาจัดทำโครงการท่าเทียบเรือเฟอร์รี่รองรับเส้นทางเดินเรือ เพื่อเชื่อมเส้นทางการขนส่งนักท่องเที่ยว ผุ้โดยสาร และสินค้าระหว่างบางปู จ.สมุทรปราการ บ้านอำเภอ พัทยา จ.ชลบุรี ปากน้ำปราณบุรี หัวหิน จ.ประจวบคีรีขันธ์ เพื่อลดระยะเวลาในการเดินทางและระยะเวลาขนส่ง พัฒนารูปแบบการท่องเที่ยวใหม่ สร้างมูลค่าเพิ่มจากการท่องเที่ยวของจังหวัดที่มีศักยภาพด้านการท่องเที่ยวในฝั่งทะเลอ่าวไทย ตลอดจนสนับสนุนการปรับเปลี่ยนรูปแบบจากการขนส่งทางถนนมาเป็นทางน้ำและชายฝั่ง เพื่อลดต้นทุนโลจิสติกส์ ต้นทุนพลังงาน ต้นทุนการซ่อมบำรุงถนน และลดอัตราการเกิดอุบัติเหตุจากการขนส่งทางถนน

คุณพีรพงศ์ ประสพสุขเจริญ ผู้จัดการฝ่ายพัฒนาและวางแผน บริษัท สยามอีสเทิร์นอินดัสเตรียลพาร์ค จำกัด เปิดเผยว่า บริษัทฯ มีแผนลงทุนโครงการเดินเรือเฟอร์รี่ความเร็วสูงในอ่าวไทยตอนบน วงเงิน 15,048.96 ล้านบาท โดยจะมีการแยกการลงทุนออกเป็น 2 ส่วน คือ การก่อสร้างท่าเรือ วงเงิน 9,048.96 ล้านบาท ซึ่งจะมีท่าเรือบางปู ท่าเรือบ้านอำเภอ (พัทยา) และท่าเรือปากน้ำปราณบุรี และการจัดซื้อเรือเฟอร์รี่ จำนวน 4 ลำ วงเงิน 6,000 ล้านบาท

“แผนการลงทุนครั้งใหญ่นี้ เกิดจากแนวคิดของท่านประธานกรรมการบริหาร (อนันตชัย คุณานันทกุล) ที่มีความเห็นว่าอยากเห็นประเทศไทยเป็น AEC Tourism HUB เพื่อเป็นตัวเชื่อมไปยังภูมิภาคทางทะเล บริษัทฯ จึงเริ่มศึกษาความเป็นไปได้นานกว่า 3 ปี จึงได้เริ่มเดินหน้าหานักลงทุนร่วม เบื้องต้นมีนักลงทุนต่างชาติสนใจเข้าร่วมลงทุนมากกว่า 4-5 รายแล้ว”

อย่างไรก็ดี การลงทุนโครงการขนาดใหญ่นั้น มีความจำเป็นต้องพึ่งพาภาครัฐให้ร่วมสนับสนุนเพื่อให้โครงการเดินหน้าได้ เนื่องจากมีหลายปัจจัยที่ภาคเอกชนเดินหน้าเพียงลำพังไม่ได้ ทางบริษัทฯ จึงได้นำเรื่องเสนอไปยังกระทรวงคมนาคม และกรมเจ้าท่า เพื่อให้โครงการฯ สามารถเดินหน้าต่อไปได้

“การดำเนินโครงการฯ ให้สำเร็จนั้น ถึงแม้ว่าทางบริษัทฯ จะลงทุนเองทั้งหมดก็ตาม แต่ก็ต้องพึ่งพาภาครัฐ เพื่อร่วมดูแลในเรื่องสิทธิประโยชน์ทางภาษี การเช่าที่ดินของรัฐ/เช่าสิทธิทางทะเลและชายฝั่ง การผ่อนปรนด้านกฎหมายที่เกี่ยวข้อง ข้อกำหนด ผังเมือง สิ่งแวดล้อม และใบอนุญาตต่างๆ รวมถึงการพัฒนาสาธารณูปโภคที่จำเป็นรองรับโครงการฯ และการปกป้องการลงทุนและการให้สัมปทานระยะยาว อย่างน้อย 30 ปี เพื่อให้เกิดความมั่นใจต่อนักลงทุน เนื่องจากโครงการขนาดใหญ่นี้การคืนทุนต้องใช้เวลาในระยะยาว”

คุณพีรพงศ์ กล่าวอีกว่า หากโครงการฯ ได้รับไฟเขียวจากภาครัฐ ทางบริษัทฯ จะใช้ระยะเวลาในการก่อสร้างและพร้อมเดินเรือได้ตามภายใน 2 ปี โดยจะเดินเรือเป็นรูปสามเหลี่ยม เริ่มจากท่าเรือบางปูไปพัทยาและปราณบุรี เพื่อให้นักท่องเที่ยวได้ชมทัศนียภาพของทะเลในย่านนี้ เบื้องต้นได้คิดอัตราค่าบริการไว้ที่ประมาณ 1,000 บาท/คน ค่าบรรทุกรถยนต์ 3,000 บาท/คัน โดยเรื่องเฟอร์รี่ของบริษัทฯ จะสามารถรองรับผู้โดยสารได้จำนวน 400 คน สามารถบรรทุกรถยนต์ได้จำนวน 30 คัน และรถจักรยานยนต์จำนวน 12 คัน 

“การเดินทางจะใช้เวลาน้อยลงเมื่อเทียบกับการขับรถยนต์ส่วนตัว จากเส้นทางพัทยา-ปราณบุรี ระยะทาง 60 ไมล์ทะเล หรือ 109 กิโลเมตร ใช้เวลานั่งเรือเฟอร์รี่ประมาณ 1.5 ชั่วโมง หากเดินทางด้วยรถยนต์ ระยะทาง 370 กิโลเมตร ใช้เวลาเดินทางประมาณ 4.5 ชั่วโมง ซึ่งช่วยย่นระยะเวลาในการเดินทางได้มากกว่า ที่สำคัญไม่ต้องขับรถให้เหนื่อย และเจอเหตุการณ์รถติดที่เหนือการคาดเดาของเราได้”

สำหรับประโยชน์ที่ประเทศไทยจะได้รับจากการดำเนินโครงการนี้ มีทั้งประโยชน์เชิงยุทธศาสตร์ เพราะสามารถส่งเสริมให้ประเทศไทยเป็นจุดกระจายการเดินทางท่องเที่ยวภายในประเทศ และทั่วภูมิภาคอาเซียน เชื่อมโยงโครงข่ายระบบเดินทางบก-ราง-น้ำ-อากาศ เพื่อให้เกิดความสะดวก ประหยัดเวลา และค่าใช้จ่าย ประโยชน์ทางเศรษฐกิจ ก็จะมีนักท่องเที่ยว นักธุรกิจ และนักเดินทางปีละ 3 ล้านคน แบ่งเป็นต่างชาติ 60% และคนไทย 40% สร้างมูลค่าไม่น้อยกว่าปีละ 4,600 ล้านบาท ที่สำคัญสร้างมูลค่าและหมุนเวียนในระบบทางเศรษฐกิจในธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องไม่น้อยกว่าปีละ 16,5000 ล้านบาท 

ทั้งนี้ ยังมีประโยชน์ทางสังคม ไม่ว่าจะเป็นโอกาสในการสร้างอาชีพใหม่ เพิ่มรายได้ชุมชนในแต่ละท้องถิ่น เป็นต้น เชิงคุณภาพ ก็จะมีการเพิ่มความปลอดภัย สะดวก รวดเร็ว ยกระดับการเดินทางที่ตรงเวลา ลดมลพิษทางอากาศที่เกิดจากการใช้รถยนต์ส่วนตัว ในส่วนของภาครัฐ จะได้ประโยชน์ในด้านการแบ่งเบางบประมาณในการพัฒนาสาธารณูปโภคทางบก เพิ่มความยั่งยืนระบบการขนส่งของประเทศ ส่งเสริมการเจริญทางเศรษฐกิจในระดับต่างๆ และเพิ่มเครือข่ายระบบการขนส่งทางน้ำ

นอกจากนี้ บริษัทฯ ได้เตรียมแผนระยะที่ 2 และ 3 ไว้ด้วย โดยระยะที่ 2 นั้น จะขยายเส้นทางที่ครอบคลุมพื้นที่ห่างไกลขึ้น เช่น หมู่เกาะช้าง จังหวัดตราด เกาะสมุย จังหวัดสุราษฎร์และสงขลา ส่วนระยะที่ 3 จะมุ่งเป้าหมายออกไปสู่เส้นทางอาเซียน 


----------------------------------------------------------
อ่านหัวข้อเทียบท่าทั้งหมด

 
 



TTF-LOGO
 

TTF International Co.,Ltd
200/7-14, Soi Ramkhamhaeng 4

Ramkhamhaeng Rd, Suan Luang, Bangkok 10250 Thailand.
Tel : (66) 2717-2477 ext.159, 202 Fax : (66) 2717-2466

E-mail : info@TTFintl.com, emedia@TTFintl.com

www.TTFintl.com | 

Exposition

ARCHITECT EXPO

HEALTH EXPO THAILAND

BUS & TRUCK EXPO


Publication & Website

www.BuilderNews.in.th

www.BuilderClick.com

www.DesignerHub.in.th

www.HotgolfClub.com



Copyright © 2010 All rights reserved. TTF International Co.,Ltd.