สถานการณ์การเมืองไทยที่ยังร้อนระอุได้แผดเผาไปทั่วประเทศ จนส่งผลให้ภาคธุรกิจหลายๆด้านไหม้เกรียมไปตามๆกัน ไม่เว้นแม้แต่กลุ่ม “โลจิสติกส์” ที่เปรียบเสมือน “ฟันเฟือง” ขับเคลื่อนประเทศก็ไม่วายที่จะโดนไปด้วย

บริษัท บลูแอนด์ไวท์ กรุ๊ป จำกัด ถือเป็นบริษัทโลจิสติกส์ไทยที่เติบโตอย่างต่อเนื่อง ที่สำคัญสามารถเดินหน้าขนส่งได้ตรงตามแผนงานทุกอย่างถึงแม้ว่าจะเคยผ่านองศาเดือดทางการเมือง และพิษเศรษฐกิจมากเกือบทุกยุค “เทียบท่า” ฉบับนี้ จึงอยากเปิดมุมมองทางธุรกิจของบริษัท บลูแอนด์ไวท์ กรุ๊ปฯ

ให้ท่านผู้อ่านได้รู้จักประธานกรรมการ “คุณปัญญา เศรษฐโภคิน” ถึงแผนการบริหารอย่างมืออาชีพตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน และลากยาวไปยังอนาคตให้ได้รับทราบกัน


ก้าวแรกดำเนินธุรกิจ

จุดเริ่มต้นของธูรกิจ “บลูแอนด์ไวท์ 1989” นั้น เริ่มจากการรับทำธุรกิจขนส่งและกระจายสินค้าสู่ร้านค้าโชว์ห่วย หรือร้านค้าปลีกรายย่อยในจังหวัดต่างๆ โดยจัดตั้งบริษัท บลูแอนด์ไวท์ 1989 จำกัดขึ้นตั้งแต่ปี พ.ศ. 2532 โดยมีตัวเลข 1989 เป็นเลขนำชัย

ต่อมาเมื่อประเทศไทยมีห้างร้านยักษ์ใหญ่จากต่างประเทศแห่เข้ามาลงทุนมากขึ้น  บลูแอนด์ไวท์จึงเปิดบริษัท บลูแอนด์ไวท์ โลจิสติกส์ จำกัด ขึ้นในปี 2543 เพื่อรับงานในฐานะเป็นผู้บริการด้านการกระจายสินค้าไปยังห้างโมเดินร์เทรดในรูปแบบ Cross docking ซึ่งก็คือ การขนส่งที่ไม่เอาสินค้าไปเก็บในคลังสินค้าเข้าแต่จะให้สินค้าเข้าเทียบท่าชานชาลา ตามหลัก Just in Time : JIT ที่จัดแบ่งหมวดหมู่ปลายทางของแต่ละจังหวัด

แตกไลน์บริษัทลูก

ปัจจุบันกลุ่มธุรนกิจบลูแอนด์ไวท์ มีบริษัทในเครือทั้งหมดรวม 10 บริษัทภายใต้กลุ่มบริษัทบลูแอนด์ไวท์ โดยมีทุนจดทะเบียนและทรัพย์สินรวมกว่าหมื่นล้านบาท แต่มีเพียง 7 บริษัทที่ดำเนินการในการขนส่ง กระจายสินค้า และโลจิสติกส์ โดย 3 บริษัทที่ไม่ได้กล่าวถึง คือบริษัท ทรานส์ โลจิสติกส์ จำกัด ให้บริการบริหารคลังสินค้า และกระจายสินค้า หรือเรียกว่า Logistics Outsourcing ให้กับบริษัทฯ ต่างๆ รวมพื้นที่กว่า 30,000 ตารางเมตร ปัจจุบันให้บริการบริหารคลังสินค้าที่หลากหลาย เช่น อุปโภคบริโภค เครื่องแต่งกาย เคมีภัณฑ์ เครื่องใช้ไฟฟ้า ฯลฯ  และ บริษัท บลูแอนด์ไวท์ โปรเฟสชันแนล -ทรานสปอร์ต จำกัด โดยเป็นบริษัทที่ให้บริการขนส่งสินค้าเคมีภัณฑ์ และวัตถุอันตรายโดยเฉพาะ และสุดท้ายคือ บริษัทเอเชีย แปซิฟิก ทรัค บอร์ดี้ จำกัด ที่ทำหน้าที่ ผลิตและประกอบตัวถังรถบรรทุกและรถพ่วงสำหรับกิจการขนส่งของบลูแอนด์ไวท์โดยเฉพาะ

โลจิสติกส์ไทยใกล้ทางตัน

ภาพรวมธุรกิจขนส่งและโลจิสติกส์ของไทยนั้น ประเมินว่ามีมูลค่ารวมหรือมีเงินหมุนเวียนนับล้านล้านบาท แต่ตลาดส่วนใหญ่เป็นที่ทราบกันดีว่า เป็นของบริษัทโลจิสติกส์ต่างชาติไปกว่าครึ่ง ยักษ์ใหญ่ที่มีบริการครบวงจรและทุนหนาจึงอยู่ในมือของธุรกิจข้ามชาติเสียมากกว่า

“มองอย่างผิวเผินในขณะนี้ บอกได้ว่า ธุรกิจขนส่งและโลจิสติกส์ในประเทศไทยเริ่มเข้าสู่ทางตันแล้ว การที่บริษัทใหม่ๆ จะเข้ามาลงทุนประกอบกิจการขนส่งและลอจิสติกส์ไม่ใช่เรื่องง่าย สิ่งที่ต้องทำคือการ “แย่งลูกค้า” ในมือชาวบ้านมาให้ได้ เพราะทุกช่องทางที่จะทำมาหากินมีคนทำหมดแล้ว แต่การจะเข้ามาแย่งตลาดกันในเวลานี้ก็ไม่ใช่งานง่ายเช่นกัน”

จับตารายย่อยสูญหาย

แนวโน้มบริษัทขนส่งและโลจิสจิสติกส์รายขนาดย่อมและขนาดเล็ก จะสูญหายไปเหมือนร้านโชว์ห่วย เพราะแม้จะมีความพยายามปรับตัวอย่างไร แต่การที่มีเงินลงทุนน้อยก็อาจจะยากต่อการดำเนินธุรกิจ อย่างไรก็ดี ยังมีช่องทางบางอย่างที่พอจะสามารถทำได้อยู่ก็คือ การรวมตัวกันเพื่อทำให้เป็นกลุ่มที่มีขนาดใหญ่ที่มีอำนาจในการจัดการให้ครบวงจรมากขึ้น

มุ่งเติบโตในประเทศเป็นหลัก

ทิศทางการดำเนินธุรกิจในอนาคตของกลุ่มบลูแอนด์ไวท์นั้น ไม่ได้มุ่งเน้นการลงทุนในต่างประเทศ เพราะเนื้อแท้การดำเนินธุรกิจของบลูแอนด์ไวท์นั่นมุ่งเน้นธุรกิจค้าปลีกในประเทศเป็นสำหลัก ทั้งการขนส่งสินค้าอุปโภคบริโภคสู่ร้านค้าโชว์ห่วย และการกระจายสินค้าสู่ค้าปลีกสมัยใหม่-โมเดิร์นเทรด

ตั้งเป้าปี 57 เติบโต 15%

ในส่วนของผลประกอบการของกลุ่มบลูแอนด์ไวท์ มีอัตราการเติบโตไม่ต่ำกว่า 5% มานับตั้งแต่เริ่มดำเนินการ และในปี2556 ที่ผ่านมาก็มีอัตราเติบโตที่ 10% เมื่อเทียบกับปี 2555 ขณะที่ปี 2557 นี้ เราตั้งเป้าจะมีอัตราการเติบโตจากปีก่อนไม่ต่ำกว่า 15% แม้จะมีปัจจัยทางการเมืองเข้ามากระทบในขณะนี้ แต่เมื่อการบริโภคยังคงเพิ่มขึ้น การขยายตัวของกลุ่มโมเดิร์นเทรด และค้าปลีกสมัยใหม่ยังคงมีอยู่อย่างต่อเนื่อง การขนส่งและกระจายสินค้าก็ยังจะเติบโตต่อไปได้อีก


มองไทยเป็นฮับโลจิสติกส์

การรวมตัวเป็นประชาชนมเศรษฐกิจอาเซียน(เออีซี) ในปี 2558 นั้น กลุ่มบลูแอนด์ไวท์ไม่ได้ให้สนใจมากนัก เพราะมองไทยเป็นศูนย์กลางการขนส่ง(ฮับ) แต่หากจะถามว่า บลู แอนด์ ไวท์ มองการลงทุนในเพื่อนบ้านไว้บ้างหรือไม่ คำตอบก็คือ มีอยู่เช่นกันและไม่ใช่แค่มอง แต่มีการเตรียมการเข้าสู่ตลาดต่างประเทศ ทั้งในกลุ่มประเทศ CLMV (กัมพูชา ลาว เมียนร์มา และ เวียดนาม) และเออีซี โดยประเทศแรกที่ทางบลูแอนด์ไวท์เข้าไปเปิดบริษัทคือ ประเทศเมียนร์มา โดยได้ตั้งบริษัท บลูแอนด์ไวท์ ออฟ เบอร์ม่า จำกัด โดยรูปแบบการทำงานนั้นจะให้พนักงานคนไทยไปบริหารจัดการและให้คนในประเทศเป็นผู้กระจายสินค้า รวมทั้งการเปิดรับสมัครแรงงานท้องถิ่น

ในขณะเดียวกันในห้วงที่ถนนทุกสายกำลังมุ่งสู่การเปิดเสรีเออีซี  โดยเฉพาะอย่างยิ่งในภาคการขนส่ง นั้น แบลูแอนด์ไวท์ กลับมองว่า ในภาคการขนส่งทางถนนนั้น ควรจะพุ่งเป้าและความสนใจไปในกลุ่มประเทศ GMS  (Greater Mekong Subregion) หรืออนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง 6 ประเทศ ที่ประกอบไปด้วย ไทย เมียนร์มา สปป.ลาว กัมพูชา เวียดนาม และจีนตอนใต้ ที่มีประชากรรวม 257.5 ล้านคนเป็นหลัก เพราะ มีเส้นทางถนนที่เชื่อมโยงได้อย่างทั่วถึง  ซึ่งถือเป็นโอกาสของบริษัทขนส่งและโลจิสติกส์มากกว่า

“กระนั้นในตอนท้ายเราก็ต้องรู้จักตัวเองก่อน ว่าเราทำอะไรได้ ทำธุรกิจอะไรเป็นบ้าง ไม่เห่อไปตามกระแสอย่างเดียว เพราะในส่วนของบลูแอนด์ไวท์เองแม้จะมองโอกาสในต่างประเทศไว้บ้าง แต่ที่มุ่งเน้นยังคงเป็นการ “แย่งชิง” และ “รักษา”ลูกค้าภายในประเทศ ทั้งขยายงานในประเทศให้มั่นคงตลอดจนรองรับในทุก “โอกาส” ที่รออยู่ในวันข้างหน้า”