ประเด็น Disruptive Technology กำลังกลายเป็นเรื่อง Hot Issue ในธุรกิจโลจิสติกส์ยุค 4.0 เมื่อเทคโนโลยีใหม่เข้ามาแทรกแซงวิถีการทำงานแบบเดิม ๆ ดูเหมือนว่าผลกระทบและความรุนแรงดังกล่าว ทำให้ผู้ประกอบการในสายงานโลจิสติกส์ต้องปรับตัวเปลี่ยนแปลงตามไปด้วย ข้อสังเกตเกี่ยวกับความเปลี่ยนแปลงในโลกยุคนี้ก็คือ การที่ธุรกิจใช้เทคโนโลยีเป็นตัวขับเคลื่อนรองรับการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของลูกค้า จึงต้องคิดและติดตามการมีสินค้าหรือบริการไว้ล่วงหน้าเพื่อตอบสนองความต้องการลูกค้ายุคใหม่เพื่อเอาชนะคู่แข่งขัน โดยเน้นคุณภาพ (Quality) ต้นทุน (Cost) การส่งมอบ (Delivery) และการบริการ (Service)  รวมถึงการคิดค้นหานวัตกรรมในการสร้างคุณค่าให้กับลูกค้า ไม่ว่าจะเป็นพัฒนาการออกแบบผลิตภัณฑ์ใหม่ ๆ เพิ่มขึ้น เพื่อประยุกต์ใช้กับงานทางด้านโลจิสติกส์ให้เกิดประสิทธิภาพ

ปรากฏการณ์เช่นนี้มีหลายธุรกิจได้เริ่มเตรียมความพร้อมโดยนำเทคโนโลยีเหล่านี้ ได้แก่ Internet of Thing (IOT) เป็นการเชื่อมโยงทุกสิ่งทุกอย่างเข้าสู่โลกที่ไร้พรมแดน โดยสามารถแสดงสถานะแบบเวลาจริง (Real Time) ได้ทุกที่ทุกเวลาผ่าน Cloud การนำระบบปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence :AI) มาใช้แทนกรอบแนวคิดการผลิตแบบเก่า/วิถีการทำงานประจำแบบเดิม ๆ โดยนำหุ่นยนต์ เครื่องจักรอัตโนมัติ (Advance Robotics) และนำโปรแกรมเข้าสู่โลกการทำงานเสมือนจริง (Augmented Reality-Virtual Reality : AR, VR) ทำให้ผู้ใช้สามารถรับรู้ภาพที่ปรากฏจากการสัมผัสได้ในเชิงลึกหลากหลายมิติ

อย่างไรก็ดี ลักษณะงานต่าง ๆ ก็มีวิธีการทำงานที่เปลี่ยนไป เช่น ในอดีต การซื้อ-ขาย หรืองานบริการลูกค้า จะเป็นการพูดคุยเจรจาต่อรองระหว่างมนุษย์กับมนุษย์ แต่ในอนาคตจะใช้เทคโนโลยี AI ผ่านคอมพิวเตอร์หรือหุ่นยนต์เป็นผู้ติดต่อสื่อสารและเจรจาต่อรองแทนมนุษย์ หรือหุ่นยนต์กับหุ่นยนต์ ซึ่งจะช่วยต่อยอดประสบการณ์ของลูกค้า (Customer Experiences) และยังสามารถจัดส่งสินค้าได้ล่วงหน้าก่อนที่ลูกค้าจะทำการสั่งซื้ออีกด้วย  สามารถใช้การจดจำรูปภาพเพื่อตรวจสอบสถานะสินค้าต่างๆ ที่ได้มีการจัดส่งไปแล้วหรือการจัดส่งในงวดต่อไป ยังรองรับการขนส่งอัตโนมัติแบบครบวงจร สามารถคาดการณ์ความผันผวนของปริมาณการจัดส่งสินค้าทั่วโลกล่วงหน้าก่อนที่จะเกิดขึ้นจริงได้ สามารถคัดแยกพัสดุ วัตถุดิบ วัสดุอุปกรณ์ตามขนาดลักษณะต่าง ๆ ให้จัดส่งตามจุดที่กำหนดไว้ อีกทั้งภายในคลังสินค้าก็จะมีการใช้แต่หุ่นยนต์กับระบบปัญญาประดิษฐ์ในการควบคุมคลังสินค้า-สินค้าคงคลัง พร้อมทั้งเป็นที่ปรึกษาระบุทางเลือกให้กับลูกค้า เป็นต้น

นอกจากนี้ ในแวดวงธุรกิจโลจิสติกส์ยังได้มีการนำ Drone มาใช้ในการขนส่งสินค้าเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและประสิทธิผลที่รวดเร็วกว่าเดิม ใช้ในการตรวจสอบเครื่องจักร การถ่ายภาพมุมสูง การฉีดพ่นปุ๋ย ยาฆ่าแมลง/สารเคมีในพื้นที่การเกษตร การสำรวจสภาพการจราจร-สภาพแวดล้อมของอากาศที่มีความแปรปรวน ส่วนธุรกิจอีคอมเมิร์ซหรือธุรกิจขายของผ่านออนไลน์ก็จะมีโปรแกรมตอบกลับอัตโนมัติที่สามารถตอบกลับสนทนาดูแลกับลูกค้าได้อย่างทันท่วงทีรวดเร็วฉับไวตลอด 24 ชั่วโมง เสมือนเป็นการโต้ตอบกับมนุษย์จริงๆ รวมถึงตอบคำถามที่ถูกถามบ่อยๆ ในการสั่งซื้อ มีการแจ้งทำธุรกรรมทางการเงินให้สามารถรับรู้ ช่วยเก็บข้อมูลวิเคราะห์พฤติกรรมของผู้บริโภค และแสดงสถานะระบบคลังสินค้าอีกด้วย เพื่อนำมาพัฒนาสินค้าและบริการ หรือแม้กระทั่งธุรกิจโรงพยาบาลก็ยังมีการนำหุ่นยนต์มาใช้ในห้องแยกยา เพื่อแยกยาให้มีประสิทธิภาพทั้งด้านความเร็วและความถูกต้อง โดยลดการคลาดเคลื่อนที่เกิดจากการใช้คนในการแยกยา เป็นต้น

แม้กระทั่งอุตสาหกรรมอาหารก็ได้มีการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีออโตเมติกกับเครื่องจักร ซึ่งจะช่วยให้กระบวนการทำงานเกิดประสิทธิภาพและประสิทธิผล โดยสามารถยกระดับมาตรฐานการผลิตสินค้าที่มีคุณภาพสู่ตลาดโลก เกิดความรวดเร็ว ลดระยะเวลาการทำงาน สามารถทำงานได้ตลอด 24 ชั่วโมง และลดของเสีย ลดค่าใช้จ่าย ลดต้นทุน ลดปัญหาการขาดแคลนแรงงานที่มีฝีมือ เพิ่มความปลอดภัยในการทำงานในจุดที่มีความเสี่ยงให้กับภาคอุตสาหกรรมอีกด้วย

ดังนั้น เมื่อ Disruptive จะเป็นการทำลายเพื่อให้เกิดสิ่งใหม่ และเป็นการเกิดใหม่นั้นจะเป็นสิ่งที่จินตนาการไม่ได้เลยว่าหน้าตารูปแบบธุรกิจจะเปลี่ยนเป็นเช่นไร จึงเป็นเรื่องที่ปฏิเสธไม่ได้เลยว่า เทคโนโลยีเป็นตัวแกนหลักที่สร้างให้เกิดการเปลี่ยนแปลง และหนีไม่พ้นที่จะนำเทคโนโลยีมาปรับใช้การทำงานและการดำเนินธุรกิจเพื่อรองรับการแข่งขันที่จะทวีความเข้มข้นขึ้น.

 

โดย…ดร.สิทธิชัย  ฝรั่งทอง