เมื่อเอ่ยถึงธุรกิจให้บริการรถรับ-ส่งพนักงานจากแหล่งที่พักอาศัยในเขตชุมชนไปยังโรงงานอุตสาหกรรมหรือสถานประกอบการโดยเฉพาะรอบเขตนิคมอุตสาหกรรมในภาคตะวันออก (Eastern Seaboard) ไม่มีใครไม่รู้จัก บริษัท เอทีพี 30 จำกัด (มหาชน) หรือ ATP30 เพราะใช้เวลาเพียง 10 ปี ก็สามารถก้าวขึ้นมาเป็นผู้นำในธุรกิจดังกล่าวได้ ที่สำคัญได้เข็นธุรกิจเข้าตลาดหลักทรัพย์เป็นที่เรียบร้อนแล้ว
 
“เทียบท่า” ฉบับนี้ จึงพาท่านผู้อ่านไปล้วงลึกถึงแผนการบริหารของ คุณปิยะ เตชากูล กรรมการผู้จัดการ บริษัท เอทีพี 30 จำกัด (มหาชน) (ATP30) ว่า อนาคตจะพาบริษัทฯ เดินหน้าไปในทิศทางใด จะสู้รบการยุคเศรษฐกิจตกสะเก็ดได้อย่างไร?
 
 
แผนการบริหาร ATP30
 
บริษัทฯ ตั้งเป้าหมายเพิ่มอัตรากำไรขั้นต้นให้มีการเติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยบริษัทฯ มีแผนพัฒนาระบบการดำเนินงานด้านการควบคุมการเดินรถ การซ่อมบำรุงให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น และเพิ่มสัดส่วนการให้บริการด้วยรถโดยสารของบริษัทฯ ทั้งนี้ ในช่วงครึ่งปีแรกปี 2558 บริษัทฯ มีอัตรากำไรขั้นต้นอยู่ที่ 21.66% เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อนซึ่งอยู่ที่ 18.41% เกิดจากการบริหารต้นทุนที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยสัดส่วนต้นทุนบริการต่อรายได้สำหรับครึ่งปีแรกอยู่ที่ 78.34% จากปีก่อนอยู่ที่ 81.06% โดยช่วงครึ่งแรกปี 2558 บริษัทฯ มีอัตรากำไรสุทธิอยู่ที่ 3.13% ซึ่งบริษัทฯ ตั้งเป้าอัตรากำไรขั้นต้นให้อยู่ที่ 22% ในปีนี้ และเชื่อว่าในปี 2559 นี้ ความสามารถในการทำกำไรของบริษัทฯ จะปรับตัวดีขึ้น จากการบริหารต้นทุนที่มีประสิทธิภาพ โดยตั้งเป้าหมายกำไรขั้นต้น 25%
 
ระดมทุนซื้อรถบัสเพิ่ม
 
บริษัทฯ ได้นำเงินที่ได้จากการระดมทุนขายหุ้นไอพีโอไปซื้อรถบัสขนาดใหญ่รับ-ส่งบุคลากรให้กับบริษัทต่างๆ เพิ่มอีก จำนวน 45 คัน ในช่วง 2 ปีนี้ จากปัจจุบันที่มีอยู่ จำนวน 136 คัน และมีรถตู้ที่บุคคลภายนอกเข้ามาร่วมให้บริการโดยอยู่ภายใต้การบริหารจัดการของบริษัทประมาณ 100 คัน ซึ่งบริษัทฯ จะนำเงินประมาณ 50 ล้านบาทไปใช้เป็นเงินดาวน์รถบัสใหม่ เพื่อลดภาระต้นทุนทางการเงิน จากเดิมที่ต้องผ่อนชำระทั้ง 100% รวมถึงเพิ่มจำนวนนักขับจากที่มีอยู่ 130 คน
 
แผนรับมือยุคเศรษฐกิจตก
 
บริษัทฯ มีแผนจะให้บริการ VIP VAN Service เพื่อให้บริการรถเช่ารายวัน สำหรับลูกค้าที่ต้องการใช้รถตู้วีไอพี โดยบริษัทฯ จะนำคนขับรถตู้เกรดเอมาให้บริการ และหากโครงดังกล่าวประสบความสำเร็จ บริษัทฯ จะหันมาให้บริการรถมินิบัสเซอร์วิส จากนั้นจะขยับไปสู่ในภาคบริการท่องเที่ยวส่วนบุคคล อย่างไรก็ดี ตามแผนบริษัทฯ จะซื้อรถตู้วีไอพี 2 คัน และจะเพิ่มเป็น 5 คัน ภายในปี 2559 เพื่อให้บริการลูกค้ารายเดิมทั้ง 22 ราย ซึ่งรถตู้วีไอพี 1 คัน จะสามารถสร้างรายได้เฉลี่ย 5 หมื่นบาทต่อคันต่อเดือน ทั้งนี้ การให้บริการดังกล่าวจะให้บริษัทฯ มีกำไรขั้นต้นสูงถึง 35% สูงกว่าตลาดรถตู้ทั่วไปที่สร้างกำไรขั้นต้นเพียง 20% นอกจากนี้ ปี 2559 จะซื้อรถบัสราคาคันละ 3.7 ล้านบาท จำนวน 15-20 คัน รถตู้ราคาคันละ 1.4 ล้านบาท จำนวน 8-10 คัน รถมินิบัส ราคาคันละเฉลี่ย 2.7 ล้านบาท จำนวน 6-8 คัน และหากระหว่างปีมีลูกค้าใหม่เกิดขึ้นจะซื้อรถบัสเพิ่มอีก 20 คัน 
 
 
เล็งซื้อรถมินิบัสเสริมทัพ
 
บริษัทฯ วางแผนจะให้บริการรถมินิบัสขนาด 15-30 ที่นั่งมากขึ้น จากปกติที่ให้บริการเพียงรถบัสขนาด 45 ที่นั่ง และรถตู้ขนาด 12 ที่นั่ง โดยบริษัทฯ ได้ทดลองให้บริการรถมินิบัส 2 คัน ผ่านลูกค้า 2 ราย มา 2 ปีแล้ว ซึ่งบริการนี้ถือเป็นการช่วยลดต้นทุนค่าใช้จ่ายให้กับลูกค้าเฉลี่ย 10-15% ล่าสุด บริษัทได้นำแผนงานดังกล่าวไปเสนอลูกค้าที่ดำเนินธุรกิจกระจกรถยนต์ใน นิคมอุตสาหกรรมอมตะนคร 1 ราย ซึ่งลูกค้ารายดังกล่าวจะใช้รถมินิบัสประมาณ 6-8 คัน คาดว่าจะรู้ผลภายในไตรมาสแรกของ ปี 2559 อย่างไรก็ตาม หากลูกค้าตัดสินใจใช้บริการรถมินิบัส บริษัทก็จะซื้อรถมินิบัสยี่ห้อ ยู่ทง ประเทศจีน ราคาคันละ 2.7 ล้านบาท ซึ่งราคารถมินิบัสจะถูกกว่ารถบัสประมาณ 30% ฉะนั้นกำไรขั้นต้นจากการให้บริการรถมินิบัสจะอยู่ในระดับ 35% ซึ่งกำไรขั้นต้นจากการให้บริการรถบัสจะอยู่ระดับ 30%
 
ทั้งนี้ บริษัทฯ เพิ่งเซ็นสัญญากับ ลูกค้าใหม่ 2 ราย และลูกค้าต่อเนื่อง 1 ราย ซึ่งลูกค้าทั้งสามรายจะใช้รถบัสและรถตู้ของบริษัทฯ ทั้งหมด 25 คัน ฉะนั้นบริษัทฯ จะบันทึกรายได้จากลูกค้ารายดังกล่าว ตั้งแต่ไตรมาสแรกของปี 2559 เฉลี่ยเดือนละ 2-3 ล้านบาทต่อเดือน อย่างไรก็ดี ตามแผนงานบริษัทฯ ต้องมีลูกค้ารายใหม่เกิดขึ้น ปีละ 5-6 ราย ซึ่งตอนนี้ได้มาแล้ว 3 ราย ส่วนที่เหลือไม่น่ายาก ทั้งนี้ ลูกค้ารายใหม่จะทำให้รายได้รวมของบริษัทฯ ขยายตัวประมาณปีละ 30% หากเราเติบโตแบบนี้ทุกปี ภายใน 3-5 ปี รายได้รวมของบริษัทฯ จะขึ้นไปยืนระดับ 500 กว่าล้านบาท
 
 
รับมอบแชสซีส์รถบัส HINO 
 
บริษัทฯ ได้รับมอบแชสซีส์รถยนต์โดยสาร HINO รุ่น RK8JSLA จำนวน 14 คัน และทางบริษัทฯ ได้ส่งไปประกอบตัวถังรถโดยสารรับส่งบุคลากร เพื่อนำมาให้บริการแก่ลูกค้ารายใหม่ที่ได้ทำสัญญาการให้บริการในปี 2559 โดยคาดว่าจะแล้วเสร็จภายในไตรมาส 1/59  ซึ่งจะพร้อมให้บริการและรับรู้รายได้ตามแผนการดำเนินงานที่บริษัทฯ ได้ตั้งเป้าหมายไว้