โดย…วณัฐสุข สงวนศิริ

สวัสดีปีใหม่ครับ ก็ขออวยพรให้ทุกท่านมีสิ่งใหม่ ๆ ดี ๆ ขอให้มีงานขนส่ง มีรายได้เข้ามาอย่างต่อเนื่อง และที่สำคัญคือ “มีความปลอดภัย” สำหรับบทความในวันนี้เริ่มต้นปักษ์แรกของปี 2559 ก็เริ่มด้วยเรื่องเกี่ยวกับการควบคุมรถด้วยการเบรค และทั้งนี้และทั้งนั้นเพราะเบรคมีความสำคัญอย่างมากในการหยุดรถเพื่อลดโอกาสเกิดอุบัติเหตุหรือผ่อนหนักเป็นเบา

หากเราจะพูดถึงมูลค่าหรือราคาของระบบเบรคทั้งระบบก็พอจะทราบว่าเมื่อคิดรวม ๆ กันแล้วราคาก็ไม่ได้แพงมาก ประกอบด้วยอะไหล่ไม่กี่ชิ้นแต่ภาระและหน้าที่ของระบบเบรคนั้นมากมายและมีบทบาทสำคัญอย่างยิ่ง อุบัติเหตุที่เกิดจากความล้มเหลวของเบรคนั้นประกอบด้วย ความช่ำชองความชำนาญ (ทักษะ) ของผู้ทำหน้าที่ขับรถ การบำรุงรักษาดูแลระบบเบรคทั้งระบบ ระดับน้ำมันเบรคและการเปลี่ยนถ่ายน้ำมันเบรคตามระยะเวลาที่กำหนดในคู่มือรถ การใช้ผ้าเบรคที่สึกมากเกินไป

ความชำนาญและความช่ำชองผู้ขับรถจะทำให้เกิดสองอย่างคือ 1.เบรคทันและ 2. เบรคไม่ทัน ผมจะขอเน้นพูดถึงเฉพาะในส่วนที่ 2 คือการเบรคไม่ทันว่าเกิดจากอะไรและพอจะมีวิธีปฏิบัติอย่างไรเพื่อหลีกเลี่ยงการเบรคไม่ทัน การเบรคให้ทันนั้นมีวิธีการอย่างไรหรืออะไรคือสูตรสำเร็จสำหรับนำมาปฏิบัติ สูตรสำเร็จ” (Best Practice) หมายถึงวิธีที่ผ่านกระบวนการวิจัยหรือเป็นวิธีการปฏิบัติที่ได้รับความเชื่อถือในระดับสากล การนำเอาสูตรสำเร็จที่มีอยู่แล้วมาใช้ก็จะช่วยให้เราไม่ต้องไปค้นคว้าหรือศึกษาอะไรเพิ่มเติมให้เสียเวลา

จะอย่างไรก็ตามเพื่อให้เห็นภาพที่ใกล้ ๆ ตัวไม่สลับซับซ้อนนักผมขออนุญาตเล่าถึงประวัติความเป็นมาถึงการขับรถของผมก็แล้วกันว่า ครั้งแรกที่ผมเรียนขับรถและได้ใบขับขี่มาขับรถก็ไม่ได้รู้วิธีเบรคหรือระยะเบรคมาก่อนเลย เพราะการสอบใบขับขี่ในสมัยโน้นไม่ได้มีสื่ออบรมที่บอกระยะเบรคเหมือนปัจจุบัน เมื่อได้ใบขับขี่มาแล้วก็ขับตามวิธีคิดของตนเอง ผมโชคดีที่มีรุ่นพี่บอกไม่ให้ขับชิดคันหน้าให้ขับห่าง ๆ ไว้ รุ่นพี่เคยเป็นพลขับทหารเรือ

รวมทั้งบุคคลรอบ ๆ ตัวที่ขับรถยนต์ก็มีพฤติกรรมการขับทิ้งระยะห่างคันหน้า เราเห็นภาพติดตาทุกวันทุกอย่างก็ซึมซับ ก็ช่วยให้การขับรถปลอดภัยแบบไม่รู้ว่าปลอดภัยเพราะอะไร อธิบายไม่ได้ สอนบอกแนะนำคนอื่นไม่ได้ หรือหากจะพูดภาษาบ้าน ๆ ก็คือปลอดภัยตามยะถากรรมก็คงพอจะพูดได้ รอดมาแบบมีพระมียันต์มีสิ่งศักดิ์สิทธิ์คุ้มครอง

ในปี 2543 มีโอกาสได้ร่วมงานกับบริษัทบรรทุกขนส่งน้ำมันต่างชาติที่เข้ามาทำธุรกิจในเมืองไทย ในฐานะผู้จัดการฝ่ายฝึกอบรมพนักงานขับรถโดยเน้นการอบรมการขับรถให้มีความปลอดภัย แน่นอนครับว่าการมีหน่วยงานฝึกอบรมก็จำเป็นต้องมีต้นหลักสูตรหรือหลักสูตรหลักสำหรับนำมาใช้ในองค์กร ง่ายมากเลยครับเราไม่ต้องค้นหาว่าสถาบันไหนดี เพราะผู้ว่าจ้างกำหนดให้บริษัทขนส่งใช้ความรู้ของสถาบันสมิทธิ์แห่งประเทศอเมริกา

เราก็เชื่อตามข้อกำหนดของผู้ว่าจ้างติดต่อให้ผู้ฝึกสอนของสถาบันมาสอนที่ประเทศไทย การอบรมครั้งนั้นทำให้ ผู้เรียนได้มีโอกาสรู้หลายอย่างและรู้ระยะสำหรับการขับรถทิ้งระยะห่างจากคันหน้าเพื่อให้สามารถเบรคให้รถหยุดได้โดยไม่ชนท้ายรถคันหน้าหรือมีระยะเบรคหยุดที่เพียงพอนั่นเอง” การอธิบายและการสาธิตของผู้สอนของสถาบันที่ได้รับความนิยมระดับโลกหรือระดับสากลทำให้ผู้เข้าอบรมทั้งหมด 5 คนได้เห็นภาพได้วิธีคิดและได้วิธีปฏิบัติที่เป็นรูปธรรม

การเว้นทิ้งระยะห่างจากรถคันหน้าขณะที่รถกำลังวิ่งก็เว้นอย่างน้อย 4 วินาทีและหากสภาพถนนเปียก สภาพถนนมีปัญหาหรือบรรทุกหนัก รถใหญ่ก็เว้นให้มากกว่า 4 วินาทีหรือประมาณ 6 วินาที ที่ผมบอกว่าเป็นรูปธรรมก็คือ ตัวเลข 4 วินาทีและ 6 วินาที” ผู้อบรมที่สัมผัสรับรู้ตัวเลขก็คือผู้ได้เห็นการสาธิตและลองฝึกก็เกิดความเข้าใจการเว้นระยะห่างแบบที่ว่ามา

สำหรับบทความในวันนี้เรานำเสนอผ่านหนังสือดังนั้นผมก็จะขอแปลงตัวเลขเคร่า ๆ พอนำไปฝึกใช้ การเว้นระยะห่างเพื่อให้มีระยะเบรคเพียงพอก็ใช้หลักง่าย ๆ สำหรับรถบรรทุกหนักที่วิ่งความเร็ว 60 กิโลเมตรต่อชั่วโมงก็เว้นระยะห่างเพิ่มขึ้นจากความเร็วอีกสัก 20 – 40 กิโลเมตรต่อชั่วโมงก็พอ หมายความว่าเราวิ่งความเร็ว 60 ก็แปลงเป็นเมตรคือทิ้งระยะห่าง 60 เมตรแล้วบวกเพิ่มไปอีก 20 – 40 เมตรก็เป็น 80 – 100 เมตร ปฏิบัติเพียงเท่านี้ก็จะเบรครถหยุดได้ดั่งใจ

แต่ต้องไม่ลืมนะครับว่านี่คือสมรรถนะการเบรคของรถที่ระบบเบรคสมบูรณ์ทุกอย่างและบรรทุกน้ำหนักตามพิกัดที่กฎหมายกำหนด หากมีคำถามว่าบรรทุกเกินพิกัด 20 ตันระยะเบรคหยุดจะกี่เมตร อันนี้ผมไม่มีคำแนะนำครับ จะอย่างไรก็ตามเป็นที่น่ายินดีเมื่อไม่นานมานี้กรมการขนส่งทางบกของเราได้ทำวีดีโอสื่ออบรมสำหรับอบรมผู้สอบใบขับขี่สื่อชุดที่ 5/8 โดยยกตัวอย่างว่ารถที่วิ่งด้วยความเร็ว 100 กิโลเมตรต่อชั่วโมงนั้น (รถเล็ก) ระยะเวลา 1 วินาทีรถจะแล่นไปประมาณ 27 เมตร เมื่อรถใช้ระยะเบรค 4 วินาที

ดังนั้นระยะเบรคหยุดคือ 110 เมตร ทีนี้สิ่งที่ผู้ขับรถควรทราบก็คือระยะ 110 เมตรที่กะด้วยสายตาคือระยะประมาณเท่าใด อันนี้ก็ต้องหมั่นฝึกดูว่าไกลขนาดไหน เพราะหากกะสั้นก็อาจจะเบรคไม่หยุดก็ได้ การเว้นระยะห่างให้เพียงพอไม่ได้ทำให้การขับรถเกิดความล่าช้ากว่าการขับรถชิดจี้ท้ายคันหน้าเลย

สำหรับบทความในวันนี้ก็ขอพูดถึงระยะทิ้งห่างคันหน้าเพื่อให้เบรคหยุด และขอฝากอีกหนึ่งอย่างครับสำหรับรถเกียร์ธรรมดาเมื่อท่านต้องเบรครถขอให้เหยียบเบรคก่อนเหยียบคลัตช์ อธิบายง่าย ๆ ว่าหากเหยียบคลัตช์ก่อนเหยียบเบรคระยะเบรคจะยาวขึ้นและอาจจะมีส่วนให้รถเสียการทรงตัวครับ