การขนส่งทางรถไฟ ถือเป็นการขนส่งที่ประหยัดค่าใช้จ่ายให้กับผู้ประกอบการมากที่สุด หากเปรียบเทียบกับการขนส่งด้วยรถบรรทุก เพราะจากค่าเฉลี่ยน้ำมัน 1 ลิตร จะพบว่า รถบรรทุกสามารถขนส่งได้  25 ตัน/กม./ลิตร  ในขณะที่การขนส่งทางรถไฟสามารถขนส่งได้มากถึง  85.5  ตัน/กม./ลิตร 
  
ถึงแม้ว่าการขนส่งทางรถไฟจะถูกกว่าการขนส่งด้วยรถบรรทุกหลายเท่า แต่ผู้ประกอบการก็ยังไม่นิยมใช้บริการ เพราะเส้นทางเดินรถมีจำนวนจำกัด ไม่สามารถไปยังจุดหมายปลายทางตามที่ผู้ประกอบการต้องการได้ ดังนั้น ผู้ประกอบการจึงยอมควักกระเป๋าจ่ายค่าบริการที่แพงกว่า เพื่อให้สินค้าถึงลูกค้าได้ตรงตามเวลาที่นัดหมาย
 
ปัจจุบัน “องค์กรม้าเหล็ก” หรือ การรถไฟแห่งประเทศไทย (ร.ฟ.ท.) ผ่านร้อนผ่านหนาวมาแล้ว 119 ปี และอยู่ระหว่างการปรับเปลี่ยนตัวเองให้ไฉไลกว่าเดิม ด้วยการสนับสนุนจากรัฐบาลในการลงทุนก่อสร้างรถไฟทางคู่ รถไฟความเร็วสูง และรถไฟฟ้า มูลค่าหลายแสนล้านบาท เพื่อหวังลดต้นทุนการขนส่งและโลจิสติกส์ของประเทศ
 
 
เร่งลงทุนระบบราง
 
คุณวุฒิชาติ กัลยาณมิตร ผู้ว่าการรถไฟฯ เปิดเผยว่า เป็นที่ทราบดีว่าการรถส่งทางรถไฟนั้น ประหยัดกว่าการขนส่งทางถนน ดังนั้น ร.ฟ.ท.จะมีการลงทุนขนาดใหญ่หลายโครงการเกิดขึ้น ได้แก่ รถไฟทางคู่ ระยะเร่งด่วน 6 เส้นทาง รถไฟความเร็วสูง 4 เส้นทาง คือ กรุงเทพฯ-เชียงใหม่, กรุงเทพฯ-โคราช, กรุงเทพฯ-พัทยา-ระยองและกรุงเทพฯ-หัวหิน รถไฟไทย-ญี่ปุ่น รถไฟฟ้าสายสีแดง และรถไฟฟ้าส่วนต่อขยายแอร์พอร์ต เรล ลิงก์ รวมถึงรถโดยสารและหัวรถจักรรุ่นใหม่ มาให้บริการ เพื่อลดต้นทุนด้านโลจิติกส์ของประเทศลง
 
ดันทางคู่เข้า ครม.
 
สำหรับปี 2559 นี้ จะได้เห็นการอนุมัติรถไฟทางคู่ 7 เส้นทาง มูลค่าลงทุนรวม 2.45 แสนล้านบาท จากคณะรัฐมนตรี (ครม.) เพื่อประมูลให้เสร็จในปีนี้ หลังคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ใช้มาตรา 44 มาปลดล็อกเรื่องรายงานผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม (อีไอเอ) ให้เปิดประมูลควบคู่การรอผลอนุมัติอีไอเอ แบ่งเป็น 2 กลุ่ม คือ 1.โครงการที่จะลงทุนก่อสร้างได้ภายในปีนี้อย่างแน่นอน เพราะโครงการผ่านอีไอเอแล้ว 3 โครงการ ได้แก่ รถไฟทางคู่ ช่วงมาบกะเบา-ชุมทางถนนจิระ ระยะทาง132 กม. วงเงิน 2.98 หมื่นล้านบาท, รถไฟทางคู่ ช่วงนครปฐม-หัวหิน ระยะทาง 165 กม. วงเงิน 2 หมื่นล้านบาท และรถไฟทางคู่ ช่วงประจวบคีรีขันธ์-ชุมพร ระยะทาง 167 กม. วงเงิน 1.72 หมื่นล้านบาท
 
2.โครงการที่อยู่ระหว่างการจัดทำอีไอเอมีจำนวน 4 โครงการ ได้แก่ รถไฟทางคู่ ช่วงลพบุรี-ปากน้ำโพ ระยะทาง 148 กม. วงเงิน 2.48 หมื่นล้านบาท รถไฟทางคู่ช่วงหัวหิน-ประจวบคีรีขันธ์ ระยะทาง 90 กม. วงเงิน 9,430 พันล้านบาท รถไฟทางคู่สายใหม่ ช่วงบ้านไผ่-นครพนม ระยะทาง 347 กม. วงเงิน 6 หมื่นล้านบาท และรถไฟทางคู่ช่วงเด่นชัย-เชียงราย-เชียงของ ระยะทาง 326 กม. วงเงิน 7.7 หมื่นล้านบาท
 
เร่งจัดซื้อรถไฟใหม่
 
ส่วนโครงการอื่น ๆ อาทิ การจัดรถไฟโดยสาร จำนวน115 คัน วงเงิน 4,668.89 ล้านบาท  โดยเริ่มใช้ในเส้นทาง กรุงเทพฯ-เชียงใหม่เป็นลำดับแรก และจะกระจายไปยังภูมิภาคต่าง ๆ มีกรุงเทพฯ-อุบลราชธานี, กรุงเทพฯ-หนองคาย, กรุงเทพฯ-หาดใหญ่ โดยรถโดยสารใหม่นี้ จะเป็นการยกระดับการให้บริการรถโดยสารเชิงพาณิชย์ เพราะมีความเร็วสามารถวิ่งได้สูงสุดถึง 120 กม./ชม. เดินทางได้เร็วขึ้น 3 ชม.ต่อเส้นทาง คาดว่าจะมีผู้ใช้บริการปีละ 1.073 ล้านคน มีรายได้ปีละ 1,250 ล้านบาท
 
นอกจากนี้ กำลังประมูลซื้อตู้โดยสารสินค้า จำนวน 308 คัน วงเงิน 770 ล้านบาท ซื้อหัวรถจักร จำนวน 50 คัน วงเงิน 6,151 ล้านบาท ในอนาคตเตรียมเช่าหัวรถจักรใหม่ จำนวน 120 คัน รองรับการเดินรถด้วยระบบไฟฟ้าในอีก 15 ปี ให้เป็นระบบสากล
 
เดินหน้าไฮสปีดเทรน
 
ส่วนความคืบหน้าโครงการรถไฟความเร็วสูง (ไฮสปีดเทรน) จำนวน  2 เส้นทาง คือ เส้นกรุงเทพฯ-หัวหิน ระยะทาง 211 กม. วงเงิน 9.46 หมื่นล้านบาท และเส้นทางกรุงเทพฯ-พัทยา-ระยอง ระยะทาง 193.5 กม. วงเงิน 1.52 แสนล้านบาท ขณะนี้ ร.ฟ.ท.อยู่ระหว่างจัดทำรายละเอียดแนวทางการเปิดให้เอกชนร่วมทุนทั้งสองโครงการ คาดว่าจะแล้วเสร็จในเร็วๆนี้ จากนั้นจะนำเสนอโครงการให้สำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (สคร.) พิจารณาก่อนเสนอให้คณะกรรมการนโยบายการให้เอกชนร่วมลงทุนในกิจการของรัฐ (พีพีพี) พิจารณา
 
อย่างไรก็ดี ในช่วง 3-5 ปี ร.ฟ.ท.จะเปิดรับสมัครพนักงานเพิ่ม โดยเฉพาะส่วนที่ขาดแคลน เช่น วิศวกรโยธา เนื่องจากปัจจุบัน ร.ฟ.ท.มีความต้องการพนักงานเพื่อปฏิบัติงานจริง จำนวน 1.6 หมื่นคน แต่มีผู้ปฏิบัติงานจริงเพียง จำนวน 1.1 หมื่นคน