การเดินเรือเฟอร์รี่ขนส่งผู้โดยสารในประเทสไทยมีมานานแล้ว ไม่ว่าจะเป็นการให้บริการในฝั่งทะเลอันดามันและอ่าวไทย ทั้งรูปแบบการให้บริการในเส้นทางประจำ และไม่ประจำ แต่ส่วนใหญ่เป็นการให้บริการในเส้นทางไปยังเกาะท่องเที่ยวต่าง ๆ
 
บริษัท สยามอีสเทิร์นอินดัสเตรียลพาร์ค จำกัด ได้มองเห็นความสำคัญของการเชื่อมโยงการเดินทางทางน้ำโดยเรือเฟอร์รี่ จึงได้ศึกษาจัดทำโครงการท่าเทียบเรือเฟอร์รี่รองรับเส้นทางเดินเรือ เพื่อเชื่อมเส้นทางการขนส่งนักท่องเที่ยว ผุ้โดยสาร และสินค้าระหว่างบางปู จ.สมุทรปราการ บ้านอำเภอ พัทยา จ.ชลบุรี ปากน้ำปราณบุรี หัวหิน จ.ประจวบคีรีขันธ์ เพื่อลดระยะเวลาในการเดินทางและระยะเวลาขนส่ง พัฒนารูปแบบการท่องเที่ยวใหม่ สร้างมูลค่าเพิ่มจากการท่องเที่ยวของจังหวัดที่มีศักยภาพด้านการท่องเที่ยวในฝั่งทะเลอ่าวไทย ตลอดจนสนับสนุนการปรับเปลี่ยนรูปแบบจากการขนส่งทางถนนมาเป็นทางน้ำและชายฝั่ง เพื่อลดต้นทุนโลจิสติกส์ ต้นทุนพลังงาน ต้นทุนการซ่อมบำรุงถนน และลดอัตราการเกิดอุบัติเหตุจากการขนส่งทางถนน
 
 
คุณพีรพงศ์ ประสพสุขเจริญ ผู้จัดการฝ่ายพัฒนาและวางแผน บริษัท สยามอีสเทิร์นอินดัสเตรียลพาร์ค จำกัด เปิดเผยว่า บริษัทฯ มีแผนลงทุนโครงการเดินเรือเฟอร์รี่ความเร็วสูงในอ่าวไทยตอนบน วงเงิน 15,048.96 ล้านบาท โดยจะมีการแยกการลงทุนออกเป็น 2 ส่วน คือ การก่อสร้างท่าเรือ วงเงิน 9,048.96 ล้านบาท ซึ่งจะมีท่าเรือบางปู ท่าเรือบ้านอำเภอ (พัทยา) และท่าเรือปากน้ำปราณบุรี และการจัดซื้อเรือเฟอร์รี่ จำนวน 4 ลำ วงเงิน 6,000 ล้านบาท
 
“แผนการลงทุนครั้งใหญ่นี้ เกิดจากแนวคิดของท่านประธานกรรมการบริหาร (อนันตชัย คุณานันทกุล) ที่มีความเห็นว่าอยากเห็นประเทศไทยเป็น AEC Tourism HUB เพื่อเป็นตัวเชื่อมไปยังภูมิภาคทางทะเล บริษัทฯ จึงเริ่มศึกษาความเป็นไปได้นานกว่า 3 ปี จึงได้เริ่มเดินหน้าหานักลงทุนร่วม เบื้องต้นมีนักลงทุนต่างชาติสนใจเข้าร่วมลงทุนมากกว่า 4-5 รายแล้ว”
 
อย่างไรก็ดี การลงทุนโครงการขนาดใหญ่นั้น มีความจำเป็นต้องพึ่งพาภาครัฐให้ร่วมสนับสนุนเพื่อให้โครงการเดินหน้าได้ เนื่องจากมีหลายปัจจัยที่ภาคเอกชนเดินหน้าเพียงลำพังไม่ได้ ทางบริษัทฯ จึงได้นำเรื่องเสนอไปยังกระทรวงคมนาคม และกรมเจ้าท่า เพื่อให้โครงการฯ สามารถเดินหน้าต่อไปได้
 
“การดำเนินโครงการฯ ให้สำเร็จนั้น ถึงแม้ว่าทางบริษัทฯ จะลงทุนเองทั้งหมดก็ตาม แต่ก็ต้องพึ่งพาภาครัฐ เพื่อร่วมดูแลในเรื่องสิทธิประโยชน์ทางภาษี การเช่าที่ดินของรัฐ/เช่าสิทธิทางทะเลและชายฝั่ง การผ่อนปรนด้านกฎหมายที่เกี่ยวข้อง ข้อกำหนด ผังเมือง สิ่งแวดล้อม และใบอนุญาตต่างๆ รวมถึงการพัฒนาสาธารณูปโภคที่จำเป็นรองรับโครงการฯ และการปกป้องการลงทุนและการให้สัมปทานระยะยาว อย่างน้อย 30 ปี เพื่อให้เกิดความมั่นใจต่อนักลงทุน เนื่องจากโครงการขนาดใหญ่นี้การคืนทุนต้องใช้เวลาในระยะยาว”
 
 
คุณพีรพงศ์ กล่าวอีกว่า หากโครงการฯ ได้รับไฟเขียวจากภาครัฐ ทางบริษัทฯ จะใช้ระยะเวลาในการก่อสร้างและพร้อมเดินเรือได้ตามภายใน 2 ปี โดยจะเดินเรือเป็นรูปสามเหลี่ยม เริ่มจากท่าเรือบางปูไปพัทยาและปราณบุรี เพื่อให้นักท่องเที่ยวได้ชมทัศนียภาพของทะเลในย่านนี้ เบื้องต้นได้คิดอัตราค่าบริการไว้ที่ประมาณ 1,000 บาท/คน ค่าบรรทุกรถยนต์ 3,000 บาท/คัน โดยเรื่องเฟอร์รี่ของบริษัทฯ จะสามารถรองรับผู้โดยสารได้จำนวน 400 คน สามารถบรรทุกรถยนต์ได้จำนวน 30 คัน และรถจักรยานยนต์จำนวน 12 คัน 
 
“การเดินทางจะใช้เวลาน้อยลงเมื่อเทียบกับการขับรถยนต์ส่วนตัว จากเส้นทางพัทยา-ปราณบุรี ระยะทาง 60 ไมล์ทะเล หรือ 109 กิโลเมตร ใช้เวลานั่งเรือเฟอร์รี่ประมาณ 1.5 ชั่วโมง หากเดินทางด้วยรถยนต์ ระยะทาง 370 กิโลเมตร ใช้เวลาเดินทางประมาณ 4.5 ชั่วโมง ซึ่งช่วยย่นระยะเวลาในการเดินทางได้มากกว่า ที่สำคัญไม่ต้องขับรถให้เหนื่อย และเจอเหตุการณ์รถติดที่เหนือการคาดเดาของเราได้”
 
สำหรับประโยชน์ที่ประเทศไทยจะได้รับจากการดำเนินโครงการนี้ มีทั้งประโยชน์เชิงยุทธศาสตร์ เพราะสามารถส่งเสริมให้ประเทศไทยเป็นจุดกระจายการเดินทางท่องเที่ยวภายในประเทศ และทั่วภูมิภาคอาเซียน เชื่อมโยงโครงข่ายระบบเดินทางบก-ราง-น้ำ-อากาศ เพื่อให้เกิดความสะดวก ประหยัดเวลา และค่าใช้จ่าย ประโยชน์ทางเศรษฐกิจ ก็จะมีนักท่องเที่ยว นักธุรกิจ และนักเดินทางปีละ 3 ล้านคน แบ่งเป็นต่างชาติ 60% และคนไทย 40% สร้างมูลค่าไม่น้อยกว่าปีละ 4,600 ล้านบาท ที่สำคัญสร้างมูลค่าและหมุนเวียนในระบบทางเศรษฐกิจในธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องไม่น้อยกว่าปีละ 16,5000 ล้านบาท 
 
ทั้งนี้ ยังมีประโยชน์ทางสังคม ไม่ว่าจะเป็นโอกาสในการสร้างอาชีพใหม่ เพิ่มรายได้ชุมชนในแต่ละท้องถิ่น เป็นต้น เชิงคุณภาพ ก็จะมีการเพิ่มความปลอดภัย สะดวก รวดเร็ว ยกระดับการเดินทางที่ตรงเวลา ลดมลพิษทางอากาศที่เกิดจากการใช้รถยนต์ส่วนตัว ในส่วนของภาครัฐ จะได้ประโยชน์ในด้านการแบ่งเบางบประมาณในการพัฒนาสาธารณูปโภคทางบก เพิ่มความยั่งยืนระบบการขนส่งของประเทศ ส่งเสริมการเจริญทางเศรษฐกิจในระดับต่างๆ และเพิ่มเครือข่ายระบบการขนส่งทางน้ำ
 
นอกจากนี้ บริษัทฯ ได้เตรียมแผนระยะที่ 2 และ 3 ไว้ด้วย โดยระยะที่ 2 นั้น จะขยายเส้นทางที่ครอบคลุมพื้นที่ห่างไกลขึ้น เช่น หมู่เกาะช้าง จังหวัดตราด เกาะสมุย จังหวัดสุราษฎร์และสงขลา ส่วนระยะที่ 3 จะมุ่งเป้าหมายออกไปสู่เส้นทางอาเซียน