การรถไฟฯ-การท่าเรือฯ ร่วมลงนามในสัญญาอนุญาตใช้สิทธิเหนือพื้นดิน ปรับปรุงทางรถไฟสายแยกเข้าโรงกลั่นน้ำมันบางจาก หนุนการปรับเปลี่ยนรูปแบบการขนส่งทางถนนสู่ทางราง และทางน้ำ ตามนโยบาย ก.คมนาคม นำไปสู่การประหยัดพลังงาน และลดต้นทุนการขนส่งสินค้า พร้อมเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันให้ประเทศในระยะยาว

คุณไพรินทร์ ชูโชติถาวร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม เปิดเผยว่า กระทรวงคมนาคมให้ความสำคัญการพัฒนาระบบโครงสร้างพื้นฐานด้านการขนส่งของประเทศ ซึ่งเป็นไปตามนโยบายของรัฐบาล กรอบยุทธศาสตร์ชาติ ระยะ 20 ปี (พ.ศ.2560-2579) และแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 12 การลงนามในสัญญาอนุญาตให้ใช้สิทธิเหนือพื้นดิน เพื่อปรับปรุงทางรถไฟสายแยกเข้าโรงกลั่นน้ำมันบางจาก ถือเป็นการบูรณาการการดำเนินงานให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อระบบเศรษฐกิจของประเทศ

โดยการท่าเรือแห่งประเทศไทย (กทท.) อนุญาตให้ การรถไฟแห่งประเทศไทย (ร.ฟ.ท.) มีสิทธิเหนือพื้นดิน ณ ท่าเรือกรุงเทพ บริเวณทางรถไฟสายแยกเข้าโรงกลั่นน้ำมันบางจาก ดำเนินการปรับปรุงทางรถไฟสายแยกเข้าโรงกลั่นน้ำมันบางจาก รวมถึงการก่อสร้างระบบและอุปกรณ์ต่าง ๆ การปฏิบัติการเดินรถ และการขนส่งสินค้าทางรถไฟ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพด้านความปลอดภัยในการขนส่งสินค้า ส่งเสริมการนำเข้าและส่งออกสินค้าทั้งในประเทศและต่างประเทศ รวมทั้งเกิดการปรับเปลี่ยนรูปแบบการขนส่งทางบกเป็นการขนส่งทางราง และทางน้ำ ซึ่งมีต้นทุนการขนส่งที่ต่ำ และสามารถขนส่งได้ครั้งละจำนวนมาก ส่งผลด้านการประหยัดพลังงาน ลดปัญหาการจราจรการขนส่งตู้สินค้าบริเวณท่าเรือกรุงเทพ และช่วยลดต้นทุนการขนส่งสินค้าในภาพรวมของประเทศ

ด้านคุณวรวุฒิ มาลา รองผู้ว่าการกลุ่มธุรกิจการบริหารทรัพย์สิน รักษาการผู้ว่าการรถไฟฯ กล่าวว่า ที่ผ่านมาทางรถไฟสายแยกเข้าโรงกลั่นน้ำมันบางจาก ซึ่งอยู่ภายในพื้นที่ท่าเรือกรุงเทพ ของการท่าเรือฯ มีสภาพชำรุดทรุดโทรมจนก่อให้เกิดอุบัติเหตุแก่การขนส่งทางรถไฟ จนต้องมีการประกาศงดใช้เส้นทางดังกล่าว ดังนั้นเพื่อเป็นการสนับสนุนให้เกิดการปรับเปลี่ยนรูปแบบการขนส่งทางถนนมาสู่ภาคการขนส่งทางราง และทางน้ำ อันจะส่งผลต่อการประหยัดพลังงาน และลดต้นทุนการขนส่งสินค้าในประเทศตามนโยบายของคุณอาคม เติมพิทยาไพสิฐ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม การรถไฟฯ จึงได้ร่วมลงนามสัญญาดังกล่าว เพื่อเร่งเข้าไปปรับปรุงทางรถไฟให้สามารถกลับมาเปิดให้บริการเดินรถขนส่งสินค้าได้เป็นปกติอีกครั้ง

ทั้งนี้ ภายในรายละเอียดสัญญา การท่าเรือฯ ได้ตกลงให้การรถไฟฯ มีสิทธิเหนือพื้นดิน ณ ท่าเรือกรุงเทพ จำนวนเนื้อที่ 5,912.29 ตารางวา บริเวณทางรถไฟสายแยกเข้าโรงกลั่นน้ำมันบางจาก เพื่อใช้ประโยชน์ในการเดินรถ การปฏิบัติการเดินรถ และการขนส่งสินค้าทางรถไฟ โดยการรถไฟฯ จะเข้าไปทำการรื้อถอนทางรถไฟสายแยกเข้าโรงกลั่นน้ำมันบางจากที่มีอยู่เดิม และทำการก่อสร้างทางรถไฟใหม่ตามแนวเส้นทางเดิม รวมถึงทำการก่อสร้างระบบและอุปกรณ์ต่าง ๆ ที่ใช้ในการเดินรถ การปฏิบัติการเดินรถ และการขนส่งสินค้าทางรถไฟ เป็นระยะทางทั้งสิ้น 6,410.80 เมตร (ทางสายหลักตั้งแต่ กม. 0+000 ถึง กม. 6+410.80 ทางหลีกและทางแยกต่าง ๆ ความยาวรวม 340 เมตร)

นอกจากนี้ การรถไฟฯ ยังได้รับการยกเว้นเรียกเก็บค่าใช้ประโยชน์ที่ดินหรือค่าใช้จ่ายจากการท่าเรือฯ มีกำหนดระยะเวลา 10 ปี นับถัดจากวันลงนามในสัญญาอีกด้วย และเมื่อครบกำหนดระยะเวลาดังกล่าว การท่าเรือแห่งประเทศไทยยังตกลงให้การรถไฟฯ ใช้สิทธิเหนือพื้นดินต่อไปอีกคราวละ 5 ปี โดยการรถไฟฯ ต้องแสดงเจตนาขอใช้สิทธิเหนือพื้นดินเป็นลายลักษณ์อักษรให้ทราบล่วงหน้าก่อนที่อายุสัญญาจะสิ้นสุดลงไม่น้อยกว่า 6 เดือน อย่างไรก็ดี การท่าเรือแห่งประเทศไทยยังมีสิทธิเรียกเก็บค่าธรรมเนียมสินค้าผ่านทางจากผู้ที่มาใช้บริการขนส่งทางรถไฟได้เป็นปกติ

“การรถไฟฯ คาดหวังว่าการเข้าไปปรับปรุงทางรถไฟสายแยกเข้าโรงกลั่นน้ำมันบางจากในครั้งนี้ จะสามารถช่วยลดต้นทุนด้านโลจิสติกส์ขนส่งให้กับประเทศ และลดปัญหาการจราจรแออัดบนท้องถนน รวมถึงเพิ่มปริมาณผู้ใช้บริการขนส่งสินค้า ตู้คอนเทนเนอร์ น้ำมันดิบผ่านทางระบบขนส่งทางรางยิ่งขึ้น ซึ่งจะก่อให้เกิดประโยชน์จากการขนส่งนำเข้าตู้คอนเทนเนอร์ทั้งในประเทศและต่างประเทศให้มีความสะดวกรวดเร็ว ปลอดภัย และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศได้ในระยะยาว”

ร้อยตำรวจตรี มนตรี ฤกษ์จำเนียร ผู้อำนวยการท่าเรือแหลมฉบัง รักษาการแทน ผู้อำนวยการ การท่าเรือฯ กล่าวเสริมว่า สำหรับการลงนามในสัญญาดังกล่าวเป็นการส่งเสริมให้เกิดการปรับเปลี่ยนรูปแบบการขนส่งมาสู่ ภาคการขนส่งทางรางและทางน้ำ อันจะส่งผลให้เกิดการประหยัดพลังงานและลดต้นทุนการขนส่งสินค้า ในภาพรวมของประเทศ ทั้งนี้ การท่าเรือฯ และ การรถไฟฯ จะร่วมกันพิจารณาดำเนินการแก้ไขปัญหาต่างๆ เพื่อให้การเดินรถ การปฏิบัติการเดินรถ และการขนส่งสินค้าทางรถไฟเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ