สนข.จัดการประชุมสัมมนาเพื่อเผยแพร่โครงการ ครั้งที่ 2 การนำเสนอผลการศึกษาของโครงการศึกษาและพัฒนาเครื่องมือวิเคราะห์ต้นทุนส่วนเพิ่มในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของมาตรการและนโยบายด้านการขนส่ง เพื่อการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ โดยมีคุณสราวุธ ทรงศิวิไล ผอ.สำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร เป็นประธานฯ พร้อมด้วยผู้แทนจากหน่วยงานภาครัฐและภาคเอกชนเข้าร่วม เมื่อวันที่ 26 ก.พ. 62 ที่ผ่านมา

สำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร หรือ สนข. กระทรวงคมนาคม ได้ดำเนินการโครงการศึกษาและพัฒนาเครื่องมือวิเคราะห์ต้นทุนส่วนเพิ่มในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของมาตรการและนโยบายด้านการขนส่ง เพื่อการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ ภายใต้มติคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 23 พฤษภาคม พ.ศ. 2560 ได้เห็นชอบแผนที่นำทางการลดก๊าซเรือนกระจกของประเทศ ปี พ.ศ. 2564 – 2573 (Thailand’s Nationally Determined Contribution Roadmap on Mitigation 2021 – 2030) ในการนำไปสู่การบรรลุเป้าหมายการลดก๊าซเรือนกระจกของประเทศร้อยละ 20 หรือที่ 111 ล้านตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า ภายในปี พ.ศ. 2573

โดยดำเนินการใน 3 สาขาหลัก (15 มาตรการ) ได้แก่ สาขาพลังงานและขนส่ง, สาขากระบวนการทางอุตสาหกรรมและการใช้ผลิตภัณฑ์ และสาขาการจัดการของเสีย ซึ่งเป็นสาขาที่หน่วยงานมีความพร้อมและมีศักยภาพที่สามารถลดก๊าซเรือนกระจก ณ ปี พ.ศ. 2573 ทั้งสิ้น 115.6 ล้านตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า และมอบหมายให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการจัดทำแผนปฏิบัติการลดก๊าซเรือนกระจกของหน่วยงาน เพื่อบรรลุเป้าหมายที่กำหนดไว้ตามแผนที่นำทางฯ ซึ่งสาขาการคมนาคมขนส่งมีศักยภาพรวม ณ ปี พ.ศ. 2573 (ค.ศ. 2030) ในการลดก๊าซเรือนกระจก 41 ล้านตันคาร์บอนได ออกไซด์เทียบเท่า โดยแบ่งเป็นมาตรการเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงานคมนาคมขนส่งที่ 31 ล้านตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า และมาตรการใช้เชื้อเพลงชีวภาพสำหรับยานพาหนะอีก 10 ล้านตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า

ทั้งนี้ สืบเนื่องจากมติคณะรัฐมนตรีดังกล่าว สนข. เป็นหน่วยงานหลักของสาขาคมนาคมขนส่งในการจัดทำแผนปฏิบัติการลดก๊าซเรือนกระจกของประเทศ ปี พ.ศ. 2564-2573 สาขาคมนาคมขนส่ง (Transport Sector’s NDC Action Plan) ที่รับผิดชอบในมาตรการเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงานคมนาคมขนส่งที่ 31 ล้านตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า จากการดำเนินงานโครงการฯ ได้จัดทำการประเมินศักยภาพในการลดก๊าซเรือนกระจกจากแผนงานและโครงการที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาอย่างยั่งยืนและเป็นไปตามหลักการ ลด-เปลี่ยน-ปรับปรุง หรือ Avoid – Shift – Improve และสามารถตรวจวัด และทวนสอบ หรือ Measurement, Reporting and Verification (MRV) ได้ พบว่า โครงการและแผนงานในภาคคมนาคมมีศักยภาพในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้รวมทั้งสิ้น 35.42 ล้านตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า

จากโครงการและแผนงานในภาคคมนาคมภายใต้แผนปฏิบัติการลดก๊าซเรือนกระจกของประเทศ ปี พ.ศ. 2564-2573 สาขาคมนาคมขนส่ง (Transport Sector’s NDC Action Plan) ได้นำมาวิเคราะห์ต้นทุนส่วนเพิ่มในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกต่อหน่วย (Marginal Abatement Cost : MAC) (บาทต่อตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า) ซึ่งเป็นหนึ่งในตัวชี้วัดประสิทธิภาพการลดก๊าซเรือนกระจกของแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 12 (พ.ศ. 2560-2564) ในยุทธศาสตร์ที่ 4 การเติบโตที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม เพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน

โดยจัดทำเป็นเครื่องมือในการวิเคราะห์ต้นทุนส่วนเพิ่มในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (Marginal Abatement Cost Curve : MACC) ซึ่งสามารถประมวลผลและเปรียบเทียบความคุ้มค่าในการลงทุนในแผนงานหรือโครงการที่เกี่ยวข้องกับการลดก๊าซเรือนกระจกในเชิงกราฟ ด้วยวิธีการจัดลำดับโครงการที่มีศักยภาพและมีความสำคัญในการดำเนินงานมากที่สุดในค่าการลงทุนในหน่วยบาทต่อตัน (Baht/tCO2e) ต่ำที่สุด

โดยผลการศึกษาการประเมินต้นทุนส่วนเพิ่มฯ (MAC) พบว่า โครงการรถไฟสายใหม่เป็นโครงการที่มีความคุ้มค่าในการลงทุนในการลดก๊าซเรือนกระจกมากที่สุด อยู่ที่ -302,808 บาทต่อตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า (Baht/tCO2e) รองลงมาคือ โครงการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนและรถไฟชานเมือง การปรับปรุงการเชื่อมต่อระบบขนส่งสาธารณะด้วยการเดินทางที่ไม่ใช้เครื่องยนต์ (NMT) และรถไฟทางคู่ ซึ่งเป็นโครงการประเภทการเปลี่ยนรูปแบบการเดินทาง (Shift mode) และอยู่ภายใต้แผนปฏิบัติการตามยุทธศาสตร์ของกระทรวงคมนาคม พ.ศ. 2560-2564 มีค่าต้นทุนส่วนเพิ่มฯ (MAC) อยู่ระหว่าง -45,000 ถึง –138,000 บาทต่อตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า (Baht/tCO2e) ค่าติดลบของโครงการหมายถึง ผลตอบแทนของการดำเนินโครงการมีมากกว่าต้นทุน

ในทำนองเดียวกัน หากโครงการมีค่าบวก หมายความว่าเป็นโครงการที่ได้รับผลตอบแทนต่ำ อย่างเช่น โครงการยานยนต์ไฟฟ้า (electric car) มีค่าเท่ากับ ๓๕๘,๓๗๑ บาทต่อตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า (Baht/tCO2e) เป็นโครงการที่สามารถลดก๊าซเรือนกระจกได้สูงถึง 7.8 ล้านตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า แต่ได้รับผลตอบแทนต่ำที่สุด เนื่องจากมูลค่ายานยนต์ไฟฟ้ามีราคาแพงกว่ารถยนต์ที่ใช้น้ำมันดีเซลทั่วไป

การประชุมสัมมนาเพื่อเผยแพร่โครงการ ครั้งที่ 2 ถือเป็นผลลัพธ์จากการดำเนินงานภายใต้การผลักดันทางด้านนโยบายของภาครัฐ โดยภาครัฐจะมีข้อมูลโครงการและแผนงานในภาคคมนาคมขนส่งที่มีศักยภาพในการดำเนินการลดก๊าซเรือนกระจกที่ชัดเจนมากขึ้น และสามารถตัดสินใจหรือวางนโยบายเพิ่มการลดก๊าซเรือนกระจกได้ตามเป้าหมายได้อย่างเหมาะสม รวมถึงหน่วยงานปฏิบัติมีความพร้อมในการดำเนินงาน สามารถกำหนดหน้าที่รับผิดชอบและแนวทางในการดำเนินงานโครงการด้านการคมนาคมขนส่งได้อย่างชัดเจน

 

โดย…น้าเช