ด้วยสถานการณ์ปัจจุบันที่มลพิษของฝุ่น PM 2.5 แพร่กระจายไปทั่วประเทศโดยมีมากสุดที่กรุงเทพฯ และปริมลฑล โดยจากการสำรวจและศึกษาจากหน่วยงานของรัฐ พบว่า PM 2.5 เกิดจากไอเสียของรถปิกอัพ รถโดยสาร และรถบรทุกที่ใช้เครื่องยนต์ดีเซลเป็นหลัก ดังนั้นจึงมีการตั้งด่านตรวจวัดควันดำตามหัวเมืองใหญ่ ซึ่งเน้นหนักในกรุงเทพฯ และปริมลฑล

ได้มีสมาชิกของนิตยสาร BUS & TRUCK ระบายความในใจให้ฟังว่า การตั้งด่านตรวจจับควันดำทั้งในอดีตและปัจจุบันยิ่งทำให้ทุกด่านตรวจควันดำสามารถหาเงินเพิ่มได้ถึงวันละหลายแสนบาทเลยทีเดียว โดยจะเห็นตัวอย่างจากจังหวัดนครสวรรค์ที่มีการตั้งด่านตรวจควันดำแล้วสามารถจับรถใหญ่ที่กระทำความผิดได้รวมแล้วถึง 2 พันคันเลยทีเดียว ซึ่งเมื่อคิดเป็นค่าปรับคันละ 1 พันบาท รวม 2 พันคัน ก็จะสามารถอยู่ได้ทั้งเดือนโดยไม่ต้องทำอะไรเลยก็ได้

ตามปกติแล้วทั้งรถโดยสารและรถบรรทุกต้องผ่านการตรวจมาตรฐานประจำปีกับกรมการขนส่งทางบกเป็นประจำอยู่แล้ว ซึ่งมีการตรวจสภาพของรถทั้งหมดไม่ว่าจะเป็น เบรค คลัทช์ ระบบไฟฟ้า รวมถึงการทำงานของเครื่องยนต์ด้วย แต่เป็นที่น่าแปลกใจเพราะเมื่อเข้าด่านตรวจวัดควันดำที่เจ้าหน้าที่ของทางราชการดูแลเรื่องการจราจรทางบกทำการตรวจรถแล้วทำไมถึงไม่ผ่าน ซึ่งต้องทำให้เสียค่าปรับถึง 1 พันบาท และเป็นเช่นนี้เมื่อต้องผ่านด่านตรวจทุกครั้ง

จากคำบอกเล่าของคนขับ บอกว่า เมื่อเข้าด่านตรวจแล้ว ทางเจ้าหน้าที่ของทางราชการจะเป็นผู้กดคันเร่งเอง และกดเบิ้ล 2-3 ครั้ง ซึ่งไม่ว่าจะใช้เครื่องยนต์ยูโร 5 ก็ต้องมีควันดำออกมาอยู่ดี พร้อมทั้งห้ามคนขับโต้แย้งอะไรออกมาด้วย แถมยังบอกว่าถ้าพูดอะไรออกมา จะมีข้อหาฝ่าฝืนการทำงานของเจ้าหน้าที่ และในที่สุดก็ต้องเสียค่าปรับ 1 พันบาท เพื่อที่จะเดินทางออกไปทำงานต่อได้

สำหรับวิธีการแก้ปัญหาการโดนจับเรื่องควันดำนี้ก็คือ หากมีผู้ว่าจ้างให้ขนสินค้าเข้ากรุงเทพฯ ก็จะปฏิเสธเพราะต้องเสียค่าปรับซึ่งไม่สมควรและไม่คุ้มกับค่าจ้างแต่ถ้าให้มาส่งที่เขตปริมลฑลก็จะมาเพราะไม่มีด่านตรวจมากนัก

ส่วนจุดตรวจควันดำที่ทั้งรถโดยสารและรถบรรทุกวิ่งผ่านทุกคันแล้วต้องถูกจับด้วยข้อหาปล่อยควันดำมากินมาตรฐาน แม้ว่าจะแป็นรถใหญ่คันใหม่ที่เป็นยูโร 3 ก็ตาม ด้วยเพราะวิธีการตวจที่ทำให้มีควันดำออกมาตามท่อไอเสียทุกครั้ง ดังนั้น วิธีการหลบเลี่ยงด่านตรวจควันดำนี้ คือ ต้องวิ่งเวลากลางคืนเพราะด่านตรวจกลับบ้านไปนอนหมดแล้วนั่นเอง

โดย…ยกล้อ