WHA Group ระบุในไตรมาส 2/62 เตรียมโอนที่ดิน Lot ใหญ่ ได้อานิสงส์จากสงครามการค้าและโครงการ EEC ที่ขับเคลื่อนอย่างต่อเนื่อง หนุนทั้งปีรายได้และส่วนแบ่งกำไรเติบโต 70% ตามแผน ด้าน GROUP CEO “จรีพร จารุกรสกุล” เผยผลการดำเนินงานงวดไตรมาส 1/2562 มีรายได้รวมและส่วนแบ่งกำไรจากการลงทุนในบริษัทร่วมและกิจการร่วมค้าอยู่ที่ 3,803 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 10%

คุณจรีพร จารุกรสกุล CEO WHA GROUP

คุณจรีพร จารุกรสกุล ประธานคณะกรรมการบริษัท และประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่ม บริษัท ดับบลิวเอชเอ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ WHA Group ผู้นำธุรกิจแบบครบวงจร ด้านธุรกิจโลจิสติกส์ นิคมอุตสาหกรรม ระบบสาธารณูปโภคและพลังงาน และดิจิทัลแพลตฟอร์ม เปิดเผยว่า สำหรับภาพรวมธุรกิจในไตรมาส 2/2562 มีการเติบโตที่ชัดเจนมากขึ้น จากกลยุทธ์การขับเคลื่อนธุรกิจทั่ง 4 กลุ่ม ประกอบด้วย 1.กลุ่มธุรกิจโลจิสติกส์ 2.กลุ่มธุรกิจพัฒนานิคมอุตสาหกรรม 3.กลุ่มธุรกิจบริการสาธารณูปโภคและพลังงาน และ 4.กลุ่มธุรกิจดิจิทัล แพลตฟอร์ม

ทั้งนี้ คาดว่าจะมีการยอดการโอนที่ดินภายในไตรมาส 2/2562 จำนวนมาก ได้อานิสงส์จากปัญหาสงครามทางการค้าที่ยังไม่สามารถหาข้อสรุปที่แน่นอนได้ และการส่งเสริมนโยบายโครงการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก (EEC) ของภาครัฐ เพราะพื้นที่นิคมอุตสาหกรรมของ WHA Group ทั้ง 9 แห่งอยู่ในเขตพื้นที่ที่ได้รับการส่งเสริมทั้งหมด

นอกจากนี้ ธุรกิจบริการสาธารณูปโภคบริษัทฯ มีการพัฒนาการให้บริการต่างๆเพิ่มขึ้นทั้งในในประเทศ และต่างประเทศ รวมถึงโครงการ Solar Rooftop ที่ปัจจุบันบริษัทฯ มีโครงการโซลาร์ที่ดำเนินการผลิตไฟฟ้าเชิงพาณิชย์แล้ว 12 โครงการ รวมกำลังผลิตติดตั้งทั้งหมด 5.9 เมกะวัตต์ และมีโครงการที่อยู่ระหว่างก่อสร้างอีก 15 โครงการ รวม 14.3 เมกะวัตต์ ซึ่งตามแผนจะทยอยดำเนินการเชิงพาณิชย์ (COD) ในปี 2562 จำนวน 20 เมกะวัตต์  และภายในเดือนพฤษภาคมเตรียมเปิด COD ในโครงการลงทุนในนิคมอุตสาหกรรมดับบลิวเอชเอ อีสเทิร์นซีบอร์ด 4 ซึงจะส่งผลให้การเติบโตของ รายได้และส่วนแบ่งกำไรเติบโต 70% ตามแผนที่ได้ตั้งเป้าในแต่ละกลุ่มธุรกิจ ดังนี้

1.กลุ่มธุรกิจโลจิสติกส์ ซึ่งเตรียมขยายเพิ่มอีก 250,000 ตารางเมตรครอบคลุมการบริหารจัดการของดับบลิวเอชเอ กรุ๊ป รวมทั้งสิ้น 2,500,000 ตารางเมตร และขายสินทรัพย์เข้ากอง REIT อีก 5,750 ล้านบาท ซึ่งจะเป็นการร่วมมือกับกลุ่มบริษัท และผู้นำในอุตสาหกรรม เพื่อสร้างมูลค่าจากนโยบายของภาครัฐ ทั้งการให้บริการธุรกิจอี-คอมเมิร์ซ การบินและอากาศยาน ควบคู่ไปกับการสร้างมูลค่าเพิ่มยิ่งขึ้น

2.กลุ่มธุรกิจนิคมอุตสาหกรรมตอกย้ำความเป็นผู้นำในประเทศไทยในปี 2562 ตั้งเป้ายอดขายที่ดิน จำนวน 1,600 ไร่ แบ่งเป็นในไทย 1,400 ไร่ และ 200 ไร่ ที่ประเทศเวียดนาม โดยปัจจุบันดับบลิวเอชเอ กรุ๊ปมีนิคมอุตสาหกรรมรวม 11 แห่ง โดยเป็นนิคมฯที่ตั้งอยู่ในเขตพื้นที่เศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (อีอีซี) จำนวน 9 แห่ง

3.กลุ่มธุรกิจบริการสาธารณูปโภคและพลังงาน ตั้งเป้าการผลิต และจำหน่ายน้ำที่ 120 ล้านลบ.ม. เล็งผลิตไฟฟ้าเชิงพาณิชย์ตามสัดส่วนการถือหุ้น 570 เมกะวัตต์ จากโรงไฟฟ้าพลังงานเชื้อเพลิงเชิงพาณิชย์ และพลังงานทดแทน พร้อมเสริมโซลูชั่นระบบน้ำและพลังงานใหม่ๆ แก่ลูกค้า

4.กลุ่มธุรกิจดิจิทัล แพลตฟอร์ม เร่งปรับโฉมทุกนิคมอุตสาหกรรมในเครือให้เป็นดิจิทัล เต็มรูปแบบ ในปี 2562 โดยเตรียมเปิดให้บริการไฟเบอร์ออพติก (FTTx) ใน 10 นิคมอุตสาหกรรมของดับบลิวเอชเอ กรุ๊ป

นอกจากนี้ ผลการดำเนินงวดไตรมาส 1/2562 บริษัทฯ มีรายได้รวมและส่วนแบ่งกำไรจากการลงทุนในบริษัทร่วมและกิจการร่วมค้า 3,803 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 10% ในขณะที่หากพิจารณารายได้รวมและส่วนแบ่งกำไรปกติที่ไม่รวมผลกระทบจากอัตราแลกเปลี่ยนและผลกระทบจากการปรับมาตรฐานทางบัญชี TFRS 15 ใหม่ของธุรกิจไฟฟ้า ซึ่งผลกระทบจากการปรับมาตรฐานบัญชีดังกล่าวเป็นเพียงผลกระทบทางบัญชี ไม่กระทบต่อแกระแสเงินสดจากการดำเนินงาน รายได้รวมและส่วนแบ่งกำไรปกติจะอยู่ที่ 3,801 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 19% เป็นผลมาจากการรับรู้รายได้จากรายได้รอการตัดบัญชี ซึ่งเป็นผลจากการขายทรัพย์สินให้แก่กองทรัสต์เพื่อการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์และสิทธิการเช่าดับบลิวเอชเอ บิสซิเนส คอมเพล็กซ์ (WHABT) ในปี 2558

รวมถึงการเพิ่มขึ้นของรายได้จากการขายที่ดิน และรายได้จากค่าเช่าและบริการ ซึ่งเป็นผลสืบเนื่องจากสงครามการค้าโลกและการสนับสนุนของภาครัฐในการส่งเสริมการลงทุนโครงการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก EEC ผลักดันต่อภาพรวมการลงทุนในประเทศไทยอย่างต่อเนื่อง อีกทั้งบริษัทฯ มีรายได้ในธุรกิจสาธารณูปโภคที่เพิ่มขึ้น จากการเพิ่มขึ้นของปริมาณการขายและให้บริการน้ำตามความต้องการใช้น้ำของโรงไฟฟ้า  ซึ่งเป็นไปตามจำนวนโรงไฟฟ้าขนาดเล็กที่ทยอยการผลิตและจำหน่ายไฟฟ้าเชิงพาณิชย์ (COD) ที่เพิ่มขึ้น โดยในไตรมาส 1 ปี 2562 นี้ บริษัทฯ มีการเปิด COD ของโรงไฟฟ้าใหม่เพิ่มเติมคือ โรงไฟฟ้า กัลฟ์ เอ็นแอลแอล 2 เมื่อเดือนมกราคมที่ผ่านมา

“ในขณะที่บริษัทฯ มีกำไรสุทธิในงวดไตรมาส 1/2562  เท่ากับ 407 ล้านบาท ลดลง 48% โดยมีกำไรสุทธิจากการดำเนินงานปกติ ที่ไม่รวมผลกระทบจากอัตราแลกเปลี่ยนและผลกระทบจากการปรับมาตรฐานทางบัญชี เท่ากับ 433 ล้านบาท ปรับตัวลดลง 28% โดยมีปัจจัยสำคัญจากการลดลงของส่วนแบ่งกำไรจากบริษัทร่วมในธุรกิจไฟฟ้า จากการปิดซ่อมบำรุงรักษาตามแผนของโรงไฟฟ้าเก็คโค่ วัน จำนวน 39 วัน” คุณจรีพรกล่าว

โดย…น้าเช

 

กดติดตาม เพื่อรับข่าวสารหรือความเคลื่อนไหวในแวดวงนี้ก่อนใคร 

https://www.facebook.com/busandtruckexpo/

https://line.me/R/ti/p/%40eci6103k

https://www.busandtruckmedia.com/