ในวงการสิบล้อชั่วโมงนี้ ไม่มีประเด็นไหนร้อนแรงไปกว่าการล่ารายชื่อจำนวน 50,000 คน ของสหพันธ์การขนส่งทางบกแห่งประเทศไทย และ 10 สมาคมขนส่งเมืองไทย เพื่อหยุดยั้งการประกาศพระราชบัญญัติจราจรทางบก (ฉบับที่12) พ.ศ.2562 ที่ประกาศมาเมื่อวันที่ 22 พ.ค. 2562 ที่ผ่านมา และจะมีผลบังคับใช้ในวันที่ 20 ก.ย.นี้

คุณอภิชาติ ไพรรุ่งเรือง ประธานสหพันธ์ฯ ยืนยันชัดเจนว่า พ.ร.บ.จราจรฯ ใหม่ดังกล่าว ไม่ผ่านประชาพิจารณ์จากกลุ่มขนส่งตัวจริง และไม่เห็นด้วยอย่างแรงในหลายมาตรา โดยเฉพาะบทโทษปรับสูงขึ้น 5 เท่า จาก 1,000 บาทก็จะพุ่งสูงถึง 5,000 บาทในทันที ซึ่งส่งผลกระทบต่อผู้ประกอบการขนส่งเป็นวงกว้าง ดังนั้น จึงต้องล่า 50,000 รายชื่อเพื่อคัดค้านและพร้อมนำเสนอนายกรัฐมนตรี ในวันที่ 15 มิ.ย. 2562 นี้ พร้อมออกมาตรการ 4 ระดับ คือ ระดับ 1 รถบรรทุกทั้งหมดที่เป็นสมาชิกของสหพันธ์ฯ จะหยุดวิ่งให้บริการ 3 วัน, ระดับ 2 จะหยุดวิ่งรถบรรทุกขนส่งวัสดุก่อสร้าง เช่น อิฐ หิน ดิน ทราย เป็นต้น 3 วัน

ล่าสุด พลตำรวจตรีเอกรักษ์ ลิ้มสังกาศ หนึ่งในคณะทำงานแก้ไขกฎหมายจราจร สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ได้ออกมาชี้แจงถึงการ พ.ร.บ.จราจรฯ ใหม่ดังกล่าว ว่า ประเด็นแรก ยืนยันว่ากฎหมายฉบับนี้ผ่านการทำประชาพิจารณ์ รับฟังความเห็นจากประชาชนโดยตรงกว่า 500 คน ความเห็นจากสื่อมวลชน และทางเว็บไซต์ของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ อีกทั้งยังมีการผ่านร่างกฎหมายอย่างถูกต้องตามขั้นตอน ทั้งให้คณะรัฐมนตรี และสภานิติบัญญัติแห่งชาติ พิจารณาอย่างรอบคอบ เพื่อแก้ไขให้กฎหมายคุ้มครองประโยชน์สาธารณะ ให้ประชาชนได้รับความปลอดภัย ไม่ใช่คุ้มครองเฉพาะกลุ่มบุคคลใดบุคคลหนึ่ง

ส่วนประเด็นที่สหพันธ์การขนส่งฯ ไม่เห็นด้วยเรื่องที่แก้โทษปรับให้สูงขึ้น 5 เท่านั้น ชี้แจงว่า จริง ๆ แล้วโทษปรับของผู้ขับขี่ยังคงเท่าเดิม แต่ที่เปลี่ยน คือ โทษปรับของนิติบุคคล เพราะเมื่อรถในสังกัดของบริษัททำผิดกฎจราจรได้รับใบสั่ง บริษัทต้องแจ้งชื่อผู้ขับรถให้เจ้าหน้าที่ทราบภายใน 30 วัน เพื่อให้เจ้าหน้าที่ไปออกใบสั่งใหม่กับบุคคลที่กระทำความผิด มิฉะนั้นบริษัทจะมีโทษปรับ 5 เท่า

“มันเป็นความรับผิดชอบต่อสังคม เพราะมิฉะนั้นรถของบริษัทหรือองค์กรใดก็ตามที่เป็นนิติบุคคลกระทำผิดกม.จราจรแล้วลงโทษไม่ได้ ก็จะให้เกิดอันตรายกับบุคคลในทางสาธารณะ บทบัญญัตินี้จึงเพิ่มความรับผิดชอบของนิติบุคคลว่ามีหน้าที่ต้องดูแลรถของตัวเอง เมื่อมีการกระทำผิดเกิดขึ้นต้องแจ้งต่อรัฐว่าใครคือผู้กระทำความผิด  ถ้าไม่แจ้งจึงจะเป็นความผิดที่จะถูกปรับเป็น 5 เท่า ซึ่งผมมองตรงนี้ความรับผิดชอบของบริษัทก็ชัดเจน และถ้าเกิดคุณมีความรับผิดชอบแล้วแจ้งว่าใครเป็นผู้กระทำความผิดมันก็จบแล้วนี่ครับ ทำไมจะมีปัญหาอะไรถูกมั้ยครับ แล้วถามว่ารถของบริษัทแล้วบริษัทจะไม่ต้องรับผิดชอบเหรอ หากวันไหนคนขับของบริษัทเอาไปขับแล้วไปทำผิดกฎหมายอะไร บริษัทต้องรับรู้และรับผิดชอบต่อสังคม”

ส่วนประเด็นที่สหพันธ์การขนส่งฯ อ้างว่ากฎหมายให้อำนาจตำรวจในการจับและออกคำสั่งว่าทำผิดกฎหมายเป็นที่สุด ไม่สามารถต่อสู้คดีต่อศาลได้ตามหลักสากลนั้น ยืนยันว่า ไม่จริง กฎหมายฉบับนี้ผู้ที่ถูกแจ้งข้อกล่าวหายังสามารถปฏิเสธข้อหา และไปต่อสู้คดีในชั้นศาลได้ตามเดิม รวมถึงสามารถร้องเรียนเจ้าพนักงานได้ หากถูกแจ้งข้อหาโดยไม่เป็นธรรมด้วย

โดย…ยกล้อ

กดติดตาม เพื่อรับข่าวสารหรือความเคลื่อนไหวในแวดวงนี้ก่อนใคร 

https://www.facebook.com/busandtruckexpo/

https://line.me/R/ti/p/%40eci6103k

https://www.busandtruckmedia.com/