เมื่อวันที่ 2 มิถุนายน 2562 ที่ผ่านมา สหพันธ์การขนส่งทางบกแห่งประเทศไทย ได้มีการจัดงานประชุมใหญ่สามัญประจำปี 2561 ร่วมกับสมาชิกของสหพันธ์ฯ จำนวน 10 สมาคม เพื่อหารือและนำปัญหาต่างๆ ของสมาชิกหรือผู้ประกอบการขนส่งทั่วประเทศ มาสร้างความเข้าใจ พร้อมทั้งกำหนดนโยบายและจุดยืนของสหพันธ์ฯ ต่อไปในอนาคต รวมถึงนำเสนอให้กับรัฐบาลชุดใหม่ที่กำลังจะเข้ามาบริหารประเทศในอนาคตอันใกล้นี้ โดยหนึ่งไฮไลท์สำคัญของงานนี้ คือ การให้ความรู้ของ รศ.ดร.ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ที่ได้เปิดมุมมองและบรรยายในหัวข้อ “เติมเต็มเศรษฐกิจไทย หลังเลือกตั้ง 62”

 

เศรษฐกิจไทย “แข็งบน อ่อนล่าง”

รศ.ดร.ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม กล่าวว่า เศรษฐกิจไทยในปัจจุบันมีความ “แข็งบน อ่อนล่าง” กล่าวคือจะมีเพียงผู้ประกอบการรายใหญ่เท่านั้นที่สามารถดำเนินธุรกิจให้อยู่รอดได้ ส่วนผู้ประกอบการ SMEs หรือผู้ประกอบการรายย่อยต้องประสบปัญหาเรื่องผลประกอบการและต่างได้รับความเดือดร้อนกันเป็นอย่างมาก

สิ่งเหล่านี้ถือเป็นการแสดงให้เห็นถึงความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจได้อย่างชัดเจน ดังนั้น ในอนาคตจึงต้องเร่งผลักดันการแก้ปัญหาเหล่านี้อย่างเร่งด่วน เพื่อให้ภาพรวมเศรษฐกิจมีความสมดุลในทุกภาคส่วนทั้งผู้ประกอบการรายเล็กและผู้ประกอบการรายใหญ่

เศรษฐกิจเติบโตกระจุกในโซน EEC

ขณะเดียวกันความเจริญทางเศรษฐกิจกลับมีการเติบโตกระจุกอยู่แค่เพียงเฉพาะในโซนโครงการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก หรือ EEC เท่านั้น ไม่มีการกระจายความเจริญไปยังจังหวัดอื่นเลย ดังนั้นเรื่องการสร้างงานและกระจายความเจริญจึงถือเป็นเรื่องที่สำคัญที่ต้องทำให้เกิดขึ้นได้อย่างชัดเจนในอนาคต

แน่นอนว่า โครงการ EEC ยังคงเป็นปัจจัยสำคัญที่จะเข้ามามีบทบาทในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจในอนาคตอันใกล้นี้ อีกทั้งยังจะส่งผลให้เกิดเมกะโปรเจกต์จากทั้งภาครัฐและเอกชนอีกมากมาย เช่น โครงการขนส่งมวลชนระบบราง หรือการสร้างแลนด์มาร์คใหม่ ซึ่งสิ่งเหล่านี้จะช่วยทำให้เกิดการจ้างงานเพิ่มขึ้นอีกเป็นจำนวนมาก

ห่วงรับเหมาจีนกินรวบงานเมกะโปรเจกต์

อย่างไรก็ตาม การเข้ามาของนักลงทุนชาวต่างชาตินั้น ถือเป็นเรื่องดี แต่เรื่องที่น่าเป็นห่วงคือการแข่งขันที่เข้มข้นขึ้นและผู้ประกอบการชาวไทยเองคงต้องมีการปรับตัวและพัฒนาเพื่อที่จะสามารถรับมือกับปัญหาเหล่านี้ได้ ยกตัวอย่างเช่น การประมูลโครงการในท่าอากาศยานสุวรรณภูมิที่ถูกคว้าประมูลโดยผู้รับเหมาจากประเทศจีน, โครงการรถไฟความเร็วสูง, โครงการก่อสร้างสะพานข้ามแม่น้ำเจ้าพระยา และโครงการอื่นๆ อีกหลายโครงการที่เป็นบริษัทจากประเทศจีนเข้ามาจับมือกับบริษัทรายย่อยของคนไทย และมีความเป็นไปได้ว่า บริษัทเหล่านี้อาจนำรถบรรทุกจากประเทศตัวเอง เข้ามาวิ่งบรรทุกขนส่งวัสดุในการก่อสร้างเอง ซึ่งอาจทำให้มีผลกระทบกับผู้ประกอบการขนส่งด้วยเช่นเดียวกัน

มั่นใจขนส่งด้วยรถบรรทุกยังไปต่อได้

รศ.ดร.ชัชชาติ กล่าวต่อว่า แม้ในอนาคตจะมีโครงการขนส่งระบบรางเกิดขึ้นแต่ในส่วนของธุรกิจขนส่งและโลจิสติกส์ด้วยรถบรรทุกยังสามารถเดินหน้าไปได้อย่างต่อเนื่อง เนื่องจากผู้ประกอบการหลายรายยังไม่พร้อมที่จะเปลี่ยนไปใช้บริการการขนส่งระบบรางอย่างทันที

ขณะเดียวกัน ในอนาคตอันใกล้นี้ เทคโนโลยีจะเข้ามามีบทบาทในการดำเนินธุรกิจมากขึ้น ซึ่งสิ่งที่จะเข้ามาเป็นตัวแปรสำคัญคือ แพลตฟอร์ม ซึ่งทำหน้าที่เป็นตัวกลางระหว่างผู้ซื้อและผู้ขายโดยทำตัวเหมือนเป็นตลาดที่ให้ผู้ค้าเข้ามาวางสินค้าของตนเองและเปิดให้ผู้ซื้อสามารถเลือกผลิตภัณฑ์ที่แต่ละคนสนใจได้ด้วยตนเอง

แนะผู้ประกอบการเตรียมรับมือการเปลี่ยนแปลง

ดังนั้น ผู้ประกอบการจึงต้องพัฒนาตนเองเพื่อเตรียมพร้อมที่จะรับมือกับการเปลี่ยนแปลง Business Model ในอนาคต เพราะถ้าหากผู้ประกอบการรายใดไม่มีการพัฒนาหรือเปลี่ยนแปลง ก็อาจต้องประสบปัญหา Disruption ในที่สุด เช่นเดียวกับ เหตุการณ์ล่าสุดที่มีผู้ให้บริการรถโดยสารประจำทางปรับอากาศร่วมบขส.ที่ให้บริการมานานกว่า 40 ปี ต้องยุติการดำเนินการธุรกิจรถทัวร์เมื่อสิ้นเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา เนื่องจากประชาชนมีทางเลือกในการเดินทางมากขึ้น หลังจากมีสายการบินต้นทุนต่ำหรือโลว์คอสต์เปิดบริการ รวมถึงการขยายสนามบินในหัวเมืองรองมากขึ้นทำให้คนเปลี่ยนพฤติกรรมการเดินทางไปใช้บริการทางอากาศ ซึ่งมีราคาใกล้เคียงกันแต่สามารถประหยัดเวลาได้มากขึ้น และยังเป็นสิ่งที่ตอบโจทย์ให้กับลูกค้าได้มากกว่า

โดย…น้าเช

กดติดตาม เพื่อรับข่าวสารหรือความเคลื่อนไหวในแวดวงนี้ก่อนใคร 

https://www.facebook.com/busandtruckexpo/

https://line.me/R/ti/p/%40eci6103k

https://www.busandtruckmedia.com/