ในโลกปัจจุบันนี้ได้มีเทคโนโลยีใหม่ ๆ กำเนิดขึ้นอย่างมากมาย ที่จะสามารถอำนวยความสะดวกให้แก่มนุษย์โลกได้ เมื่อยุคสมัยถูกเปลี่ยนไป ข้าวของเครื่องใช้ ที่อยู่อาศัย หรือไม่เว้นแม้แต่ยานพาหนะก็ถูกคิดค้นนวัตกรรมอันชาญฉลาดขึ้นไปด้วย อย่างที่เคยได้ยินกันว่ารถที่ใช้พลังงานไฟฟ้าจะช่วยทำให้ช่วยประหยัดพลังงานเชื้อเพลิงลงไปได้มาก เมื่อรถเล็กสามารถทำได้ แล้วรถใหญ่จะรออะไรก็ต้องมีได้เหมือนกัน

ยุโรปถือเป็นกลุ่มการปกครองที่มีความแข็งแกร่งที่สุดในโลกก็ว่าได้ เกี่ยวกับการจับมือร่วมกันพัฒนา ป้องกัน แก้ไขเรื่องต่าง ๆ ของประเทศในกลุ่ม EU ของตนเอง และล่าสุดเกี่ยวกับเรื่องของสิ่งแวดล้อม กับปัญหา Greenhouse gasses หรือภาวะเรือนกระจก ที่มันมีผลกระทบหลัก ๆ มาจากการปล่อย CO2 คาร์บอนไดออกไซด์ จากทุก ๆ อย่างรอบตัวที่มีการใช้เชื้อเพลิง ซึ่งหนึ่งในนั้นก็รวมถึงรถบรรทุกขนาดใหญ่ ซึ่งถือเป็นแหล่งปล่อย CO2 จำนวนมากในแต่ละปี เมื่อเปรียบเทียบกับรถยนต์อื่น ๆ เพราะมันใช้นำมันดีเซลเป็นหลัก

จากความพยายามช่วยกันรักษาสิ่งแวดล้อม ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมาในเยอรมนีมีการใช้รถบรรทุกไฟฟ้า (Electric Truck) ถ้าจะไม่ให้สับสนคงต้องบอกว่า รถบรรทุกใช้ไฟฟ้าออกมาวิ่งใช้งานจริงแล้ว โดยเป็นรถบรรทุกขนาดใหญ่ในแบบ Trailer truck หรือหัวลาก ซึ่งพัฒนาโดยบริษัท BMW สามารถรองรับน้ำหนักบรรทุกได้ 40 ตันวิ่งได้ระยะทางสูงสุดประมาณ 62 ไมลล์หรือประมาณ 99 กิโลเมตร ต่อการชาร์จพลังงานจนเต็มหนึ่งครั้ง ไม่ได้แจ้งว่าใช้ความเร็วที่ช่วงประมาณเท่าไหร่ แต่มารฐานรถบรรทุกทั่วโลกจะอยู่ในช่วงที่ไม่เกิน 90km/h สำหรับระยะเวลาในการชาร์จพลังงานแต่ละครั้งจะใช้เวลาประมาณ 3-4 ชั่วโมง และจากการที่ทาง BMW นำรถบรรทุกไฟฟ้ามาใช้งานรับส่งสินค้าจริง ๆ ทุกวัน โดยมันจะขนส่งอุปกรณ์และอะไหล่รถยนต์ ซึ่งสามารถประเมินได้ว่า รถบรรทุกคันนี้ขับเคลื่อนเงียบ ปราศจากก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ และเกือบจะไม่ผลิตมลพิษอนุภาคขนาดเล็กเลย และการใช้พลังงานทดแทน หมายความว่ารถบรรทุกจะช่วยลดคาร์บอนไดออกไซด์ 11.8 ตันในทุก ๆ ปี เมื่อเทียบกับรถบรรทุกดีเซลทั่วไป

รถบรรทุกไฟฟ้าได้ถูกนำมาใช้อย่างเป็นทางการ ที่เมืองมิวนิกและบาวาเรีย ประเทศเยอรมนี ด้วยความร่วมมือระหว่าง BMW ผู้ผลิตรถยนต์สัญชาติเยอรมัน และ Scherm ผู้ให้บริการด้านยานยนต์ ทั้งสองบริษัทร่วมนำรถยนต์พลังงานไฟฟ้าขนาด 40 ตัน คันแรกสู่ถนนสาธารณะ รถบรรทุกได้รับการออกแบบและสร้างโดย Terberg ผู้ผลิตรถบรรทุกสายเลือดดัตช์ รถคันนี้จะประจุไฟด้วยการใช้พลังงานจากแหล่งพลังงานทดแทน โดยใช้เวลาในการชาร์จไฟ 3-4 ชั่วโมง เมื่อชาร์จไฟเต็มแล้ว จะสามารถเดินทางได้เป็นระยะทาง 100 กิโลเมตร ซึ่งสามารถใช้รถได้หนึ่งวันเต็ม ๆ ต่อการชาร์จไฟหนึ่งครั้ง

มีการคาดการณ์กันว่าจะมีการปรับเปลี่ยนไปใช้งานรถยนต์ไฟฟ้ากันมากขึ้นในปี 2030 หรืออีกประมาณ 15 ปีหลังจากนี้ไปสำหรับระบบขนส่งมวลชน ทั้งนี้จากข้อมูลของ Environmental Protection Agency (EPA) บอกมาว่า คาร์บอนไดออกไซด์ที่ปล่อยออกมาจากรถบรรทุกในระดับกลางจนถึงรถบรรทุกหนักต่าง ๆ นั้น มีการปล่อยก๊าซที่ส่งผลต่อภาวะเรือนกระจกมากถึง 25%