จากนโยบายที่ชัดเจนของ บริษัท ขนส่ง จำกัด (บขส.) ภายใต้การคุมบังเหียนของ “คุณจิรศักดิ์ เยาว์วัชสกุล” กรรมการผู้จัดการใหญ่ ที่เน้นย้ำถึงภารกิจหลัก 4 ด้าน คือ ความสะอาด ปลอดภัย ทันสมัย ตรงเวลา และมีสโลแกนติดตัวว่า “ลูกค้าสำคัญ มุ่งมั่นพัฒนา รักษาคุณภาพ”

ปฏิเสธไม่ได้ว่า ในอดีตการเดินทางด้วยรถ บขส. นั้น ถือได้ว่าเป็นที่นิยมมาก แต่เมื่อยุคสมัยเปลี่ยนไปคนก็เริ่มหันไปนั่งสายการบินต้นทุนต่ำ (โลว์คอสต์ แอร์ไลน์) เพราะมีราคาที่ถูกลง และใช้เวลาเดินทางเร็วขึ้น เมื่อพฤติกรรมการเดินทางได้เปลี่ยนไป ทีมข่าวBUS & TRUCKจึงขอสัมภาษณ์ “คุณจิรศักดิ์ เยาว์วัชสกุล” ถึงแผนรับมือกับสิ่งที่เกิดขึ้น พร้อมนโยบายการบริหารงาน รวมถึงการร่วมสนับสนุนงาน BUS & TRUCK ’19 ที่จะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 7-9 พ.ย. 2562 นี้

คุณจิรศักดิ์ เยาว์วัชสกุล กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ขนส่ง จำกัด (บขส.) เปิดเผยว่า บขส.มีนโยบายค่อนข้างชัดเจนคือ “ลูกค้าสำคัญ มุ่งมั่นพัฒนา รักษาคุณภาพ” ประเด็นก็คือว่า เราจะทำยังไงเพื่อตอบโจทย์ลูกค้าเป็นสำคัญ จึงแตกภารกิจออกมาเป็น  4 เรื่อง คือ “สะอาด ปลอดภัย ทันสมัย ตรงเวลา”

สะอาด ก็จะแบ่งอีก 3 เรื่อง สถานี ตัวรถ บุคลากร ใครที่มีหน้าที่แต่งเครื่องแบบ ก็ต้องแต่งให้ถูกต้องตามระเบียบ ในเรื่องของตัวรถ ต้องสะอาด ทั้งห้องน้ำในตัวรถ พื้นที่และที่นั่งในรถ ที่สถานีก็เช่นกันต้องให้เหมือนสนามบิน คือ ไม่มีขยะ ปัญหาห้องน้ำที่สถานี บขส. ก็ปรับเป็นห้องน้ำฟรีสำหรับประชาชน แม้จะมีต้องทุนแต่ก็เป็นหนึ่งในเรื่องของการให้บริการและตอบโจทย์ที่ว่าลูกค้าสำคัญ

ปลอดภัย จะแบ่งเป็น 2 ส่วนใหญ่ๆ คือ สถานี และพนักงานขับรถ ทั้งในเรื่องของมิจฉาชีพ อาชญากรรม วินาศกรรม ซึ่งเรามีกล้อง CCTV เต็มพื้นที่ เรามี รปภ. ทหาร ตำรวจ ที่มาดูแลเรื่องเหล่านี้ เท่าที่ผ่านมา เรามีปัญหาเรื่องมิจฉาชีพน้อยมาก สำหรับความปลอดภัยในเรื่องตัวรถ จะเป็นเรื่องที่สำคัญว่าอุปกรณ์ความปลอดภัยต่างๆ มีความพร้อมในการใช้งานหรือไม่ มีครบถ้วนหรือไม่ โดย บขส. มีนโยบาย “ตรวจทุกครั้ง” ซึ่งจะตรวจสภาพตัวรถ อุปกรณ์ความปลอดภัย เช่น ถังดับเพลิง ค้อนทุบกระจก เข็มขัดนิรภัย สภาพยาง เบรค แอร์ ซึ่งพวกนี้เรามี checklist อยู่แล้ว ซึ่งปัจจุบัน บขส. ได้ยกระดับแล้ว จากเดิมที่ใช้เป็นกระดาษ ตอนนี้เปลี่ยนมาใช้เป็นระบบโทรศัพท์มือถือ หรือ Tablet ซึ่งสามารถประมวลผลได้ทันทีว่า ตอนนี้มีรถที่มีปัญหาเรื่องความปลอดภัยกี่คัน ทำให้สามารถลดปัญหางานเอกสารและลดเวลาในการประมวลผลข้อมูลต่างๆ ได้

และความปลอดภัยที่สำคัญที่สุด คือ พนักงานขับรถ ซึ่งถือเป็นหัวใจสำคัญ โดยแบ่งเป็น 3 กลุ่ม คือพนักงานขับรถ บขส. พนักงานขับรถร่วมฯ และพนักงานขับรถตู้โดยสาร แล้วเราจะทำอย่างไร เราเริ่มต้นควบคุมความปลอดภัยของพนักงานขับรถ บขส. ทำให้เห็นผลเชิงประจักษ์ก่อนว่าได้ผลและมีคุณภาพแล้วเราจึงขยายผลไปที่รถร่วมฯ และรถตู้โดยสาร เริ่มแรกเราตั้งสถาบันฝึกขับรถสาธารณะขั้นสูง หรือชื่อทางการ คือ สถาบันการขนส่งสาธารณะ เป้าหมายคือ เราจะมีหลักสูตรมาตรฐานมาอบรม ซึ่งได้รับความร่วมมือจากมหาวิทยาลัยราชภัฎสวนสุนันทา มาเขียนหลักสูตรให้กับเรา มีหลาย module มาก หลักๆ เช่น การขับรถที่ถูกต้อง การแก้ปัญหา การรู้กฎระเบียบ การแก้สถานการณ์ การรายงานผลเมื่อเกิดปัญหา เป็นต้น ปัจจุบันมี 10 หลักสูตรมาตรฐาน

ขั้นตอนต่อไปคือ จะยกระดับสถาบันให้มีมาตรฐาน เนื่องจากเราให้บริการทั่วไป เราก็จะไปขอ qualified ของเรากับกรมพัฒนาแรงงาน เพื่อยกระดับสถาบันให้สามารถมอบใบประกาศนียบัตรให้กับหน่วยงานภายนอกได้ และพัฒนาพนักงานขับรถ ด้วยการยกระดับมาตรฐานของพนักงานขับรถ โดยมี Senior Driver หลักการง่ายๆ เมื่อเทียบกับนักบินจะมีการสรุปสั้นๆ ก่อนขึ้นบิน ในทำนองเดียวกัน พนักงานขับรถก็ต้องได้รับการสรุปว่าเส้นทางนี้มีโค้งอันตรายกี่โค้ง เวลาเข้าโค้งต้องวิ่งความเร็วไม่เกินเท่าไร มีพื้นที่บริเวณใดที่กำลังซ่อมแซม และนำข้อมูลเหล่านี้มาสรุปสั้นๆ ให้พนักงานขับรถทราบ และตระหนักรู้ไว้

ความทันสมัย เรากำลังจะยกระดับสถานีเป็น Smart Station นั่นหมายความว่า ลูกค้าสามารถเปิดดูตารางเวลาการเดินรถได้ผ่านทางโทรศัพท์มือถือ รวมถึงสามารถชำระเงินค่าตั๋วโดยสารได้อีกด้วย เพราะฉะนั้นสิ่งที่สำคัญที่สุด คือ เรื่อง Big Data วันนี้ บขส. ต้องพัฒนาและต้องรู้ว่า ลูกค้าเราคือใคร คนกลุ่มไหนที่ใช้บริการ เมื่อเราทำระบบการจองตั๋วออนไลน์เช่นนี้ ก็จะทำให้เราสามารถเก็บข้อมูลในลักษณะ Big Data ได้ และสามารถวิเคราะห์ได้เลยว่า ลูกค้าที่เคยเดินทางบ่อยๆ ทำไมจึงหายไปนาน หรือเปลี่ยนไปเดินทางด้วยวิธีใดแทน คือไม่เอาระบบที่เป็นเพียงข้อมูลดิบ (Raw Data) ที่บอกแค่ว่า ลูกค้าคนนี้เดินทางไปไหนมาไหนบ้าง แต่ต้องสามารถวิเคราะห์ได้ว่า ช่วงเดือนที่เป็นฤดูฝนสำหรับเส้นทางนี้ จะเป็น Low Season อาจกำหนดให้มีรอบรถวิ่งเพียง 4 รอบต่อวัน จากปกติ 6 รอบต่อวัน แต่ขณะเดียวกัน อีกเส้นทางหนึ่ง อาจมีผู้ใช้บริการมาก และจะต้องเพิ่มจำนวนรอบรถวิ่งจากเดิม 5 รอบต่อวัน เป็น 7 รอบต่อวัน เพื่อไม่ต้องมานั่งวิเคราะห์เป็นรายวันว่า วันนี้มีผู้โดยสารจองรถเป็นจำนวนมากจนทำให้เกิดมีผู้โดยสารตกค้าง แล้วจึงค่อยเพิ่มจำนวนรอบรถในวันรุ่งขึ้น

ความคืบหน้าของ Smart Station ตอนนี้ได้ผู้ประกอบการจัดซื้อจัดจ้างโครงการ e-ticket ซึ่งผู้โดยสารสามารถซื้อตั๋วรถที่ตู้ Kiosk ดังกล่าวได้ หากระบบดังกล่าวแล้วเสร็จ ทาง บขส. จะสามารถเก็บข้อมูล Big Data ได้ และสามารถเรียกดูข้อมูลได้ทันที เช่น ในแต่ละวันมีรถโดยสารจากกรุงเทพฯ ไปยังเชียงใหม่กี่รอบ มีใครให้บริการบ้าง มีลูกค้าใช้บริการกี่คน จากข้อมูลดังกล่าว จะทำให้สามารถวางแผนการเดินรถได้แม่นยำยิ่งขึ้น และจะช่วยทำให้การเดินรถในแต่ละรอบมีความคุ้มทุนมากยิ่งขึ้น ตอนนี้เราทำห้องควบคุมการเดินรถ หรือเรียกว่า Bus Control Room รวมถึงจะทำ Application ที่ใช้ในการจำหน่วยตั๋ว จัดเก็บข้อมูล Big Data และ Data Analysis สำหรับโครงการ e-ticket เราได้เริ่มดำเนินการแล้ว คาดว่าในช่วงปี 2563 จะมีการเริ่มทดลองระบบ และค่อยๆ พัฒนาทีละ Module เป็นระยะต่อๆ ไป และคาดว่าภายในปลายปี 2564 จะสามารถเริ่มใช้งานได้อย่างเต็มระบบ

ตรงเวลา เดิมผู้โดยสารที่มาขึ้นรถสายจะมีการโทรไปยัง บขส. เพื่อขอให้รอก่อน จึงทำให้การออกรถล่าช้า หรือหากพนักงานขับรถไม่จอดรอ ก็จะโดนตำหนิว่า ทำไมไม่รอ ทั้งๆ ที่ตนได้โทรแจ้งและใกล้ถึงแล้ว แต่ในมุมกลับกัน หากขึ้นเครื่องบินไม่ทัน ทำไมจึงยอมรับได้โดยไม่โวยวาย หรือกรณีการแสดงบัตรประจำตัวประชาชนเมื่อซื้อตั๋วโดยสาร หากซื้อตั๋วรถโดยสาร บขส. ลูกค้าจะตำหนิว่า ทำไมต้องขอดู แต่เมื่อซื้อตั๋วเครื่องบิน ลูกค้ากลับยินดีที่จะแสดงบัตร เรื่องแบบนี้ต้องค่อยๆ แก้ไป มันอยู่ที่ว่าเราวางระบบไว้อย่างไร ถ้าวางระบบดี พฤติกรรมก็ดี คือ ถ้าให้คนๆ เดียวกัน ถือขยะชิ้นเดียวกัน ไปสนามบินไม่กล้าทิ้งขยะ แต่พอมา บขส. กล้าทิ้งขยะ มันไม่ใช่เพราะคน แต่เป็นเพราะสิ่งแวดล้อม ที่สนามบินคนอื่นเขาไม่ทิ้งขยะกัน ผมเลยไม่กล้าทิ้ง เก็บใส่กระเป๋าไว้ แต่พอมา บขส. ใครๆ ก็ทิ้งขยะกัน ผมเลยทิ้งบ้าง เพราะไม่มีใครว่าผม เรื่องแบบนี้ทีมงานเราต้องแน่น ฉะนั้นต้องค่อยๆ ปรับกันไป คืออย่าไปโทษว่าเป็นคนจน ผมว่า คนที่ใช้ บขส. เป็นคนที่พูดง่าย แต่ก็ต้องมีเหตุผล มีระเบียบรองรับ อันนี้จะเป็นแนวทางที่เราบริหาร

เรื่องของแผนดำเนินงานในอนาคต ตอนนี้การเดินทางสามารถทำได้ 3 วิธี ทางอากาศ ทางราง และทางถนน แล้วปริมาณผู้โดยสารมันเพิ่มขึ้นไหม ผมว่าไม่ เพราะเด็กรุ่นใหม่ไม่ค่อยแต่งงาน หรือแต่งงานก็ไม่มีลูก ลองไปดูตัวเลขประชากรไทยอยู่ที่ประมาณ 67-68 ล้านคนแล้ว ค่อนข้างนิ่งมาประมาณ 2 ปี และตอนนี้ผู้สูงอายุเริ่มมีจำนวนเพิ่มสูงขึ้นจนเป็น Aging Society ถ้าอย่างนั้น คุณมีฐานข้อมูลไหมว่า คนขึ้น บขส. อายุเท่าไร นี่คือสิ่งที่เราไม่มี ตอนนี้เราไม่สามารถแบ่งประเภทได้ว่าคนรุ่นไหนใช้ บขส. เมื่อเรารู้ว่าคนกลุ่มใดเป็นคนส่วนใหญ่ที่ใช้ บขส. เราจะรู้ว่า คนกลุ่มนี้เท่านั้นที่มีโอกาสใช้ บขส. ต่อมา เราจะมาดูต่อว่า การเดินทางทางอากาศ พวกเมืองรองก็มีการสร้างสนามบิน สนามบินที่มีอยู่แล้วก็ปรับปรุงให้ทันสมัย มีการเพิ่มเที่ยวบิน ทุกวันนี้ทางอากาศมีการขยายตัวสูงมากไม่ต่ำกว่า 20-30% ไม่ว่าจะเป็นเที่ยวบิน จำนวนผู้โดยสาร บางปีเพิ่มขึ้นถึง 100% เพราะฉะนั้นคนที่ใช้บริการมีจำนวนเท่านี้ แต่ว่าทางอากาศเพิ่ม จะเห็นได้ว่าในอนาคตจะเกิดการแข่งขันที่สูงมาก ด้วยปริมาณจำนวนผู้โดยสารที่มีเท่าเดิม ซึ่งในตอนนี้เราก็ไม่มีข้อมูลที่ชัดเจนว่ามีจำนวนเท่าไร แต่เรามีผู้ประกอบการที่ขอเลิกสัญญาไปหลายรายพอสมควร อันนี้คือสิ่งที่เราต้องคาดการณ์ว่าภายใน 4 ปีข้างหน้าจะเกิดอะไรขึ้น

ยุทธศาสตร์กระตุ้นคนขึ้นรถ บขส. ผมว่าโดยทั่วไปลูกค้าไม่ได้ชอบสินค้าที่ราคาถูกเสมอไป แต่ตัวบริการต่างหากที่ทำให้ลูกค้าเลือกใช้บริการนั้นๆ ถ้าผมไปเครื่องบิน ซึ่งต้นทุนสายการบินไม่มีทางถูกกว่ารถบัสแน่ๆ ถึงจะมีราคาตั๋วโปรโมชั่นแต่จะมีจำนวนจำกัดเท่านั้น แต่เรื่องเวลาคือเรื่องสำคัญ และด้วยพฤติกรรมของเด็กรุ่นใหม่ที่ไม่กังวลเรื่องราคาตั๋วโดยสารว่าจะแพงหรือถูก พฤติกรรมที่จะใช้บริการของคนรุ่นใหม่เปลี่ยนไป ก็มักจะเลือกนั่งเครื่องบิน ฉะนั้นเรื่องพฤติกรรมที่เปลี่ยนไปของลูกค้านี่สำคัญมาก ก็จะกลับมาที่เรื่อง Big Data ว่าถ้ามีข้อมูล ก็จะทำให้จับกลุ่มลูกค้าง่ายขึ้น

จัดซื้อรถใหม่ บขส.เตรียมที่จะซื้อรถใหม่ทั้ง feed จำนวน 99 คัน และรถเช่าใหม่เพิ่มอีก 314 คัน รวมทั้งยังมีรถมินิบัสต้นแบบอีก 55 คัน แผนอาจจะล่าช้าไปหน่อย ถึงแม้ว่าเราจะเป็นคนแรกที่เอารถมินิบัสรุ่นใหม่มาวิ่งก่อนใคร แต่ก็เป็นเรื่องที่ดีที่ภาคเอกชนได้หันมาใช้มินิบัสแทนรถตู้โดยสารมากขึ้น เพื่อความปลอดภัย ส่วนแผนความคืบหน้าในการจัดหารรถใหม่นั้น คาดว่าในเร็วๆ นี้ จะเห็นภาพที่ชัดเจนมากขึ้น

งาน BUS & TRUCK คือตอนนี้นิทรรศการในไทยพัฒนาไปเยอะ ทำให้เรื่องของ Manufacturing เติบโตเรื่อยๆ คือเมื่อก่อน ถ้าเราจะดูงานพวก Automation Automatic Manufacturing ไม่ว่าจะเป็น SME หรือระดับใดๆ เราต้องไปต่างประเทศ ทีนี้ก็ได้ผู้จัดงาน Exhibitor ดีๆ มาจัดแล้วถึง 16 ปีต่อเนื่อง ก็จะมีผลกระทบในเชิงบวกหลายๆ ด้าน ไม่ว่าจะต่างชาติรู้จักเมืองไทย และเข้ามาในไทยมากขึ้น หรือเรื่องเศรษฐกิจเองคนไทยก็ไม่ต้องออกไปต่างประเทศ และมีโอกาสเปิดตลาดในประเทศได้

ต้องขอบคุณ BUS & TRUCK เพราะว่าเป็นอีกหนึ่งใน Sector ใหญ่ๆ ที่จัดงานและนำเอาเทคโนโลยี และนวัตกรรมมาโชว์ โดยไม่ต้องลำบากไปดูงานที่ต่างประเทศ เพียงแต่ว่า เราจะทำยังไง ถึงจะเชิญชวนเทคโนโลยีที่ทันสมัย มาให้เราเห็นว่า แนวโน้มของเทคโนโลยีขนส่งในอนาคตจะเป็นยังไง ระบบควบคุมจะเป็นยังไง Economic of scale จะเป็นยังไง เพราะฉะนั้นก็ต้องเชิญมา โดยผู้ประกอบการรายใหญ่ๆ ก็จะอยู่โซนยุโรปและอเมริกา ตอนนี้ที่มาแรงก็จะเป็นญี่ปุ่นและเกาหลี ส่วนจีนเป็นตัวที่ติดจรวด ทีนี้ถ้าทาง BUS & TRUCK สามารถที่จะเชิญผู้ประกอบการพวกนี้เข้ามา ก็จะทำให้คนไทยได้รับรู้ว่าเทคโนโลยีในอนาคตและนวัตกรรมระดับโลกจะเป็นยังไง และผมเชื่อว่าตอนนั้นจะเกิด Business Matching เกิดขึ้น ซึ่งตัวนี้ต้องดูว่า เราจะเป็นผู้ซื้อ หรือว่าเราสามารถที่จะเป็นผู้ขาย

“วันนี้เรามีผู้ผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ ติด Top 3 ของโลก ดังนั้น อุตสาหกรรมที่ตามมาทันที คือ แม่พิมพ์ โลหะ พลาสติก และมีกลุ่มทำชิ้นส่วน, CCS Summit และ Tier 1 อย่างน้อย 10 กว่าโรงงานที่เราเป็นผู้ผลิต ส่วน Tier 2 และ 3 มีจำนวน 1,000 กว่าโรงงาน เพราะฉะนั้นในเรื่องของ Business Matching คือ จะทำยังไงให้กลุ่มบริษัทต่างๆ เหล่านี้เติบโตต่อไปได้”

โดย…กองบรรณาธิการ BUS & TRUCK

กดติดตาม เพื่อรับข่าวสารหรือความเคลื่อนไหวในแวดวงนี้ก่อนใคร 

https://www.facebook.com/busandtruckexpo/

https://line.me/R/ti/p/%40eci6103k

https://www.busandtruckmedia.com/