การแข่งขันทางการค้าในปัจจุบันจะทวีความเข้มข้นและรุนแรงเพิ่มมากขึ้นภายใต้สภาพแวดล้อมภายนอกที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ดังนั้น ธุรกิจจึงต้องปรับตัวรองรับการเปลี่ยนแปลงเหล่านั้น เพื่อความอยู่รอด โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องของการพัฒนารูปแบบผลิตภัณฑ์ การสร้างมูลค่าเพิ่ม การใช้วัตถุดิบที่มีต้นทุนต่ำ การมีคุณภาพมาตรฐานในทุก ๆ ขั้นตอนการผลิต และมีการตั้งราคาที่ถูกในลักษณะสงครามราคา (Price War) แต่สิ่งที่จะช่วยเสริมความเข้มแข็งของภาคธุรกิจและเสริมสร้างขีดความสามารถทางการแข่งขันได้ จะต้องดำเนินการตามทฤษฎีกลยุทธ์ทางการแข่งขันของไมเคิล อี พอร์เตอร์ (Michael E.Porter) ซึ่ง Porter (1990 : P.39) ได้กล่าวถึงทฤษฎีกลยุทธ์การแข่งขัน มี 3 กลยุทธ์ ดังนี้

กลยุทธ์ความเป็นผู้นำด้านต้นทุน (Cost Leadership Strategy) หมายความว่า เป็นการมุ่งสร้างความได้เปรียบเชิงการแข่งขันโดยการเป็นผู้ผลิตที่มีต้นทุนต่ำสุดเท่าที่จะทำได้ ในลักษณะที่เรียกว่า การประหยัดต่อขนาด (Economy of Scales) คือ ผลิตจำนวนมาก ๆ แล้วทำให้ต้นทุนต่อหน่วยต่ำลง หรือได้เปรียบจากการเรียนรู้และประสบการณ์ (Learning and Experience Curve) รวมถึงการเชื่อมโยงกับซัพพลายเออร์และผู้จัดจำหน่ายเป็นอย่างดี กลยุทธ์นี้ ฝ่ายจัดซื้อจัดหาจะต้องมีการควบคุมต้นทุนด้านต่าง ๆ อย่างเคร่งครัด เช่น ต้นทุนด้านแรงงาน วัตถุดิบ และการตลาด ตลอดจนประสิทธิภาพในการผลิตโดยการปรับปรุงเทคโนโลยีให้สามารถเพิ่มประสิทธิภาพของต้นทุนได้มากกว่าเดิม จะเห็นได้ว่าความเป็นผู้นำด้านต้นทุน ฝ่ายจัดซื้อจัดหาสามารถลดราคาผลิตภัณฑ์ให้ต่ำกว่าคู่แข่งขัน สามารถสร้างส่วนครองตลาดและกำไรให้สูงขึ้น ข้อควรระวังของกลยุทธ์นี้ก็คือ การที่คู่แข่งขันมีการนำเทคโนโลยีการผลิตที่ใหม่และทันสมัยกว่ามาทำการผลิตสินค้าออกวางจำหน่ายที่ราคาต่ำกว่า ซึ่งผู้บริโภคยุคใหม่มีความอ่อนไหวต่อราคามาก ดังนั้น อาจจะทำให้กลยุทธ์ไม่สามารถดำเนินการต่อไปได้ อย่างไรก็ตาม ธุรกิจที่เคยประสบความสำเร็จในการนำกลยุทธ์นี้ไปใช้ได้แก่ ธุรกิจค้าปลีก ธุรกิจสายการบินต้นทุนต่ำ เป็นต้น

กลยุทธ์การสร้างความแตกต่าง (Differentiation Strategy) หมายถึง เป็นการสร้างความแตกต่างในผลิตภัณฑ์ที่ให้ลูกค้ารับรู้ว่ามีความแตกต่างที่เด่นชัดจากคู่แข่งขัน ไม่ว่าจะเป็นความแตกต่างของตัวผลิตกัณฑ์โดยอาศัยนวัตกรรมด้านเทคโนโลยี รูปแบบการให้บริการลูกค้า การออกแบบผลิตภัณฑ์ การจัดจำหน่าย หรือมีส่วนผสมพิเศษในตัวผลิตภัณฑ์ ซึ่งเมื่อลูกค้าเชื่อว่าผลิตภัณฑ์เหล่านั้นแตกต่างจากผลิตภัณฑ์ของคู่แข่งขัน เขาจะเต็มใจพร้อมที่จะซื้อในราคาที่สูง ประโยชน์จากกลยุทธ์การสร้างความแตกต่างนี้ก็คือ ความภักดีจากลูกค้าและกำไรที่สูงขึ้น นักจัดซื้อจัดหาสามารถใช้กลยุทธ์นี้ในการสร้างความแตกต่างแก่ผลิตภัณฑ์ขององค์การได้ โดยจะต้องสรรหาวัตถุดิบจากซัพพลายเออร์แล้ว ยังต้องทำงานร่วมกันกับหลายฝ่าย อาทิ ฝ่ายวิจัยและพัฒนา ฝ่ายการตลาด ฝ่ายการผลิต เป็นต้น แต่สิ่งที่จะต้องเผชิญในการแข่งขันก็คือ การมีสินค้าที่เลียนแบบ สำหรับธุรกิจที่เคยประสบความสำเร็จในการนำกลยุทธ์นี้ไปใช้ได้แก่ ประเภทธุรกิจอิเล็กทรอนิกส์ ธุรกิจรับสร้างบ้าน ธุรกิจเครื่องใช้ไฟฟ้า ธุรกิจ เป็นต้น

กลยุทธ์มุ่งเฉพาะส่วน (Focus Strategy) หมายความว่า เป็นกลยุทธ์การแข่งขันซึ่งมุ่งเน้นตลาดเฉพาะกลุ่ม หรืออาจจะขายผลิตภัณฑ์ที่จำกัด กำหนดขอบเขตทางภูมิศาสตร์ที่จำกัด กลยุทธ์นี้จะมุ่งที่ตลาดแคบ โดยอาศัยกลยุทธ์ความเป็นผู้นำด้านต้นทุนหรือการสร้างความแตกต่างด้วยก็ได้ กลยุทธ์มุ่งเฉพาะส่วนนี้ องค์การได้รับประโยชน์จากกำไรที่สูงจากตลาดเล็ก ซึ่งไม่มีการแข่งขันที่รุนแรง แต่สิ่งที่จะต้องเผชิญในการแข่งขันก็คือ การมีสินค้าที่เลียนแบบและการเข้าตลาดนี้จากคู่แข่งขันรายใหญ่ ซึ่งนักจัดซื้อจัดหาสามารถใช้กลยุทธ์นี้ในการสร้างกลยุทธ์มุ่งเฉพาะส่วนแก่ผลิตภัณฑ์ขององค์การได้ โดยการรักษาสัมพันธ์ภาพกับซัพพลายเออร์และจะต้องทำงานร่วมกับฝ่ายขายและการตลาดเพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้า สำหรับธุรกิจที่เคยประสบความสำเร็จในการนำกลยุทธ์นี้จะมุ่งเน้นกับธุรกิจ SME.