ช่วงระยะเวลาที่ผ่านมาจน ผู้เขียนได้มีโอกาสเข้าไปศึกษาดูงาน ช่วยเหลือการวิจัยด้านการท่องเที่ยวอยู่หลาย ๆ ชิ้น รวมถึงได้มีโอกาสเดินทางท่องเที่ยวตามจังหวัดต่าง ๆ ก็พบว่าสภาพและปัญหาต่อการใช้ประโยชน์จากการจัดการโลจิสติกส์ท่องเที่ยวและการตลาดมีปัญหาเกิดขึ้นหลายอย่าง ๆ เช่น บางจังหวัดเป็นเพียงจังหวัดผ่านไม่ได้เป็นจังหวัดที่เข้าพักและท่องเที่ยวพักแรม จึงทำให้คนไปเที่ยวน้อย บางแห่งการเข้าถึงแหล่งท่องเที่ยวจะต้องใช้ GPS ในการค้นหา ซึ่งไม่ได้มีป้ายแสดงบอกทางขาดความชัดเจนในการเดินทาง

ส่วนแนวทางการใช้ประโยชน์จากการจัดการโลจิสติกส์ท่องเที่ยว เพื่อส่งเสริมการตลาด หนึ่งตำบลหนึ่งผลิตภัณฑ์ ประกอบด้วย 7 ด้าน ดังนี้ 1) ด้านการจัดเส้นทางท่องเที่ยว และยานพาหนะท่องเที่ยว ควรมีจุดบริการระหว่างการเดินทางตลอดเส้นทางการเดินทาง การมีป้ายบอกระยะทางจากจุดที่นักท่องเที่ยวอยู่ไปถึงแหล่งท่องเที่ยว และมีป้ายบอกทางน้อย 2) ด้านการให้บริการด้านข้อมูลข่าวสารของแหล่งท่องเที่ยวและหน่วยงานภาครัฐ ควรมีการประชาสัมพันธ์อย่างต่อเนื่องจะทำให้นักท่องเที่ยวเกิดการตัดสินใจเข้ามาท่องเที่ยวตามเอกลักษณ์ของจังหวัด 3) ด้านเอกลักษณ์ หรือจุดเด่นด้านการท่องเที่ยว ควรเน้นความเป็นธรรมชาติ ศิลปะ มีวิถีชีวิตของชุมชน และการรักษาความเป็นชาติพันธุ์ที่มีความเป็นเอกลักษณ์เฉพาะของชุมชน ดังนั้น ชุมชน ผู้ประกอบการ และหน่วยงานภาครัฐควรเข้าให้ความช่วยเหลือด้านการให้ความรู้ด้านการบริหารจัดการ มีการประเมินผล และเข้าร่วมพัฒนาการท่องเที่ยวให้เกิดความยั่งยืน

ส่วนทางด้านการตลาด (Marketing) ด้านผลิตภัณฑ์ หากมีการปรับเปลี่ยนจากรูปทรงแบบเดิมให้สอดคล้องกับยุคสมัยที่เปลี่ยนไป ก็จะสามารถเพิ่มยอดขายได้ รวมถึงการสร้างเรื่องราว (Story) ความเป็นมาของผลิตภัณฑ์หรือจุดขายเป็นสามารถค้นพบได้นำมาใช้ให้เกิดการจดจำและน่าสนใจ ด้านราคา การตั้งราคาจะขึ้นอยู่กับขนาด รูปแบบ และลวดลาย หรือการจัดสินค้าให้เป็นชุดแล้วคิดราคารวมอุปกรณ์ที่นำมาตกแต่ง แต่อย่าลืมการบวกคุณค่าลงไปในราคาด้วย ด้านการจัดจำหน่าย ควรมีการจัดจำหน่ายมีทั้งขายแบบปลีกส่ง หรือจำหน่ายผ่านตัวแทนขาย ซึ่งจะทำให้สินค้ากระจายไปทั่วพื้นที่ทั้งในจังหวัดและต่างจังหวัด อีกทั้งจะทำให้นักท่องเที่ยวสามารถหาแหล่งซื้อสินค้าที่เป็นของฝากได้หลากหลายแห่ง รวมทั้งการปรับเปลี่ยนเปิดเป็นสถานที่ท่องเที่ยวหรือแหล่งให้นักท่องเที่ยวได้เข้ามาชม มีการสาธิต เปิดโอกาสให้นักท่องเที่ยวลงมือทำด้วยตนเอง และด้านการส่งเสริมการตลาด โดยผ่านสื่อออนไลน์นำเอาเทคโนโลยีเข้ามาช่วยสนับสนุน เช่น เว็บไซด์ เฟสบุ๊คส์ (Face book) ไลน์ (Line) อินสตาแกรม (Instagram) ซึ่งจะเป็นการลดต้นทุนในการดำเนินการทางการตลาดได้เป็นอย่างดี

มีกรณีศึกษาไร่กำนันจุล ปัจจุบันเป็นสถานที่ท่องเที่ยวเชิงเกษตรบนเนื้อที่กว่า 10,000 ไร่ มีลักษณะเป็นสวนเกษตรแบบผสมผสาน บนพื้นที่ 200 ไร่ ซึ่งให้ผลผลิตตลอดทั้งปี ทุกครั้งที่ได้มาเที่ยวจังหวัดเพชรบูรณ์จะต้องแวะซื้อของฝากที่ร้านไร่กำนันจุล ซึ่งที่นี้ไม่ได้มีแต่เพียงของฝากเท่านั้น แต่ยังเปิดเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตร (ฟาร์มสเตย์) ให้เข้าไปชมไร่และโรงงานด้วยการนั่งรถพ่วงโดยแวะตามจุดต่าง ๆ ภายในไร่อีกด้วย โดยวางกิจกรรมท่องเที่ยวภายในไร่ดังนี้ 1. ชมประวัติกำนันจุล และการสืบทอดเจตนารมณ์ของคนรุ่นหลัง  2. ชมขั้นตอนการผลิตเส้นไหม ด้วยเครื่องจักรที่ทันสมัยที่สุดในโลก  3. ชมการเลี้ยงไส้เดือนแบบอุตสาหกรรม ซึ่งเป็นดัชนีชี้วัดสารเคมีในสวน  4. ชมสวนสละ และสาธิตวิธีการผสมเกสรสละ 5. ชมการเลี้ยงไหมของเกษตรกร  6. ชมการทำประมงน้ำจืดขนาดใหญ่พื้นที่3,000 ไร่ 7.ชมสวนส้มโชกุน ส้มโอ ส้มเช้ง และ 8. กิจกรรมการตกปลา

ดังนั้น จะเห็นได้ว่า กรณีศึกษาดังกล่าว ได้มีการนำการจัดการโลจิสติกส์เพื่อการท่องเที่ยวมาใช้ในการส่งเสริมทางการตลาด ไม่ว่าจะเป็นจังหวัดใด หรือจุดใดก็ตามที่กำลังประสบปัญหาในลักษณะเช่นนี้ ก็สามารถนำบทเรียนหรือกรณีศึกษานี้ นำไปใช้ประโยชน์ในการจัดการโลจิสติกส์ท่องเที่ยวและการตลาดให้เกิดประสิทธิภาพและประสิทธิผลได้ โดยไม่จำเป็นว่าจะต้องเป็นจังหวัดขนาดเล็ก นักท่องเที่ยวไม่อยากเดินทางไป ฯลฯ แต่จะต้องการสร้างสิ่งอำนวยความสะดวก ความน่าสนใจ การสร้างเรื่องราว ความเป็นดั้งเดิม ฯลฯ ซึ่งจะเป็นสิ่งดึงดูดจูงใจให้นักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและต่างประเทศหันมาสนใจตัดสินใจมาเที่ยวตามแหล่งต่าง ๆ ของจังหวัดได้.