ปัจจุบันเป็นยุคที่ผู้บริโภคนิยมช้อปปิ้งทางออนไลน์ และมีแนวโน้มของผู้บริโภคจะมีการจับจ่ายใช้สอยผ่านช่องทางออนไลน์เพิ่มมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นอีคอมเมิร์ซจากหน้าร้านออนไลน์ เว็บไซต์ เฟสบุ๊ค (Facebook) ไลน์ (Line) อินสตาแกรม (Instagram) ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นสินค้าแฟชั่น ผลิตภัณฑ์เสริมความงาม อาหาร อาหารเสริม สินค้าประเภทไอที หรือเครื่องออกกำลัง เป็นต้น ซึ่งเจ้าของธุรกิจสินค้าออนไลน์จะต้องหาวิธีการบริหารจัดการในการจัดส่งสินค้าให้ดีขึ้น เพราะลูกค้าต้องการได้รับสินค้าเร็วขึ้น ราคาที่ถูกกว่าตามแหล่งอื่นหรือตามท้องตลาด และไม่เกิดการแตกหักเสียหาย

ปรากฏการณ์ดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่าโลกออนไลน์กำลังเป็นตัวทำลายการทำธุรกิจรูปแบบเก่าที่มุ่งขายแต่เพียงหน้าร้านอย่างเดียวเท่านั้น แต่ก็เป็นโอกาสทางธุรกิจของผู้ให้บริการโลจิสติกส์ ซึ่งเป็นตัวกลางในการทำหน้าที่กระจายสินค้าไปถึงจุดหมายปลายทางแก่ลูกค้า ไม่ว่าจะเป็นแบบภาคธุรกิจถึงภาคธุรกิจ (Business to Business : B2B) แบบธุรกิจถึงลูกค้า (Business to Customer : B2C) หรือแบบลูกค้าถึงลูกค้า (Customer to Customer : C2C)

มาดูกลยุทธ์ของผู้ให้บริการโลจิสติกส์ในการทำหน้าที่กระจายสินค้าไปถึงจุดหมายปลายทางแก่ลูกค้าว่า ปัจจุบันมีการดำเนินการอย่างไร? จึงทำให้ผู้ประกอบการสินค้าออนไลน์มั่นใจในการใช้บริการเพื่อการจัดส่งสินค้าถึงมือผู้บริโภค เพราะหากให้บริการที่ดีแก่ลูกค้าก็จะส่งผลให้เกิดความไม่เชื่อถือต่อผู้ประกอบการสินค้าออนไลน์ตามไปด้วยเช่นกัน ซึ่งมีการดำเนินการ ดังนี้

1. มีการเลือกแบ่งส่วนทางการตลาดตาม Segment ที่แตกต่างกันไป บางรายจับตลาดผู้บริโภค บางรายจับตลาดผู้ประกอบการรายย่อย ดังนั้น จากภาวะการแข่งขันที่เพิ่มมากขึ้นอาจจะมีการ Focus กลุ่มตลาดเป้าหมายที่เป็นกลุ่มเดียวกัน

2. จากการที่มีผู้ให้บริการโลจิสติกส์เพิ่มมากขึ้น ทำให้บางรายต้องเน้นในเรื่องการบริหารจัดการภายในให้ดีด้วยการเพิ่มทีมงานและเพิ่มโครงสร้างพื้นฐานเครือข่ายหรือเน็ตเวิร์ค พร้อมทั้งการสร้าง Brand และราคาที่เหมาะสมกับคุณภาพการบริการควบคู่กันไปด้วย นอกจากนี้ มีการเน้นคุณภาพการบริการทั้งพนักงานขับรถและฝ่ายบริการลูกค้า โดยจะมีการเช็กประวัติอาชญากรรมของคนขับ มีการประกันการขนส่ง อีกทั้งกำหนดอัตราการขนส่งสำเร็จอยู่ที่ 99.90% นับตั้งแต่ลูกค้ามีความต้องการส่งสินค้าและเรียกใช้งานผ่านแอปพลิเคชั่นจนกระทั่งสินค้าถึงมือผู้รับ

3. ในอดีตการส่งพัสดุผู้บริโภคยังไม่มีความมั่นใจจึงใช้วิธีการเก็บเงินปลายทาง (Cash on Delivery-COD) ซึ่งทำให้ลูกค้าเกิดความมั่นใจในระดับหนึ่ง ต่อมาปัจจุบันผู้ประกอบการโลจิสติกส์มีบริการการส่งสินค้าออนไลน์พยายามวางแพลตฟอร์มให้ผู้บริโภคเข้าใจในการส่งพัสดุด่วนง่ายขึ้นและเป็นโลจิสติกส์โซลูชั่น คือ ส่งของแล้วให้เก็บเอกสาร และถ่ายรูปกลับมาด้วย 

4. มีการพัฒนาคลังสินค้าทำให้ต้องลงทุนทางนำระบบไอทีเข้ามาช่วยเสริมการบริหารจัดการเข้ามาใช้มากขึ้น และวางระบบในการนำสินค้าเข้าออกจากคลังให้สอดคล้องกับความต้องการของผู้บริโภค รวมถึงการออกแบบสร้างศูนย์กระจาย และคลังจัดเก็บสินค้า โดยออกแบบพื้นที่การจัดเก็บจะน้อย เพื่อให้รถเล็กสามารถเข้าออกได้ง่าย เพราะผู้ค้าออนไลน์ต้องระบายสินค้ารวดเร็วกระจายได้มากขึ้น อีกทั้งบางแห่งใช้ในลักษณะเป็น Cross Docking  หรือคลังสินค้า ศูนย์กระจายสินค้าซึ่งทั้งรับสินค้าและส่งสินค้าในเวลาเดียวกันโดยใช้เวลาไม่เกิน 24 ชม.

5. บางแห่งเน้นรับบริการส่งถึงบ้านผู้บริโภคมากขึ้น เช่น มีการกำหนดทุกวันศุกร์ หากลูกค้านำสินค้ามาให้กับทางบริษัทก็จะส่งตามเวลาที่กำหนด โดยบริษัทจะส่งสินค้าถึงปลายทางในวันหยุดทันที ส่งผลทำให้ช่วงวันเสาร์อาทิตย์ มีผู้บริโภคหรือผู้ประกอบการธุรกิจออนไลน์มาใช้บริการในสัดส่วนที่เพิ่มขึ้น

อย่างไรก็ตาม ผู้ให้บริการโลจิสติกส์บางรายไม่สามารถดำเนินการด้วยตนเองได้ครบวงจร มักจะมีการว่าจ้าง Outsource จากภายนอก จนอาจทำให้คุณภาพการให้บริการด้อยลง ดังนั้น การควบคุมคุณภาพและมาตรฐานการให้บริการตลอดเส้นทางการจัดการโลจิสติกส์จึงเป็นสิ่งที่การันตีความยั่งยืนการเป็นตัวกลางทางธุรกิจ.