สถาบันยานยนต์ นับเป็นองค์กรที่มีส่วนผลักดันการพัฒนาและเพิ่มศักยภาพทางการแข่งขันในตลาดโลก ให้แก่อุตสาหกรรมยานยนต์ไทยเป็นอย่างมาก พร้อมทั้งยังมีการการศึกษาวิจัยที่เกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมยานยนต์ รวมถึงเป็นแหล่งเผยแพร่ข้อมูลต่างๆ ที่เกี่ยวกับอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย อีกทั้งยังดำเนินการทดสอบผลิตภัณฑ์ตามมาตรฐานในประเทศและต่างประเทศ และการให้คำแนะนำในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ นอกจากนี้ยังมีการพัฒนาผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมยานยนต์ ทั้งการฝึกอบรมบุคลากร และการให้คำปรึกษาแนะนำสถานประกอบการ

ล่าสุด ทีมกองบรรณาธิการ BUS & TRUCK ได้มีโอกาสเข้าไปสัมภาษณ์พิเศษ คุณอดิศักดิ์ โรหิตะศุน กรรมการสถาบันยานยนต์ ผู้ทำการแทนผู้อำนวยการสถาบันยานยนต์ รวมทั้งยังได้ร่วมพูดคุยแลกเปลี่ยนถึงมุมมองของอุตสาหกรรมยานยนต์ที่จะมีการเปลี่ยนแปลงไปในอนาคต โดยมีเนื้อหา ดังต่อไปนี้

คุณอดิศักดิ์ โรหิตะศุน กรรมการสถาบันยานยนต์ ผู้ทำการแทนผู้อำนวยการสถาบันยานยนต์

มีมุมมองต่อทิศทางอุตสาหกรรมยานยนต์ของประเทศไทยในอนาคตอย่างไร : ในอนาคตอันใกล้ ความต้องการใช้งานยานยนต์ของผู้บริโภคจะเปลี่ยนไปสู่ Smart Mobility ที่หมายถึง การเดินทางที่สามารถเชื่อมต่อ (Connected) การเดินทางในรูปแบบต่าง ๆ และเป็นการเดินทางที่สะดวก (Comfort) ปลอดภัย (Safety) พาหนะที่ใช้เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม (Clean) รวมทั้งต้องมีราคาที่สมเหตุผล (Affordable price) และทำให้ผู้คนสามารถเข้าถึงการเดินทางได้อย่างไม่เลือกปฏิบัติ (Accessible) ดังนั้น การผลิตยานยนต์ต่อจากนี้ไป จะต้องตอบสนองต่อความต้องการดังกล่าว โดยแนวคิดการผลิตในอุตสาหกรรมยานยนต์จากที่ใช้เทคโนโลยีเป็นปัจจัยผลักดัน (Technology push) จะกลายเป็นการผลิตที่ถูกขับเคลื่อนจากตลาด (Market pull) มากยิ่งขึ้น หากผู้ประกอบการไม่สามารถปรับตัวเพื่อเปลี่ยนผ่านได้ การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวจะกลายเป็นการ Disrupt อุตสาหกรรมยานยนต์ปัจจุบัน

ปัจจุบัน อุตสาหกรรมยานยนต์มีความพยายามพัฒนาเทคโนโลยี เพื่อให้ตอบสนองความต้องการ Smart Mobility โดยเริ่มจากเทคโนโลยียานยนต์ที่ขับเคลื่อนด้วยมอเตอร์ไฟฟ้า หรือ Electric vehicle (xEV) เพื่อแก้ไขปัญหาด้านสิ่งแวดล้อมและการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ และเทคโนโลยีต่อมา คือ การเชื่อมต่อและขับขี่ยานยนต์อัตโนมัติ หรือ Connected and Automated Vehicle (CAV) เพื่อช่วยเพิ่มความสะดวกสบาย และช่วยเพิ่มความปลอดภัยในการขับขี่ รวมถึงช่วยลดปัญหาการจราจรคับคั่ง ซึ่งอยู่ในช่วงพัฒนาไปสู่การขับขี่โดยยานพาหนะทั้งหมด (Fully autonomous) ต่อไป

การเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยียานยนต์ทั้ง EV และ CAV จะส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในห่วงโซ่อุปทานการผลิตยานยนต์ไทยในปัจจุบัน กล่าวคือ ในด้านผลิตภัณฑ์ จะเกิดชิ้นส่วนใหม่ ๆ ได้แก่ ชิ้นส่วนที่เกี่ยวกับระบบตรวจจับ (Sensor) และกล้อง รวมถึงจะต้องนำระบบดิจิตอลและซอฟท์แวร์มาใช้ในระบบต่าง ๆ ของรถยนต์มากยิ่งขึ้น โดยมีการประมาณการณ์ว่าในอนาคตมูลค่าของรถยนต์หนึ่งคันจะประกอบด้วยมูลค่าของซอฟท์แวร์ถึงร้อยละ 40 ในด้านรูปแบบการจัดซื้อ ผู้ผลิตรถยนต์จะซื้อชิ้นส่วนในรูปแบบของ Module มากกว่า การซื้อแบบชิ้นส่วนย่อย ๆ โดยเหตุผลสำคัญ คือเพื่อประหยัดเวลาการออกแบบและพัฒนาชิ้นส่วน โดยมอบหน้าที่ดังกล่าวให้ผู้ผลิตชิ้นส่วนเป็นผู้รับผิดชอบ

ดังนั้น ผู้ผลิตชิ้นส่วนจึงต้องพัฒนาความสามารถการผลิตให้สามารถออกแบบ รวมถึงทำวิจัยพัฒนาชิ้นส่วน เพื่อให้สามารถส่งมอบชิ้นส่วนแบบ Module ให้กับผู้ผลิตรถยนต์ให้ได้ อีกทั้ง ยังต้องปรับกระบวนการผลิตให้มีความยืดหยุ่น ในขณะที่ยังต้องมีความรวดเร็วและแม่นยำอยู่ เพื่อตอบสนองการผลิตรถยนต์ที่จะมีช่วงเวลาการพัฒนารุ่นรถสั้นลง (Model life) เนื่องจากความต้องการของผู้บริโภคที่มีหลากหลายและเปลี่ยนแปลงมากขึ้น

ทั้งนี้ ผลจากการเปลี่ยนแปลงในรูปแบบการจัดซื้อยังส่งผลให้เกิดผู้เล่นรายใหม่ในห่วงโซ่อุปทาน ซึ่งจะอยู่ระหว่างผู้ผลิตรถยนต์และผู้ผลิตชิ้นส่วนลำดับที่หนึ่ง (1st Tier) ที่เรียกว่า ผู้ผลิตชิ้นส่วนในลำดับที่ 0.5 (Tier 0.5) ซึ่งเป็นผู้ผลิตที่มีความสามารถออกแบบและพัฒนาชิ้นส่วนร่วมกับผู้ผลิตรถยนต์ในระดับ Module ได้ รวมทั้งมีความสามารถรวม Module หรือระบบต่าง ๆ เข้าด้วยกัน เพื่อส่งให้ผู้ผลิตรถยนต์ได้

มองว่าผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมยานยนต์ต้องปรับตัวอย่างไรในสถานการณ์ปัจจุบัน : สิ่งที่ผู้ผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ไทยควรเร่งดำเนินการโดยเร็วและต้องทำอย่างต่อเนื่อง คือ เรื่อง Process improvement ในหัวข้อที่สนใจ เพราะต้องใช้ระยะเวลาดำเนินการอย่างน้อย 7-10 ปี เพื่อให้ผู้ผลิตรถยนต์ยอมรับความสามารถการผลิตของผู้ผลิตรายนั้น และเริ่มที่จะรักษาคำสั่งซื้อที่เข้ามาได้ ประกอบกับสภาวะการแข่งขันที่รุนแรง ล้วนแล้วแต่ทำให้มีโอกาสน้อยมากที่ผู้ผลิตรถยนต์จะมาเสียเวลากับผู้ประกอบการรายใดรายหนึ่งเพื่อรอเวลาให้เกิดการพัฒนา

อย่างไรก็ตาม จากประสบการณ์ของผู้ผลิตชิ้นส่วนหลายรายที่กำลังเผชิญคือ วันนี้ความสนิทชิดเชื้อในแง่ของการถ่ายโอนเทคโนโลยีการผลิตกับบริษัทรถยนต์เจ้าของแบรนด์ไม่ได้มีมากเช่นในอดีต ส่วนหนึ่งเป็นผลจากการที่ผู้ผลิตชิ้นส่วนมีการผลิตชิ้นส่วนให้กับหลายค่ายรถยนต์ ความกังวลเกี่ยวกับการรั่วไหลทางเทคนิคจึงเกิดขึ้น อีกส่วนหนึ่งคือ วันนี้ผู้ผลิตชิ้นส่วนต่างชาติซึ่งเป็นบริษัทลูกของค่ายรถยนต์เองก็มีจำนวนมากขึ้น ทำให้พื้นที่เล่นของผู้ผลิตไทยลดลง

ดังนั้น จึงอาจกล่าวได้ว่า สิ่งที่ผู้ผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ไทยต้องดำเนินการในระยะสั้น คือ การคงสถานะในห่วงโซ่อุปทานเดิมให้ได้ และในเวลาคู่ขนานต้องเร่งพัฒนาความสามารถไปสู่การผลิตในอุตสาหกรรมยานยนต์สมัยใหม่ โดยเฉพาะองค์ความรู้และความสามารถการผลิตที่เกี่ยวข้องกับชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์และการเขียนซอฟต์แวร์ รวมทั้งความสามารถการรวมระบบต่าง ๆ (System integration)

ที่ผ่านมาสถาบันยานยนต์มีส่วนช่วยผลักดันและพัฒนาอุตสาหกรรมยานยนต์อย่างไรบ้าง : 1.งานด้านศึกษาวิจัยเพื่อสนับสนุนการกำหนดนโยบายภาครัฐ ได้แก่ โครงการจัดทำแผนแม่บทพัฒนาอุตสาหกรรมยานยนต์ ฉบับที่ 1 ปี พ.ศ. 2545-2549 ฉบับที่ 2 ปี พ.ศ. 2550-2554 ฉบับที่ 3 ปี พ.ศ. 2555-2559 และ ปัจจุบัน (ปี พ.ศ. 2562) จัดทำข้อเสนอแนะเชิงนโยบายต่อ ทิศทางการพัฒนาอุตสาหกรรมยานยนต์สมัยใหม่

2.งานบริการด้านมาตรฐานและการทดสอบผลิตภัณฑ์ เพื่อยกระดับมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมยานยนต์

3.งานด้านพัฒนาบุคลากรและสถานประกอบการ ได้แก่ โครงการพัฒนาบุคลากรในอุตสาหกรรมยานยนต์ (AHRDP) โครงการพัฒนาผู้ผลิตชิ้นส่วน (SDP) โครงการชุบชีวิตธุรกิจไทย (ITB) โครงการเสริมสร้างเทคโนโลยีการผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ (ATBP)

เป้าหมายในอนาคตของสถาบันยานยนต์ : สถาบันยานยนต์ต้องการเป็นคลังสมองของอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย (Automotive Think Tank) ที่ชี้นำให้อุตสาหกรรมยานยนต์ไทย มีความสามารถแข่งขันในระดับชั้นนำบนเวทีโลก และการผลิตสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับเศรษฐกิจไทยอย่างยั่งยืน

โดย…น้าเช

กดติดตาม เพื่อรับข่าวสารในแวดวงนี้ส่งก่อนใคร 

https://www.facebook.com/busandtruckexpo/

https://line.me/R/ti/p/%40eci6103k

https://www.busandtruckmedia.com/