เมื่อโมเดลของธุรกิจมีการเปลี่ยนแปลงไปตามพลวัตโลกในทศตวรรษที่ 21 และนโยบาย Thailand 4.0 ดังนั้น เพื่อให้สอดรับกับสภาวการณ์ดังกล่าวและตามความต้องการของผู้ประกอบการ ซึ่งการได้มาบัณฑิตที่มีคุณภาพจะทำให้ธุรกิจสามารถทำงานได้ตามที่คาดหวัง ลดต้นทุนทางด้านเวลาและค่าใช้จ่ายในการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ลงไปได้ อีกทั้งยังสามารถสร้างความสามารถทางการแข่งขันของธุรกิจทางอ้อมได้อีกด้วย

อย่างไรก็ตาม ถึงแม้มหาวิทยาลัยที่มีการเปิดสาขาการจัดการโลจิสติกส์จะมีกระบวนการจัดการเรียนการสอนมุ่งเน้นคุณภาพบัณฑิตอยู่แล้วก็ตาม แต่ความท้าทายทั้งมหาวิทยาลัยและผู้เป็นบัณฑิตสาขาดังกล่าวที่จะต้องพัฒนาตนเองให้มีคุณภาพที่พึงประสงค์ของผู้ประกอบการธุรกิจโลจิสติกส์และซัพพลายเชน จึงควรมีพัฒนาให้เกิดคุณภาพตามประเด็นเหล่านี้

1. มีความเป็นมืออาชีพ (Professional) การที่จะทำอะไรก็ตามต้องมีความรู้ ความเชี่ยวชาญ การตรงต่อเวลา บุคลิกภาพ การมีจิตสำนึกและมีวินัยในการทำงาน นอกจากนี้ การเขียนเอกสารที่รวบรวมประวัติย่อในการแนะนำตัวกับผู้ประกอบการ(Resume) เป็นภาษาอังกฤษ รวมถึงการใช้อีเมล์แอดเดรส (E-mail Address)

2. การมีใบประกาศนียบัตรวิชาชีพระดับสากล (International Standard Certification) ต้องยอมรับว่าการเรียนในห้องเรียนอาจไม่เพียงพอกับสถานการณ์ทางธุรกิจที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว ซึ่งการเข้าอบรมกับสถาบันวิชาชีพต่าง ๆ ที่ได้รับการยอมรับจากธุรกิจทั้งในประเทศและต่างประเทศ จะทำให้เป็นหนึ่งในตัวเลือกของผู้ประกอบการได้ อาทิ ใบรับรองผล TOEIC ประกาศนียบัตร C.P.S C.P.K CPSM หรือการอบรมและทดสอบมาตรฐานฝีมือแรงงานแห่งชาติ เป็นต้น

3. การหาประสบการณ์ในต่างประเทศ (Oversea experience) ในยุคที่โลกธุรกิจเล็กและแคบลง การลองออกไปเปิดโลกทัศน์ด้วยการทำงาน/ฝึกงานต่างประเทศ (Work and Travel) เพียง 2-3 เดือน ก็จะได้รับประสบการณ์ตรง แต่หากไม่มีโอกาสฝึกงาน/ทำงาน การออกไปเดินทางท่องเที่ยวในต่างประเทศหรือประเทศเพื่อนบ้าน ก็จะได้มุมมองในเชิงธุรกิจอีกแบบหนึ่ง

4. การติดต่อสื่อสารผ่านทางสายตา (Eye contact communication) การสบตาหรือ Eye Contact นับว่าเป็นหนึ่งในอวัจนภาษาที่แสดงถึงความตั้งใจฟังและการให้ความสำคัญกับคู่สนทนา เมื่อผู้พูดสบตาผู้ฟังจะช่วยดึงความสนใจของผู้ฟัง หากมีอาการตื่นเต้นหรือประหม่าอาจมีการก้มหน้าลงเล็กน้อยหรือมองผ่านไกลคู่สนทนา การสบตาที่ดีควรเป็นไปอย่างธรรมชาติ รู้สึกผ่อนคลาย ทำใจสบาย ๆ

5. สรุปผลให้เป็น (Summarization) ไม่ว่าจะเป็นรายงานการประชุม การสรุปผลการทำงานหรือผลงาน จะช่วยให้ผู้บริหารสามารถพิจารณาตัดสินใจเรื่องต่าง ๆ ได้อย่างถูกต้องและรวดเร็ว ซึ่งทักษะการสรุปผลให้เป็นนั้น ถือว่าเป็นหัวใจสำคัญที่จะช่วยให้การสรุปประเด็นได้อย่างมีประสิทธิภาพ

6. มีทักษะในการนำเสนอ (Presentation skill and Script) ปัจจุบันผู้บริหารส่วนใหญ่มีเวลาฟังการนำเสนออย่างมากไม่เกิน 3 นาที หากเกินกว่านี้ ความสนใจก็จะลดลงหรือยกเลิกการฟังการนำเสนอชิ้นนั้น ซึ่งทักษะการนำเสนอด้วยวาจาเป็นหนึ่งในทักษะที่ทุกคนจะต้องฝึกฝนอย่างยิ่งในการนำเสนอผลงาน แผนงาน โครงการ หรือแม้กระทั่งนำเสนอความคิดเห็นต่าง ๆ และการจัดทำเป็นในรูปเล่มรายงาน พร้อมทั้งเสนอแนะปัญหาต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นจากการทำงานได้จริง

7. เสนอทางเลือก (Options with pros and cons) จะสอดคล้องกับทักษะในการนำเสนอ ดังนั้น จะต้องเสนอทางเลือกอย่างน้อย 2 ทาง เช่น โครงการ A มีการสั่งซื้อเครื่องจักรมา 3 ยี่ห้อ โดยอธิบายข้อดีข้อเสีย ในแต่ละยี่ห้อ แล้วก็สรุปว่าควรจะเลือกยี่ห้อใด เหตุผล พร้อมทั้งเสนอวิธีการแก้ไขปัญหาอีกด้วย

8. สมมุติสถานการณ์ (Simulation) เป็นการสร้างจินตนาการหรือคาดเดาว่า ถ้าเกิดเหตุการณ์แบบนี้ จะแก้ไขอย่างไร โดยสมมติเหตุการณ์ก่อนแล้วคิดหาทางแก้ไสถานการณ์นั้น ๆ

9. จัดวางลำดับก่อนหลังได้ดี (Prioritization) ในชีวิตการทำงานมักจะพบกับปัญหางานล้นมือ หรือทำงานไม่ทันเวลาอยู่เสมอ ซึ่งจะต้องจัดสรรเวลาการจัดเรียงลำดับของงานตามสถานการณ์/ตามความเร่งด่วนเพื่อให้เป็นไปตามเป้าหมายในระยะเวลาที่กำหนด โดยไม่ส่งผลกระทบต่อองค์การ

นี่คือคุณภาพบัณฑิตที่ผู้ประกอบการโลจิสติกส์และซัพพลายเชนพึงประสงค์ โดยกลั่นกรองจากประสบการณ์ของผู้เขียน ซึ่งการรอมหาวิทยาลัยพัฒนาคุณภาพบัณฑิตสาขาการจัดการโลจิสติกส์อาจไม่เพียงพอและทันเวลา ดังนั้น ผู้ที่เป็นบัณฑิตเองจึงต้องสร้างคุณภาพให้แตกต่างไปจากผู้จบจากมหาวิทยาลัยอื่นด้วย.