เมื่อเร็วๆ นี้ ที่โรงแรมเสนาเพลส ถนนพหลโยธิน มูลนิธิการพัฒนาแรงงานและอาชีพ ได้จัดงานเสวนา “ทางออกของขนส่งมวลชนในยุคดิจิทัล เมื่อโลกขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยี” โดยมีวิทยากรและผู้เชี่ยวชาญร่วมเสวนา พร้อมกับมีกลุ่มผู้ขับขี่รถจักรยานยนต์รับจ้างและผู้ขับรถแท็กซี่เข้าร่วมประชุมและหารือถึงเรื่องที่รัฐบาลผลักดันให้คนขับรถส่วนบุคคลป้ายดำซึ่งไม่ได้มีอาชีพขับรถรับจ้างสาธารณะ มาทำให้ถูกกฎหมาย

คุณเฉลิม ชั่งทองมะดัน รองประธานสมาพันธ์แรงงานนอกระบบ (ประเทศไทย) /นายกสมาคมผู้ขับขี่รถจักรยานยนต์รับจ้างแห่งประเทศไทย เปิดเผยกับทีมข่าว BUS & TRUCK ว่า ตนในฐานะที่เป็นหนึ่งในผู้ประกอบอาชีพขับขี่รถจักรยานยนต์รับจ้างพร้อมกับเพื่อนร่วมอาชีพเดียวกันได้เข้าร่วมมงานเสวนา และเข้าร่วมประชุมเครือข่ายรถรับจ้างสาธารณะในครั้งนี้ เนื่องจากตนมองว่า ที่ผ่านมามีการนำรถจดทะเบียนผิดประเภทมาวิ่งหารายได้ผ่านแอปพลิเคชั่น แต่ภาครัฐกลับมีการเพิกเฉยไม่บังคับใช้กฏหมายอย่างเท่าเทียม อีกทั้งกระทรวงคมนาคมยังมีการผลักดันกฎหมายเกี่ยวกับการนำรถบ้านมาวิ่งให้บริการ ดังนั้นจึงต้องการความชัดเจนในเรื่องนี้

“ที่เรามาวันนี้เพราะต้องการมาเรียนรู้เรื่องกฎหมายที่ทางภาครัฐกำลังผลักดันให้รถบ้านมาวิ่งให้บริการและหารายได้จากแอปพลิเคชั่น ซึ่งตรงนี้เรามองว่ามันไม่มีความเป็นธรรมสำหรับกลุ่มผู้ประกอบอาชีพขับรถรับจ้างสาธารณะที่มีการจดทะเบียนอย่างถูกต้อง เช่น รถจักรยานยนต์รับจ้าง และรถแท็กซี่ ที่มีกระบวนการต่าง ๆ เข้มงวดและหลายขั้นตอนกว่า อีกทั้งยังเป็นการเอื้อผลประโยชน์ให้กับนายทุนที่เข้ามาจากต่างชาติอีกด้วย”

คุณเฉลิมกล่าวต่อว่า หากภาครัฐมีการผลักดันให้มีการนำรถบ้านมาวิ่งให้บริการสำเร็จ ทางกลุ่มผู้ขับขี่รถจักรยานยนต์รับจ้างและผู้ขับรถแท็กซี่ จะมีการหารือกันอีกหลังจากนี้ต่อไป ซึ่งตนอยากจะฝากไปยังภาครัฐว่า ขอให้มีการบังคับใช้กฏหมายอย่างเท่าเทียม พร้อมกับยืนยันว่ากลุ่มผู้ขับขี่รถจักรยานยนต์รับจ้างและผู้ขับรถแท็กซี่ไม่ได้มีความต้องการที่จะขัดขวางโลกยุคดิจิทัลแต่อย่างใด เพียงแต่ต้องการให้ทุกอย่างเป็นไปตามกฎหมายและมีความเป็นธรรมกับทุกฝ่ายเท่านั้น

ด้าน ดร.โฆสิต สุวินิจจิต นักบริหารและผู้สมัครผู้ว่ากทม.(อิสระ) ได้ร่วมแสดงความคิดเห็นในการประชุมเครือข่ายรถรับจ้างสาธารณะโดยมีประเด็นต่างๆ ที่น่าสนใจ ดังนี้

1.เรื่องการผลักดันให้อาชีพผู้ขับรถสาธารณะ(รถแท็กซี่ มอเตอร์ไซด์ รถเมล์ รถบัส สามล้อฯลฯ) มีสภาวิชาชีพ เหมือนอาชีพอิสระอื่นๆที่สำคัญ เพราะเป็นวิชาชีพที่สำคัญเกี่ยวกับความปลอดภัยชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน จะได้มีการพัฒนาและการกำหนดมาตรฐานและคุ้มครองอาชีพนี้ในระยะยาว

2.ขอให้เครือข่ายอาชีพขับรถสาธารณะสามัคคีรวมกันให้เป็นหนึ่งจริง ๆ แล้วหาข้อสรุปความต้องการร่วมกันให้ได้ชัดเจน (ที่เป็นประโยชน์ต่อวิชาชีพและสังคม) แล้วนำเสนอต่อรัฐบาล หรือ รัฐสภา ซึ่งจะได้รับการพิจารณาแน่นอน เพราะมีผลกระทบต่อเศรษฐกิจสังคมวงกว้าง เพียงแค่ใน กทม.ก็มีผู้ขับรถสาธารณะ2แสนกว่าคน หรือ 2แสนกว่าครอบครัว คิดเป็นจำนวนประชากรเป็นล้านคน

3.ยื่นเสนอแก้กฎหมายที่เป็นอุปสรรคกับวิชาชีพ ให้กับประธานสภาผู้แทนราษฎรหรือประธานรัฐสภา ซึ่งปัจจุบันรัฐธรรมนูญใหม่ 2560 ใช้ผู้มีสิทธิ์เลือกตั้ง 10,000 คน ก็เสนอยื่นแก้กฎหมายได้แล้ว

สำหรับการประชุมและหารือในครั้งนี้ได้ข้อสรุป คือ ผู้เข้าประชุมต้องการให้รัฐบาลเข้มงวดกับการบังคับใช้กฎหมายกับผู้กระทำผิดกฎหมาย ไม่ได้มีปัญหากับเทคโนโลยีหรือแอปพลิเคชันเรียกรถรับจ้างแต่อย่างใด แต่มีปัญหากับรัฐบาลในการที่จะทำให้คนขับส่วนบุคคลป้ายดำ ที่ไม่ได้มีอาชีพขับรถรับจ้างสาธารณะ ซึ่งผิดกฏหมาย มาทำให้ถูกกฎหมาย ฯลฯ

ทั้งนี้ กรุงเทพมานครมีจำนวนรถมอเตอร์ไซด์รับจ้างที่ขึ้นทะเบียนจำนวน 130,000 คัน รถแท็กซี่ 100,000คัน รวม 230,000 คัน ซึ่งอาชีพนี้มีผลกระทบถึง 230,000 ครอบครัว ทางกลุ่มผู้ขับขี่รถจักรยานยนต์รับจ้างและผู้ขับรถแท็กซี่ จึงต้องการให้รัฐบาลทบทวนถึงนโยบายดังกล่าว

บรรยากาศ

โดย…น้าเช

กดติดตาม เพื่อรับข่าวสารหรือความเคลื่อนไหวในแวดวงนี้ก่อนใคร

https://www.facebook.com/busandtruckexpo/

https://line.me/R/ti/p/%40eci6103k

https://www.busandtruckmedia.com/