อุตสาหกรรมการผลิตรถบรรทุกในประเทศไทยต้องบอกเลยว่ายังล้าหลังกับยักษ์ใหญ่อย่าง ประเทศญี่ปุ่น อยู่มากนักทั้งในเรื่องโรงงานการผลิตและการสนับสนุนจากภาครัฐและเอกชน ถ้ามีการผลักดันและวิเคราะห์วิจัยอย่างจริงจังและเริ่มพัฒนาประเทศไทยอาจเป็นศูนย์กลางการส่งออกรถบรรทุกขนาดใหญ่ได้ใน CLMV ซึ่งขณะนี้ในประเทศเพื่อนบ้านถือว่ายังล้าหลังกว่าไทยมากนักทั้งเรื่องเศรษฐกิจและการพัฒนาประเทศ และยังเป็นประเทศที่กำลังพัฒนา ซึ่งมีการศึกษามากมายในเรื่องอุตสาหกรรมการผลิตรถบรรทุกในประเทศไทย แต่ยังไม่มีการดำเนินการจริงจังสักเท่าไหร่นัก

ถ้ามองดูแล้วในกลุ่ม CLMV ในปัจจุบันก็ยังใช้รถบรรทุกมือสองจากต่างประเทศอยู่มากมาย ทั้งที่ประเทศไทยมีการใช้รถบรรทุกจำนวนมากถ้าเทียบกับประเทศในกลุ่มนี้แต่ยังไม่มีการพัฒนาด้านอุตสาหกรรมการผลิตรถบรรทุกให้เป็นผลิตภัณฑ์จากประเทศไทยเพื่อทำการส่งออก แต่กลับนำเข้ารถบรรทุกหลากหลายแบรนด์ทะลักเข้ามาในประเทศไทยและยังมีบริษัทต่างชาติเข้ามาลงทุนตั้งโรงงานเพื่อประกอบรถบรรทุกส่งออกไปตลาดเอเชีย

กลับกันประเทศในเอเชียอย่าง จีน และ อินเดีย กลับมีการพัฒนาอุตสาหกรรมการผลิตรถบรรทุกอย่างก้าวกระโดด ซึ่งมีการเติบโตอย่างน่าเหลือเชื่อตั้งแต่ปี 2006 เป็นต้นมา ซึ่งน่าเหลืออีกอย่างคือในระยะเวลาอันสั้น ทำให้ประเทศจีนกลายเป็นประเทศผู้ผลิตรถบรรทุกรายใหญ่ที่สุดในโลกเกือบ 2 ล้านคัน รองลงมาคือญี่ปุ่น 05 ล้านคัน และที่น่าทึ่งคือประเทศอินเดียจากแดนภารตะมาเป็นอันดับที่ 3 ของผู้ผลิตรถบรรทุกในโลก

สำหรับฐานการผลิตรถบรรทุกสำคัญรายใหญ่ของโลกเมื่ออดีตจะเป็นโซนตะวันตก คือ อเมริกาเหนือและยุโรป จนกระทั่งในปี 2000 ประเทศจีนเข้ามาเป็นสมาชิกองค์การการค้าโลก (World trade organization: WTO) ทําให้เศรษฐกิจในประเทศจีนเติบโตอย่างมาก ส่งผลให้อุปสงค์ต่อรถบรรทุกเพิ่มขึ้นมาก ปริมาณการผลิตรถบรรทุกในประเทศจีนจึงเติบโตตามไปด้วย และในปี 2006 ประเทศจีนกลายเป็นผู้ผลิตรถบรรทุก รายใหญ่ที่สุดในโลก ด้วยปริมาณการผลิต 7.2 แสนคัน และเมื่อรวมกับการผลิตของประเทศญี่ปุ่นและอินเดียที่ 7.0 และ 2.3 แสนคัน ตามลําดับแล้ว จึงทําให้เอเชียกลายเป็นภูมิภาคที่ผลิตรถบรรทุกรายใหญที่สุดในโลก และ เป็นผู้ผลิตอันดับหนึ่ง

สาเหตุสำคัญเลยที่ทำให้ผู้ผลิตรายใหญ่ของโลกอย่างทวีปอเมริกาและยุโรป ต้องมียอดการผลิตรถบรรทุกที่น้อยลงและมีสัดส่วนตลาดลดลงนั้นเนื่องมาจากสภาวะเศรษฐกิจในภูมิภาคเกิดการชะลอตัว ซึ่งในขณะที่ประเทศในทวีปเอเชียกลับเติบโตมากขึ้นเรื่อย ๆ ไม่ว่าจะเป็นราคาวัตถุดิบ และราคาพลังงานที่เพิ่มขึ้น รวมถึงกฎระเบียบควบคุมการปล่อยไอเสียทวีปอเมริกาเหนือและยุโรปกลับเข้มงวดมากขึ้นจึงเป็นเหมือนแรงสะท้อนให้รถบรรทุกมีราคาแพงมากขึ้น 3 เท่า ตามเทคโนโลยีเครื่องยนต์ที่ควบคุมการปล่อยไอเสีย

ส่งผลให้ผู้ผลิตรถบรรทุกในเอเชียกลับมียอดการผลิตมากกว่าเดิมและยอดจำหน่ายสูงขึ้นแบบก้าวกระโดด เนื่องจากในเมื่อรถบรรทุกจากทวีปอเมริกาและยุโรปมีราคาสูงขึ้น และ การเข้มงวดเรื่องมาตรฐานไอเสียที่ทำให้ราคาแพง แต่ตลาดในเอเชียและทั่วโลกกลับไม่ได้เข้มงวดตามผู้ผลิตรายใหญ่จึงทำให้ การตัดสินใจซื้อหันเหมาทางผู้ผลิตรถจากเอเชีย และยอดการผลิตของรายใหญ่ลดลงอย่างต่อเนื่องนั่นเอง

ด้วยความฉลาดของผู้ผลิตยักษ์ใหญ่จากทวีปอเมริกาและยุโรป จำเป็นที่จะต้องรักษากิจการไว้และต้องมีรายได้เข้ามาจึงยื่นข้อเสนอพร้อมคัมภีร์ยุทธ หรือจะให้พูดตามภาษายานยนต์ที่ใช้กันคือ Joint Venture กับผู้ผลิตในเอเชียเพื่อที่จะได้ดำเนินธุรกิจต่อไป แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นประเทศจีนผู้มีกำแพงเมืองจีนที่ยาวและใหญ่ที่สุดในโลกก็ได้รับการร่วมทุนด้วยเช่นกัน พร้อมทั้งได้ถ่ายทอดเทคโนโลยลีที่ล้ำสมัยให้อีกด้วย จนเป็นประเทศจีนผู้ที่มียอดการผลิตรถบรรทุกที่มากที่สุดในโลกจนถึงทุกวันนี้ แต่ก็ไม่ทราบสุภาษิตไทยที่ว่า “สอนจระเข้ว่ายน้ำ” จะเป็นจริงหรือไม่นั้นต้องดูกันยาว ๆ ว่าจะว่ายได้ไกลจนออกมหาสมุทรพร้อมขึ้นฝั่งในทวีปอเมริกาและยุโรปได้หรือไม่ ในเมื่อรถบรรทุกจากจีนก็มีการพัฒนาและยกระดับให้เป็นสินค้าระดับพรีเมี่ยมได้เช่นกัน

“แต่อย่าลืมมองประเทศไทยที่ยังไม่มีการเริ่มอุตสาหกรรมผลิตรถบรรทุกและพัฒนารถบรรทุกเป็นแบรนด์ประเทศไทยเลย และอินเดียประเทศที่มีแบรนด์รถบรรทุกของตัวเองที่จะเป็นประเทศที่สองที่น่าจับมองต่อจากจีน”