คุณพีรเมศร์ วุฒิธรเนติรักษ์ ผู้อำนวยการสำนักงานความร่วมมือพัฒนาเศรษฐกิจกับประเทศเพื่อนบ้าน (องค์การมหาชน) เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 24 ธันวาคม 2562 คณะรัฐมนตรีได้มีมติเห็นชอบการให้ความช่วยเหลือทางการเงินแก่สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว สำหรับโครงการก่อสร้างสะพานมิตรภาพไทย–ลาว แห่งที่ 5 (บึงกาฬ–บอลิคำไซ) และการให้ความช่วยเหลือทางการเงินแก่สาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมา สำหรับโครงการพัฒนาเมืองภายใต้ระเบียงเศรษฐกิจอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง ระยะที่ 3 ในส่วนของเมืองเมียวดี ตามที่กระทรวงการคลังเสนอ โดยมีรายละเอียด ดังนี้

โครงการก่อสร้างสะพานมิตรภาพไทย-ลาว แห่งที่ 5 (บึงกาฬ-บอลิคำไซ) สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว

ความเป็นมา คือ โครงการดังกล่าวเป็นโครงการความร่วมมือไทย – สปป.ลาว ซึ่งคณะรัฐมนตรีได้มีมติเมื่อวันที่ 4 มิถุนายน 2562 อนุมัติในหลักการให้กระทรวงคมนาคม โดยกรมทางหลวง ดำเนินโครงการก่อสร้างสะพานฯ ในส่วนของขอบเขตงานในฝั่งประเทศไทย วงเงินรวม 2,630 ล้านบาท ตามที่กระทรวงคมนาคมเสนอแล้ว โดยในส่วนขอบเขตงานในฝั่ง สปป.ลาว รัฐบาล สปป.ลาว ได้ขอรับความช่วยเหลือทางการเงินจาก สพพ. ในรูปแบบเงินกู้เงื่อนไขผ่อนปรน

วัตถุประสงค์ของโครงการ คือ เพื่อก่อสร้างสะพานข้ามแม่น้ำโขง พร้อมทั้งถนนและอาคารด่านพรมแดนฝั่ง สปป.ลาว โดยมีขอบเขตการดำเนินงาน ดังนี้ 1.ก่อสร้างสะพานข้ามแม่น้ำโขง รูปแบบงานสะพานเป็นแบบ Extra dosed Prestressed Concrete ประกอบด้วย สะพานข้ามแม่น้ำโขง ระยะทาง 405 เมตร (แบ่งครึ่งกับฝ่ายไทยแล้ว) และโครงสร้างเชิงลาดในพรมแดนลาวระยะทาง 130 เมตร โดยพื้นที่ก่อสร้างสำหรับงานในฝั่งไทยอยู่ในตำบลไคสี อำเภอเมืองบึงกาฬ จังหวัดบึงกาฬ และส่วนฝั่ง สปป.ลาว อยู่ในเมืองปากซัน แขวงบอลิคำไซ สปป.ลาว

2.ก่อสร้างถนนและอาคารด่านพรมแดนฝั่ง สปป.ลาว เป็นถนน 4 ช่องจราจรมีความกว้างช่องจราจร 3.50 เมตร รวมระบบงานระบายน้ำและระบบไฟฟ้าแสงสว่าง โดยงานก่อสร้างถนนฝั่ง สปป.ลาว มีระยะทาง 2.86 กิโลเมตร และมีจุดสลับทิศทางจราจรในฝั่ง สปป.ลาว ส่วนงานอาคารด่านพรมแดนก่อสร้างตามมาตรฐานสากลประกอบด้วย 2 ส่วนแยกทางเข้าออกจากกัน คือ กลุ่มอาคารสำหรับตรวจผู้โดยสารและกลุ่มอาคารสำหรับตรวจสินค้า พร้อมองค์ประกอบอื่น ๆ อาทิ ระบบไฟฟ้า ระบบประปา ระบบสื่อสาร เป็นต้น

ด้านประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับ คือ 1.โครงการดังกล่าวจะช่วยเสริมสร้างความสัมพันธ์อันดีระหว่างประเทศ และเป็นโครงการที่สนับสนุนนโยบาย Connectivity พัฒนาระบบโลจิสติกส์ระหว่างประเทศไทยและ สปป.ลาว โดยเส้นทางดังกล่าวจะเสริมสร้างโครงข่ายเส้นทางคมนาคมระหว่างไทย-ลาว-เวียดนาม-จีน ให้มีความสะดวก ปลอดภัย ประหยัดเวลา และค่าใช้จ่ายในการเดินทาง ลดต้นทุนและระยะเวลาในการขนส่ง เพิ่มศักยภาพการค้าชายแดน รวมทั้งยกระดับการค้า และการผลิตสินค้าการเกษตร

2.เป็นการสนับสนุนการเชื่อมโยงกันระหว่างประเทศเพื่อนบ้านภายใต้กรอบความร่วมมือทางเศรษฐกิจในอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง (Greater Mekong Subregion: GMS) ยุทธศาสตร์ความร่วมมือทางเศรษฐกิจอิรวดี-เจ้าพระยา-แม่โขง (Ayeyawady-Chao Phraya-Mekong Economic Cooperation Strategy: ACMECS)

3.การก่อสร้างสะพานฯ เป็นยุทธศาสตร์การพัฒนาขีดความสามารถในการแข่งขันของภาคตะวันออกเฉียงเหนือในกลุ่มอนุภาคตอนบน และยุทธศาสตร์การพัฒนาพื้นที่จังหวัดบึงกาฬและจังหวัดใกล้เคียงที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาเศรษฐกิจ การค้า การลงทุนระหว่างประเทศ ในการเชื่อมโยงเส้นทางการคมนาคมและขนส่งระหว่างประเทศไทยกับ สปป.ลาว สำหรับรองรับปริมาณการเดินทางและการขนส่งสินค้าที่เพิ่มมากขึ้น เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ ทั้งทางด้านเศรษฐกิจ อุตสาหกรรม และการท่องเที่ยว

เงื่อนไขการให้ความช่วยเหลือทางการเงิน

1.วงเงินให้ความช่วยเหลือ (เงินกู้ทั้งจำนวน) 1,380,067,000 บาท

-ค่าก่อสร้าง 1,256,000,000 บาท แบ่งเป็น สัญญาที่ 1 (สะพานข้ามแม่น้ำโขงฝั่ง สปป.ลาว)          476,000,000 บาท และสัญญาที่ 2 (งานถนนและด่านพรมแดนฝั่ง สปป.ลาว) 780,000,000 บาท

-ค่าวิศวกรที่ปรึกษา 44,000,000 บาท แบ่งเป็น สะพานข้ามแม่น้ำโขงฝั่ง สปป.ลาว 14,000,000 บาท และงานถนนและด่านพรมแดนฝั่ง สปป.ลาว 30,000,000 บาท

-ค่าบริหารจัดการโครงการของ สปป.ลาว 15,000,000 บาท

-ค่าเผื่อเหลือเผื่อขาด 63,000,000 บาท

-ค่าธรรมเนียมบริหารของ สพพ. 2,067,000 บาท

2.เงื่อนไขทางการเงิน

-อัตราดอกเบี้ย ร้อยละ 1.5 ต่อปี

-อายุสัญญา 30 ปี (รวมระยะเวลาปลอดหนี้ 7 ปี)

-ค่าธรรมเนียมบริหารของ สพพ. ร้อยละ 0.15 ของวงเงินให้ความช่วยเหลือทั้งหมด

3.เงื่อนไขอื่นๆ

-ผู้รับเหมาก่อสร้างและที่ปรึกษานิติบุคคลไทย

-การใช้สินค้าและบริการจากไทย     ไม่น้อยกว่าร้อยละ 50 ของมูลค่าสัญญา

-กฎหมายที่ใช้บังคับสำหรับสัญญาเงินกู้ กฎหมายไทย

4.แหล่งเงินในการให้ความช่วยเหลือ:

-เงินงบประมาณ (ร้อยละ 50) จำนวน 690,033,500 บาท

-เงินกู้ในประเทศ (ร้อยละ 50) จำนวน 690,033,500 บาท

————————-

โครงการพัฒนาเมืองภายใต้ระเบียงเศรษฐกิจอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง ระยะที่ 3 ในส่วนของเมืองเมียวดี (การปรับปรุงระบบน้ำประปา และการพัฒนาระบบบริหารจัดการขยะ) สาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมา

ความเป็นมา คือครงการดังกล่าวเป็นการให้ความช่วยเหลือทางการเงินในรูปแบบคู่ขนาน หรือ Parallel–financing กับธนาคารพัฒนาเอเชีย (Asian Development Bank: ADB) สำหรับการพัฒนาพื้นที่และเมืองตามแนวระเบียงเศรษฐกิจตะวันออก–ตะวันตก ระยะที่ 3 ในพื้นที่ของประเทศเมียนมา ประกอบด้วย เมืองเมาะลำไย รัฐมอญ เมืองผะอัน และเมืองเมียวดี รัฐกะเหรี่ยง

วัตถุประสงค์ของโครงการ คือ เพื่อปรับปรุงระบบน้ำประปาและพัฒนาระบบบริหารจัดการขยะในเมืองเมียวดี ซึ่งเป็นต้นทุนสำคัญของการต่อยอดการพัฒนาเมือง เศรษฐกิจ และสภาพแวดล้อมของเมืองและพื้นที่ใกล้เคียงให้เกิดการพัฒนาอย่างยั่งยืน รวมถึงมุ่งลดผลกระทบเชิงสังคมอันเนื่องมาจากการเพิ่มขึ้นของจำนวนประชากร และการพัฒนาทางเศรษฐกิจ โดยมีขอบเขตการดำเนินงาน ดังนี้

1.การปรับปรุงระบบน้ำประปาซึ่งครอบคลุมการก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานเพื่อการผลิต การกักเก็บ และการวางโครงข่ายส่งน้ำประปา จะช่วยลดระดับความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงทรัพยากรน้ำของประชาชนในพื้นที่กว่าร้อยละ 70 ของจำนวนครัวเรือนทั้งหมดในเมืองเมียวดี

2.การพัฒนาระบบบริหารจัดการขยะซึ่งครอบคลุมการดำเนินการปิดหลุมฝังกลบขยะแห่งเดิม การก่อสร้างหลุมฝังกลบขยะแห่งใหม่ที่มีระบบควบคุม การก่อสร้างเตากำจัดขยะมูลฝอยติดเชื้อจากโรงพยาบาล และการก่อสร้างโรงงานผลิตปุ๋ยจากขยะ จะช่วยควบคุมระบบการจัดเก็บขยะ แก้ไขคุณภาพน้ำและน้ำเน่าเสียบริเวณริมแม่น้ำเมย ตลอดจนช่วยลดความเสี่ยงจากสารเคมีในขยะที่ปนเปื้อนอยู่ในสิ่งแวดล้อม อาทิ พื้นที่ชุมชน พื้นที่เศรษฐกิจ แหล่งน้ำ และอากาศของเมืองเมียวดีและริมแม่น้ำเมยของทั้งฝั่งไทยและเมียนมาให้ดีขึ้น

ประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับ คือ 1.ประชาชนในเมืองเมียวดีสามารถเข้าถึงน้ำประปาได้อย่างทั่วถึงและประชาชนชาวไทยที่อาศัยอยู่บริเวณริมฝั่งแม่น้ำเมยมีคุณภาพชีวิตดีขึ้น โดยเฉพาะการได้รับผลกระทบจากมลพิษทางขยะที่น้อยลง 2.เสริมสร้างระบบสาธารณูปโภคของเมืองเมียวดีให้สามารถรองรับการดำเนินกิจกรรมทางเศรษฐกิจทั้งในระดับเมือง และระดับประเทศตามแนวระเบียงเศรษฐกิจตะวันออก-ตะวันตก ดึงดูดการลงทุนจากนักลงทุนทั้งภายในประเทศและต่างประเทศ รวมถึงพัฒนาห่วงโซ่การผลิตระหว่างเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษตากของไทย และเขตอุตสาหกรรมเมียวดีของเมียนมาได้อย่างมีประสิทธิภาพ

3.การกำหนดเงื่อนไขให้เมียนมาใช้วัสดุอุปกรณ์ต่างๆ ภายใต้โครงการพัฒนาเมืองฯ จากประเทศไทยไม่น้อยกว่าร้อยละ 50 รวมถึงต้องใช้ผู้รับเหมาก่อสร้างและวิศวกรที่ปรึกษาจากประเทศไทยเป็นหลักในการดำเนินโครงการจะช่วยส่งเสริมการจำหน่ายสินค้า วัสดุ และอุปกรณ์ก่อสร้าง ตลอดจนสนับสนุนให้ผู้ประกอบการไทยไปลงทุนในเมียนมา

เงื่อนไขการให้ความช่วยเหลือทางการเงิน

1.วงเงินให้ความช่วยเหลือ (เงินกู้ทั้งจำนวน) 777,770,000 บาท

-ค่าก่อสร้าง 676,321,800 บาท

-ค่าวิศวกรที่ปรึกษา 33,816,100 บาท      

-ค่าบริหารจัดการของเมียนมา 1,600,500 บาท

-ค่าเผื่อเหลือเผื่อขาด 66,031,600  บาท

2.เงื่อนไขทางการเงิน

-อัตราดอกเบี้ยร้อยละ 1.5 ต่อปี

-อายุสัญญา 30 ปี (รวมระยะเวลาปลอดหนี้ 10 ปี)

-ค่าธรรมเนียมบริหารของ สพพ.    ร้อยละ 0.15 ของวงเงินให้ความช่วยเหลือทั้งหมด

3.เงื่อนไขอื่นๆ

-ผู้รับเหมาก่อสร้างและที่ปรึกษา นิติบุคคลไทย

-การใช้สินค้าและบริการจากไทยไม่น้อยกว่าร้อยละ 50 ของมูลค่าสัญญา

-กฎหมายที่ใช้บังคับสำหรับสัญญาเงินกู้ กฎหมายไทย

4.แหล่งเงินในการให้ความช่วยเหลือ:

-เงินงบประมาณ (ร้อยละ 50) จำนวน 388,885,000 บาท

-เงินกู้ในประเทศ (ร้อยละ 50) จำนวน 388,885,000 บาท

โดย…น้าเช

กดติดตาม เพื่อรับข่าวสารหรือความเคลื่อนไหวในแวดวงนี้ก่อนใคร

https://www.facebook.com/busandtruckexpo/

https://line.me/R/ti/p/%40eci6103k

https://www.busandtruckmedia.com/