ตามที่รัฐบาลมีมติที่ประชุมครม.สัญจร จังหวัดนราธิวาส เมื่อวันที่  21 มกราคม 2563 และที่ประชุมคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ เมื่อวันที่ 23 มกราคม 2563 เกี่ยวกับนโยบายการแก้ไขปัญหาฝุ่น PM.25 เกี่ยวกับมาตรการต่างๆ เช่น มาตรการที่ 1 การขยายเขตพื้นที่จำกัดรถบรรทุกเข้ากรุงเทพมหานคร จากเดิมวงแหวนรัชดาภิเษก หรือ 113 ตารางกิโลเมตรเป็นวงแหวนกาญจนาภิเษก / วงแหวนตะวันตก / วงแหวนตะวันออกที่เชื่อมถนนกาญจนาภิเษก และ มาตรการที่ 2 ห้ามรถบรรทุกเข้าพื้นที่ชั้นในของกรุงเทพฯ ในวันคี่  ช่วงเดือนมกราคม – กุมภาพันธ์ 2563

ทางสหพันธ์การขนส่งทางบกแห่งประเทศไทย ซึ่งนำโดยคุณอภิชาติ ไพรรุ่งเรือง เล็งเห็นว่า มาตรการดังกล่าวถือเป็นมาตรการที่ทำให้กลุ่มผู้ประกอบการขนส่งทางบกและกลุ่มรถบรรทุกไม่ได้รับความเป็นธรรม และกลายเป็นจำเลยสังคมซึ่งถูกมองว่าเป็นตัวการสร้างฝุ่นละออง PM.25 จึงได้รวมตัวกันแถลงข่าวในวันเสาร์ ที่ 1 กุมภาพันธ์ 2563 ที่ผ่านมา ณ สโมสรการท่าเรือแห่งประเทศไทย

โดยชี้แจงถึงสาเหตุของข้อเท็จจริง และปัจจัยที่จะเกิดผลกระทบต่อระบบการขนส่งสินค้าและระบบโลจิสติกส์ ดังนี้

1.ท่าสำหรับส่งออกไม่ว่าจะเป็นท่าเรือพาณิชย์ สนามบิน และท่าเรือบก (ICD รถไฟลาดกระบัง) สถานีรถไฟสำหรับขนส่งคน/สินค้า  Truck Terminal  (ศูนย์สถานีขนถ่ายสินค้า) ของกรมการขนส่งทางบก ศูนย์ขนถ่ายสินค้าทางไปรษณีย์พัสดุภัณฑ์ อยู่ในกรุงเทพมหานคร และปริมณฑล

2.เส้นทางการขนส่งสินค้าเข้าเมือง กรุงเทพมหานคร ปริมณฑล ที่จำเป็นต้องใช้ถนนหลัก เชื่อมถนนวงแหวนกาญจนาภิเษกตะวันตก ตะวันออก และทางหลวงพิเศษระหว่างเมือง มอเตอร์เวย์ ในแต่ละวันจะมีปรมาณรถเข้ากรุงเทพฯ และผ่านกรุงเทพฯ เพื่อขนส่งสินค้าไปยังภูมิภาคต่างๆ ไม่น้อยกว่า 200,000 คัน หมุนเวียนเข้า-ออก (ภาคเหนือ-ภาคอีสาน-ภาคใต้-ภาคตะวันออก-ภาคตะวันตก) ทั่วประเทศ

3.นิคมอุตสาหกรรมโซนอุตสาหกรรมรม โรงงานอุตสาหกรรม โกดังคลังสินค้า ศูนย์ขนถ่ายและกระจายสินค้า (DC) ที่อยู่ในเขตกรุงเทพและปริมณฑล มีอยู่จำนวนมาก และอยู่ในเส้นทางหลัก ทางหลวงหมายเลข 1,2,3,4 และวงแหวนอุตสาหกรรม วงแหวนกาญจนภิเษก จะประสบปัญหาในการจัดส่งวัตถุดิบ สินค้าสำเร็จรูป / กึ่งสำเร็จรูปของอุตสาหกรรม ทุกประเภทอยู่ที่ศูนย์กลางคือเมืองหลวงและปริมณฑล

4.การขนส่งในทุกระบบที่จะต้องมีการเชื่อมโยงระหว่างทางบก ทางน้ำ ทางอากาศ และการกระจายสินค้าที่จะต้องดำเนินการตลอด 24 ชั่วโมง ผลของข้อที่ 1-3 จะได้รับผลกระทบอย่างรุนแรงไม่สามารถดำเนินกิจกรรมด้านโลจิสติกส์ได้ และจะขยายวงกว้างไปสู่ระบบแรงงาน ระบบกระจายสินค้าอุปโภค หรือการขนถ่ายปิโตรเลี่ยม สินค้าแช่แข็ง หรือสินค้าเร่งด่วนต่อไป

5.ผลกระทบต่อรายได้ของผู้ประกอบการอุตสาหกรรม ผลิต ผสม ประกอบ หรือกระจายสินค้า โกดัง คลังสินค้าและระบบขนส่งอย่างรุนแรง และขยายวงกว้างดังนี้

-ส่วนของผู้ประกอบการขนส่งและระบบกระจายสินค้า ระบบโลจิสติกส์ โดยรวม (รายได้ผู้ประกอบการ พนักงานขับรถ พนักงานกระจายสินค้า ฯลฯ) เดือนละไม่น้อยกว่า 1,000-2,000 ล้านบาทซึ่งรายได้เหล่านี้จะสูญหายไป

-ส่วนภาคอุตสาหกรรม ผลิต ผสม ประกอบ และจัดจำหน่ายกระจายสินค้าต้องหยุดกิจการ

-ภาคส่วนการก่อสร้างโครงการขนาดใหญ่ของภาครัฐและเอกชนจะต้องได้รับผลกระทบมาก ต้องชะลอโครงการหรือขยายเวลาส่งมอบงานออกไป เกิดผลเสียหายทั้งระบบ

6.จาการรายงานของงานศึกษาวิจัยต่างๆ ทั้งหน่วยงานด้านการศึกษา ของภาครัฐ / เอกชน และหน่วยงานของราชการแล้ว ทั้งภายในประเทศและต่างประเทศ ผลหรือสาเหตุที่ทำให้เกิดค่าฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM.2.5 เกิดจากหลายสาเหตุหลายประการ

– รถบรรทุกที่ใช้เครื่องยนต์ดีเซลและน้ำมันดีเซล (ที่ไม่มีคุณภาพค่ากำมะถันสูง) ที่มีการสันดาปภายใน ระบบการเผาไหม้ของเครื่องยนต์ ไม่สมบูรณ์ ฯลฯ มีส่วนที่ทำให้เกิดปัญหาฝุ่นขนาดเล็กอยู่ประมาณ 20-27%  ของสาเหตุทั้งหมด

-ส่วนอื่นๆ เช่น โรงงานอุตสาหกรรม การเผาไร่อ้อย การเผาซังข้าว ไร่นา การเผาขยะในที่โล่งแจ้ง การก่อสร้างขนาดใหญ่ หรือปัญหาการจราจรติดขัด หรือแม้แต่การเผาทุกชนิดจากประเทศเพื่อนบ้าน เหล่านี้ ก็เป็นสาเหตุส่วนใหญ่กว่า 70-75% ที่ทำให้เกิดฝุ่นละอองขนาดเล็ก หรือแม้แต่สภาพภูมิอากาศแปรปรวนก็มีส่วนทำให้เกิดการฟุ้งกระจายในวงกว้างขยายพื้นที่มากขึ้น

ข้อเสนอแนะในภาคส่วนภาคการขนส่งและระบบโลจิสติกส์

1.รัฐบาลควรมุ่งประเด็นแก้ไขสาเหตุหลักที่ทำให้เกิดปัญหาฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM.2.5 จำนวนกว่า 70-75% คือเกิดจากการเผาทุกชนิดและโรงงานอุตสาหกรรม อย่างเบ็ดเสร็จเด็ดขาด ส่วนภาคการขนส่งและระบบโลจิสติกส์เป็นสาเหตุส่วนน้อยแต่พร้อมให้ความร่วมมือและสนับสนุนนโยบายดังกล่าว

2.ถ้ามีความจำเป็นต้อง กับใช้มาตรการ 12 ประการ ตามมาตรการข้อที่ 1 และมาตรการข้อที่ 2

-ควรยกเว้นรถบรรทุกที่ใช้พลังงานสะอาดคือรถบรรทุกที่ใช้ NGVควรได้รับยกเว้นหรือผ่อนผันให้วิ่งได้

-รถบรรทุกที่จดทะเบียนใหม่ / รถใหม่ ที่จดทะเบียนตั้งแต่ 1 เดือน ไม่เกิน 24 เดือน หรือ 1-2 ปี ควรได้รับยกเว้นผ่อนผันให้วิ่งได้

3.ต้องผลิตน้ำมันดีเซลที่ใช้กับรถบรรทุก ทุกชนิดให้มีความบริสุทธิ์ คือปริมาณกำมะถันไม่เกิน 10 PPM ซึ่งเป็นน้ำมันที่จะทำให้การเผาไหม้ของเครื่องยนต์ดีขึ้น และก่อให้เกิดฝุ่นละอองน้อยที่สุดและปรับเปลี่ยนเครื่องยนต์ดีเซลเป็น ยูโร 5, ยูโร 6 ตามแผนที่กำหนดไว้ในปี ค.ศ.2022 (พ.ศ.2565) และ ค.ศ.2026 (พ.ศ.2569) เพราะเครื่องยนต์ดีเซลประเภทดังกล่าว ก่อให้เกิดมลภาวะต่ำสุด หรือปรับเปลี่ยนเครื่องยนต์รถบรรทุกเป็นระบบไฟฟ้าในอนาคต โดยเป็นบทบาทหน้าที่ของกระทรวงอุตสาหกรรมและกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม

4.ต้องชดเชยหรือเยียวยากับผู้ประกอบการขนส่งที่ได้รับผลกระทบจากนโยบายของรัฐบาล ต่อความเสียหายที่เกิดขึ้นภายในรอบระยะเวลาที่จะบังคับใช้มาตรการดังกล่าว อาทิ

-ให้กระทรวงพลังงานจัดคูปอง ส่วนลดราคาน้ำมันดีเซลชนิดพรีเมี่ยมพิเศษ ลิตรละ 3-4 บาทในช่วงเวลาดังกล่าว โดยใช้เงินจากกองทุนอนุรักษ์พลังงาน (กองทุนน้ำมัน) หรือชดเชยเป็นตัวเงินที่ทำให้ขาดทุนวันละ 6,500 บาท หรือ 97,500 บาท/ราย เฉพาะผู้ประกอบการที่จดทะเบียนรถในเขตกรุงเทพฯและปริมณฑล (รับจ้างไม่ประจำทาง) ป้ายเหลือง

– จัดงบประมาณสนับสนุนส่งเสริมให้ผู้ประกอบการขนส่ง ได้ปรับเปลี่ยนเครื่องยนต์เก่าที่มีอยู่ การใช้งาน 5-10 ปีขึ้นไปใหม่ (บางส่วน) เพื่อแก้ปัญหาที่สาเหตุของปัญหา โดยจัดซื้อเครื่องยนต์ดีเซลใหม่ หรือจัดตั้งกองทุนเงินกู้อัตราดอกเบี้ยต่ำพิเศษ เพื่อมาปรับปรุงเครื่องยนต์ อุปกรณ์ส่วนควบต่างๆ ที่สามารถลดควันดำ มลพิษทางอากาศ และเสียงที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมและสังคม

5.จัดทำผังเมืองสถานที่พักรถหรือจอดรถหรือ Pest Areal หรือ Service Areal ในสี่มุมเมือง หรือจัดทำศูนย์ขนถ่ายรวบรวมกระจายสินค้า (HUP & SPOKE) หรือศูนย์กระจายสินค้า DC หรือเมืองอุตสาหกรรมโลจิสติกส์ (Logistics City) แบบครบวงจร นอกเขตกรุงเทพมหานคร ในวงแหวนรอบนอก (นอกวงแหวนกาญจนาภิเษก) และสามารถเชื่อมโยงนิคมอุตสาหกรรม เชื่อมโยงท่าเรือพาณิชย์แหลมฉบัง หรือเชื่อมโยงสนามบินได้อย่างเป็นระบบและไร้รอยต่อ (แบ่งประเภทโซนนิ่ง)ของประเภทการขนส่งและโลจิสติกส์แบบครบวงจร

กดติดตาม เพื่อรับข่าวสารในแวดวงนี้ส่งก่อนใคร 

https://www.facebook.com/busandtruckexpo/

https://www.busandtruckmedia.com/