ปัจจุบันเราจะเห็นรัฐบาลมีเมกะโปรเจกต์มากมายเพื่อพัฒนาการระบบคมนาคมเพื่อเชื่อมระหว่างเมืองกับชนบทให้มีความเจริญ ซึ่งถือเป็นสิ่งสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจและพัฒนาคุณภาพชีวิตประชาชนให้ทัดเทียมกับนานาอารยะประเทศ แต่เมื่อมองลึกเข้าไปเราอาจไม่รู้ว่าการดำเนินการบางโครงการอาจมีความซ้ำซ้อน ดังนั้น จึงถือเป็นเรื่องที่คณะกรรมาธิการการคมนาคม จะต้องทำหน้าที่สอบหาข้อเท็จจริงหรือศึกษาเรื่องใดๆ ที่เกี่ยวข้องกับการคมนาคมทั้งทางบก ทางน้ำ ทางอากาศ การขนส่งมวลชน การขนส่งสินค้า ระบบโลจิสติกส์ และการพาณิชย์นาวี โดยไม่ต้องเป็นเรื่องซ้ำซ้อนกัน

ล่าสุด ทีมงาน BUS & TRUCK มีโอกาสได้เข้าสัมภาษณ์ คุณโสภณ ซารัมย์ ประธานคณะกรรมาธิการ (กมธ.) การคมนาคม สภาผู้แทนราษฎร ที่รัฐสภาเกียกกาย ถึงเรื่องทิศทางการทำงานของคณะกรรมาธิการการคมนาคมในปัจจุบัน พร้อมทั้งแลกเปลี่ยนความเห็นเรื่องการพัฒนาระบบขนส่งมวลชนในเมืองซึ่งถือเป็นปัญหาที่รัฐบาลทุกยุคทุกสมัยพยายามแก้ไขกันมาอย่างยาวนาน

คุณโสภณ เปิดเผยกับ BUS & TRUCK ว่า ในยุคที่เศรษฐกิจกำลังผันผวนเช่นดียวกับปัจจุบันการจะใช้เงินลงทุนในโครงการต่างๆ ต้องเป็นสิ่งที่คุ้มทุน ดังนั้นเมื่อตนมารับหน้าที่เป็นคณะกรรมาธิการจึงได้ให้ความสำคัญกับเรื่องการตรวจสอบและศึกษาโครงการต่างๆ อย่างรอบด้านเพื่อไม่ให้เกิดการซ้ำซ้อนและต้องมีความคุ้มค่ากับงบประมาณที่ลงทุนไปมากที่สุด

“การลงทุนในการพัฒนาโครงการต่างๆ เราต้องมองไปถึงความคุ้มค่าที่สังคมจะได้รับด้วย เช่น การสร้างถนนแต่ละสายต้องดูจำนวนความต้องการใช้ของประชาชนด้วยว่าเขามีความต้องการมากน้อยขนาดไหน และเราต้องมีการพิจารณาอย่างรอบด้านโดยให้หน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้งมาให้ข้อมูล พร้อมทั้งรับฟังความคิดเห็นจากภาคประชาชนที่มีส่วนได้ส่วนเสียอย่างรอบด้าน เพราะเราถือว่าการลงทุนแต่ละอย่างเป็นเรื่องใหญ่

ดังนั้น จึงจำเป็นต้องมีการบูรณาการร่วมกันจากหลายภาคส่วนเพื่อให้เกิดการพัฒนาที่สามารถตอบโจทย์กับสังคมและประเทศชาติได้มากที่สุด หรือต้องสามารถเติมเต็มและต่อยอดจากโครงการเดิมที่เคยก่อสร้างหรือพัฒนามาแล้วให้มีความสมบูรณ์” คุณโสภณ กล่าว

บทบาทการทำงานเป็นคณะกรรมาธิการ

คุณโสภณ กล่าวต่อว่า ปัจจุบันตนรับหน้าที่เป็นประธานกรรมาธิการการคมนาคมแล้วจึงเห็นความแตกต่างของบริบทการทำงานทั้ง 2 มิติ ซึ่งจากเดิมในอดีตตนเคยรับหน้าที่เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมก็จะเห็นปัญหาและอุปสรรค์บางอย่างที่ทำให้ไม่สามารถเกิดการพัฒนาได้ เช่น เรื่องข้อกฏหมาย เป็นต้น

ในขณะที่การทำหน้าที่เป็นประธานกรรมาธิการการคมนาคม ตนได้เห็นมิติการทำงานในอีกรูปแบบหนึ่ง หรือเล็งเห็นว่าข้อกฏหมายบางอย่างเป็นอุปสรรค์หรือมีปัญหาก็ได้นำเสนอหรือผลักดันเข้าสภาเพื่อนำไปสู่การแก้ไข เช่น ในอดีตอาจมีถ่ายโอนภาระกิจจากส่วนกลางไปที่หน่วยงานท้องถิ่นให้สามารถดำเนินภาระกิจต่างๆ ได้ แต่พอมารับหน้าที่เป็นฝ่ายกรรมธิการก็พบปัญหาร้องเรียนจากประชาชนเรื่องความเดือดร้อนจากการใช้ถนน เพราะเขาเคยร้องเรียนปัญหาต่างๆ เหล่านี้ไปยังหน่วยงานท้องถิ่นที่เป็นผู้รับผิดชอบแล้วกลับไม่ได้รับการแก้ไขหรือช่วยเหลือ

ซึ่งปัญหาเหล่านี้มาจากการที่หน่วยงานท้องถิ่นยังขาดทรัพยากรหลายอย่าง เช่น เรื่องงบประมาณ เครื่องมือหรืออุปกรณ์ และการขาดบุคคลากรที่มีความเชี่ยวชาญหรือมีประสิทธิภาพที่จะลงไปแก้ปัญหาต่างๆ นั้นได้ ดังนั้นเราจึงมีแนวทางว่าถ้าหน่วยงานท้องถิ่นหน่วยงานใดต้องการได้รับอำนาจในการดำเนินภารกิจใดๆ แล้วไม่มีประสิทธิภาพหรือไม่มีศักยภาพในการกำกับดูแลก็ให้ถ่ายโอนมายังกระทรวงฯ หรือหน่วยงานอื่นที่มีความเชี่ยวชาญเป็นผู้กำกับดูแลก็จะสามารถดำเนินงานได้ราบรื่นกว่า

แก้ไขปัญหาระบบขนส่งสาธารณะ

ด้านมุมมองเรื่องการแก้ไขปัญหาระบบขนส่งสาธารณะนั้น ตนมองว่า เรื่องดังกล่าวต้องทำควบคู่ไปพร้อมกับการพัฒนาถนนและเส้นทางต่างๆ ให้มีความพร้อม รวมทั้งการกระตุ้นจิตสำนึกให้คนในสังคมไทยหันมาใช้รถสาธารณะ ซึ่งที่ผ่านมาสังคมไทยไม่ค่อยใส่ใจหรือตระหนักถึงเรื่องนี้เท่าที่ควร เช่น บางครอบครัวมีสมาชิกในบ้าน 3 คน เวลาจะเดินทางมาทำงานในแต่ละวันก็ต้องขับรถมาคนละคัน เป็นต้น ดังนั้น หากมีปัญหาระบบขนส่งสาธารณะถูกแก้ไขหรือพัฒนาแล้ว แต่คนไม่หันมาใช้ก็จะไมเกิดประโยชน์

ส่วนปัญหาเรื่องรถเมล์ที่วิ่งอยู่ในกรุงเทพฯ ปัจจุบันยังติดปัญหาอยุ่ที่คุณภาพของรถที่มาวิ่งให้บริการ ซึ่งเมื่อครั้งที่ตนดำรงตำแหน่งเป็นรัฐมนตรีกระทรวงคมนาคม ขสมก. ก็ยังคงขาดทุนสะสมเป็นจำนวนมากเช่นเดียวกับปัจจุบัน และเล็งเห็นว่าควรปรับแผนในการดำเนินงานใหม่โดยให้เอกชนเข้ามาร่วมลงทุนในกิจการ หรือในรูปแบบ PPP

“เรื่องปัญหารถเมล์ที่วิ่งให้บริการในขณะนี้ยังคงเป็นเรื่องคุณภาพในการให้บริการเช่นเดียวกับในอดีต ซึ่งทางออกคือการจัดหารถใหม่มาวิ่งให้บริการ แต่ติดอย่างเดียวคือ เรื่องงบประมาณที่รัฐไม่สามารถทุ่มลงไปในส่วนนี้ได้ จึงมีความจำเป็นต้องเปิดโอกาสให้เอกชนเข้ามาร่วมลงทุนด้วย แล้วรัฐก็จะสามารถนำงบประมาณไปพัฒนาอย่างอื่นที่มีความจำเป็นไม่แพ้กันได้ด้วย เช่น เรื่องการศึกษา หรือเรื่องสาธารณะสุข ซึ่งการพัฒนาทุกอย่างควรมีความสมดุลกัน อีกอย่างการให้บริการระบบขนส่งสาธารณะในเมืองไทย ต้องยอมรับเรื่องการไม่ทำกำไรให้ได้ แต่เราควรหวังเรื่องการให้บริการประชาชนที่เขาทำมาหากินแทน ซึ่งรัฐบาลควรต้องมีงบประมาณเข้ามารองรับหรือเป็นเงินสมทบตรงนี้ หรืออาจจะต้องยอมขาดทุนบ้างแต่จะขาดทุนมากไม่ได้ เช่น การจัดสรรค์ให้บริการรถเมล์ฟรี เพื่อช่วยเหลือคนจนที่เขามีเงินไม่มาก ซึ่งบางครั้งคนที่มาจากต่างจังหวัดพอเขาลงรถ บขส. แล้วก็สามารถนั่งรถเมล์ฟรีเพื่อเดินทางไปยังที่พักได้โดยไม่ต้องเสยเงิน สิ่งเหล่านี้ก็เป็นการช่วยเหลือประชาชนอีกทาง เป็นต้น”

คุณโสภณ กล่าวปิดท้ายว่า การทำงานในฐานะกรรมาธิการการคมนาคมจะต้องมีหลักคิด พร้อมกับผลักดันเรื่องการพัฒนาเมืองและชนบทควบคู่กันไปอย่างมีความสมดุล ซึ่งต้องมองอย่างรอบด้านและหลายมิติ หากเรื่องใดที่เราพบว่าเป็นปัญหาหรืออุปสรรค์ ก็ต้องมีการผลักดันหรือเสนอกฏหมายเข้าสภาเพื่อดำเนินการแก้ไข และการลงทุนด้านการพัฒนาระบบคมนาคมก็เช่นเดียวกัน หากมีการลงทุนซ้ำซ้อนมันก็จะไม่เกิดประโยชน์กับประชาชน ดังนั้นการจะพัฒนาประเทศจึงต้องมองทุกมิติอย่างรอบด้าน

ดย…น้าเช

กดติดตาม เพื่อรับข่าวสารในแวดวงนี้ส่งก่อนใคร

https://www.facebook.com/busandtruckexpo/

https://www.busandtruckmedia.com/