ด้วยจุดประสงค์ของทางรัฐบาลที่ต้องการประกอบรถปิกอัพออกมา เพื่อให้ใช้บรรทุกสิ่งของใช้ในการพาณิชย์ อุตสาหกรรม และการก่อสร้าง โดยคิดภาษีหน้าโรงงานเพียงแค่ 3% เท่านั้น เพื่อทำให้มีราคาถูก เหมาะกับประชาชนชาวรากหญ้าเพื่อใช้ประกอบอาชีพ

ในเวลาต่อมาก็ได้มีค่ายรถยนต์ยี่ห้อต่าง ๆ ได้มีการปรับโฉมของรถปิกอัพจากเดิมที่เป็น 2 ประตู 2 ที่นั่ง มาเป็น 2 ประตู 2 ที่นั่ง พร้อมสเปซแค็ปด้านหลัง พร้อมทั้งยังมีรถแบบตู้กับข้าว คือมี 2 ประตูซ้ายขวา และประตูด้านสเปซแค็ปอีก 1 บาน เพื่อบรรทุกของได้ง่าย โดยเสียภาษีเพียงแค่ 3% หน้าโรงงานเท่านั้น

แต่ด้วยนิสัยของคนไทยที่ชอบประยุกต์สิ่งของต่าง ๆ เพื่อให้เข้ากับความเป็นอยู่ของตัวเอง รถปิกอัพแบบสเปซแค็ปก็มีการใส่เบาะด้านหลังเพื่อที่จะนั่งโดยสารในห้องแอร์ได้อีก ส่วนตัวกระบะก็ปูเสื่อเพื่อที่จะได้อาศัยนั่งเดินทางไกลไปได้อีกด้วย ซึ่งถือว่าผิดวัตถุประสงค์ที่รัฐบาลได้ตั้งมาแต่แรก แต่ก็ผ่อนผันให้กระทำได้โดยไม่ผิดกฎหมาย ต้องมีการอะลุ่มอะล่วยให้คนไทยด้วยกันเอง

และเมื่อวันที่ 5 เมษายนที่ผ่านมานี้เอง กฎหมายตามมาตรา 44 ก็ได้ประกาศออกมาอย่างเป็นทางการให้รถปิกอัพทุกคันทำหน้าที่ได้เพียงบรรทุกสิ่งของเท่านั้น กล่าวโดยสรุปก็คือ รถปิกอัพแบบ 2 ประตู จะมีผู้โดยสารสูงสุดได้เพียงแค่ 2 คนเท่านั้น ซึ่งต้องคาดเข็มขัดนิรภัยตลอดเส้นทาง และไม่สามารถมีผู้โดยสารในสเปซแค็ปด้านหลังได้ หากกระทำผิดก็จะมีความผิดตามที่กฎหมายกำหนด พร้อมทั้งในตัวกระบะด้านท้ายก็ไม่สามารถที่จะบรรทุกผู้โดยสารได้อีกต่อไป ทั้งนี้เพื่อเป็นการรักษาความปลอดภัยให้กับประชาชนคนไทยเพิ่มมากขึ้นนั่นเอง

ซึ่งการออกกฎหมายข้อนี้ถือได้ว่าเป็นการรักษาความปลอดภัยในช่วงเทศกาลสงกรานต์ที่มีขึ้นในวันที่ 13 เมษายน 2560 และจะมีคนทำงานในกรุงเทพและปริมณฑลเดินทางกลับไปยังบ้านเกิดที่ต่างจังหวัด เพื่อทำบุญไหว้พ่อแม่ ญาติผู้ใหญ่ พร้อมทั้งยังท่องเที่ยวไปเล่นน้ำตามสถานที่ท่องเที่ยวต่าง ๆ แต่การเดินทางกลับบ้านเกิดในทุก ๆ ปีนั้น จะรวมพลญาติมิตรที่เกิดในจังหวัดเดียวกันไปรถปิกอัพเพียงคันเดียวเพื่อเป็นการประหยัดน้ำมันและค่าใช้จ่ายอื่น ๆ แต่เมื่อมีกฎหมายนี้ออกมา ค่าใช้จ่ายก็ต้องเพิ่มขึ้นเป็นอย่างมาก สิ่งแรกก็คือต้องจองตั๋วเดินทางไปกลับที่ บขส. คนหนึ่งก็มีราคา 1,000 บาท หากมี 10 คน ก็ 10,000 บาท เมื่อค่าใช้จ่ายสูงขนาดนี้พักผ่อนที่กรุงเทพจะเป็นการดีกว่า จึงเห็นได้ว่าปัญหาแรกก็คือทำให้ครอบครัวมาเจอะเจอกันน้อยลง ปัญหาที่สองก็คือ หัวหน้าคนงานที่ขับรถไปรับคนงานตามสถานที่ต่าง ๆ โดยให้นั่งรวมกันอยู่ที่กระบะด้านท้ายก็ไม่สามารถทำเช่นนั้นได้อีกต่อไป คนงานก็ต้องเดินทางมาทำงานเองแล้วมีค่าใช้จ่ายมากขึ้นแต่รายได้เท่าเดิม

เมื่อเป็นเช่นนี้แล้วอาจจะส่งเสริมให้เศรษฐกิจเติบโตขึ้นอย่างเห็นได้ชัดก็เป็นได้ เพราะแต่เดิมมีรถปิกอัพเพียงคันเดียวเพื่อใช้บรรทุกคนในครอบครัว และคนงานผู้ว่าจ้าง และใช้ประโยชน์เพิ่มอีกเมื่อต้องย้ายที่อยู่ก็สามารถบรรทุกข้าวของเครื่องใช้ได้อีก แต่เมื่อมีกฎหมายให้ใช้รถปิกอัพเพื่อบรรทุกสิ่งของเพียงอย่างเดียว ก็อาจจะมีความจำเป็นต้องซื้อรถยนต์นั่งคันใหม่เพิ่มเพื่อเอาไว้บรรทุกผู้โดยสารซึ่งอยู่ในครอบครัวเดียวหรืออาจะเป็นญาติที่อยู่ข้าง ๆ บ้าน ที่ต้องเดินทางไปที่เดียวกันก็เป็นได้

แบบนี้ก็ถือว่าเป็นการใช้กฎหมายบังคับออกมาให้คนไทยใช้รถให้ถูกต้องกับการลักษณะอย่างรถปิกอัพให้ใช้บรรทุกสิ่งของ รถยนต์นั่งให้บรรทุกผู้โดยสาร แต่ก็ยังไม่เข้าใจว่ารถตู้ที่ผลิตออกมาเพื่อบรรทุกสินค้าแต่ทำไมรัฐบาลอนุญาตให้บรรทุกผู้โดยสารได้เล่า และแบบนี้เมื่อไรถึงจะปลอดภัย