ถึงแม้ว่าในขณะนี้เรากำลังดำเนินตามแผนฟื้นฟูเศรษฐกิจเอเชียระยะสั้น ที่ส่งเสริมให้ผู้คนกลับเข้าทำงานในออฟฟิศเพื่อกระตุ้นและฟื้นฟูเศรษฐกิจ แต่เราควรคำนึงถึงเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนซึ่งจัดทำขึ้นโดยองค์การสหประชาชาติ เข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของแผนฟื้นฟูเศรษฐกิจหลังวิกฤต COVID-19 โดยคำนึงความเสี่ยงด้านธรรมชาติที่เป็นภัยคุกคามหลัก

  1. เปลี่ยนวิกฤตให้เป็นโอกาส

ปีนี้นับเป็นปีแรกที่รายงานความเสี่ยงโลก ซึ่งจัดทำโดยสภาเศรษฐกิจโลก แสดงถึงปัญหาด้านสิ่งแวดล้อมที่มีความเสี่ยงต่ออนาคต[1] ปัญหาหนึ่งคือมลพิษทางอากาศและปริมาณการปล่อยก๊าซ[2]  CO2 ที่แม้จะลดลงชั่วคราวเพราะผู้คนพากันเก็บตัวอยู่ในบ้าน[3] แต่ก็ยังเป็นภัยที่ไม่อาจหลีกเลี่ยง เราควรมองหานวัตกรรมเพื่อลดมลพิษอย่างถาวร และยกระดับคุณภาพชีวิตของเราไปด้วยในเวลาเดียวกัน

โรค COVID-19 ได้สอนให้โลกรู้จักปรับตัวอย่างรวดเร็ว ทำให้ภูมิภาคเอเชียทวีความคล่องตัวในทุกด้าน ไม่ว่าจะเป็นการเพิ่มปริมาณการขนส่ง การปรับเส้นทางการขนส่ง และการจัดพื้นที่เฉพาะสำหรับการจัดส่งเฉพาะแบบเร่งด่วน แต่เราไม่ควรหยุดอยู่เพียงเท่านี้ เมื่อคนทั้งโลกกำลังพิจารณารูปแบบการใช้ชีวิตแบบใหม่ เราควรใช้โอกาสนี้ให้เกิดประโยชน์ต่อสิ่งแวดล้อมไปด้วยในเวลาเดียวกัน

โดยสามารถเริ่มจากการทำงานจากที่บ้าน ลดการเดินทางลงแต่เพิ่มการติดต่อสื่อสารให้มากขึ้น การทำเช่นนี้นอกจากจะช่วยฟื้นฟูสิ่งแวดล้อมแล้ว ยังสร้างรูปแบบการใช้ชีวิตที่ยั่งยืนอีกด้วย[4] ในหลายประเทศได้มีการเปิดเลนจักรยานเพิ่ม[5] ช่วยลดมลพิษทางอากาศ และส่งเสริมสุขภาพชุมชนให้แข็งแรง ในขณะนี้หลายบริษัทเริ่มตอบสนองต่อเทรนด์ความต้องการผลิตภัณฑ์ยั่งยืนที่เพิ่มขึ้นในกลุ่มผู้บริโภค[6]อย่างต่อเนื่องแล้วเช่นกัน

  1. ทำงานร่วมกันเพื่อโอกาสและความสำเร็จที่มากกว่า

ในช่วงที่ผ่านมา เราได้เห็นการร่วมงานระหว่างหลายบริษัท หวังเร่งความเร็วในการจัดส่งเวชภัณฑ์ออกสู่นานาประเทศทั่วโลก ซึ่งเฟดเอ็กซ์เองได้จัดส่งหน้ากากอนามัยกว่า 4 ล้านชิ้น และชุดทดสอบเชื้อไวรัส COVID-19 อีกกว่า 4 ล้านชุดตั้งแต่เดือนมกราคมจนถึงปัจจุบัน[7]

ในอนาคตข้างหน้านี้กลุ่มบริษัทควรร่วมกันสร้างโอกาสในการพัฒนาสิ่งแวดล้อม ยกตัวอย่างเช่น ธนาคารโลก ที่มองการลงทุนหลังวิกฤต COVID-19 เป็นโอกาสอันงามในการช่วยสนับสนุนโครงการด้านโครงสร้างพื้นฐานสีเขียว[8] (Green Infrastructure – GI) โดยเริ่มจากการติดตั้งสถานีบริการไฟฟ้าสำหรับรถยนต์ไฟฟ้า (Electric Vehicle Charging Point) ในจุดต่างๆ[9]

ด้านเฟดเอ็กซ์เองก็ช่วยส่งเสริมความพยายามด้านความยั่งยืน ช่วยลดการปล่อยก๊าซ COกว่าร้อยละ 40 ในทศวรรตที่ผ่านมาจนถึงปี 2019 ส่งผลให้ผลประกอบการของบริษัทเติบโตขึ้นมากถึงร้อยละ 96[10] นอกจากนี้เฟดเอ็กซ์ยังช่วยสนับสนุนให้บริษัทอื่นๆ สามารถก้าวข้ามความท้าทายด้านสิ่งแวดล้อมไปพร้อมกันอีกด้วย หนึ่งในบริษัทเหล่านั้น คือ อินดิโก้ อาร์คิคัลเจอร์ (Indigo Agriculture) บริษัทสตาร์ทอัพอายุ 5 ปีที่มีพันธกิจในการฟื้นฟูธรรมชาติอย่างยั่งยืน และสร้างกำไรผ่านการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลควบคู่กัน[11] ซึ่งบริษัทอินดิโก้สามารถไต่ขึ้นเป็นอันดับหนึ่งบนรายชื่อผู้สร้างนวัตกรรมเพื่อเปลี่ยนแปลงโลกของ CNBC ได้สำเร็จในปี 2019[12]

  1. พิจารณาหาสิ่งที่สำคัญที่สุด

เฟดเอ็กซ์ไม่เพียงพิจารณาถึงสิ่งที่สำคัญที่สุดสำหรับผู้บริโภคเท่านั้น แต่ยังคำถึงนึงความรับผิดชอบระดับโลกด้วย ไม่ว่าจะเป็นการใช้บรรจุภัณฑ์ที่ยั่งยืน โดยเฉพาะในด้านการขนส่งเวชภัณฑ์ อย่างกล่องควบคุมอุณหภูมิที่เป็นบริการด้านบรรจุภัณฑ์ซึ่งสามารถนำกลับมาใช้ใหม่ หรือนำไปรีไซเคิลได้

แนวคิดริเริ่มสีเขียวและการมุ่งเน้นการทำประโยชน์แก่สังคมของเฟดเอ็กซ์ เป็นตัวจุดประกายความสำเร็จที่สำคัญของบริษัท และถึงแม้ว่ารายงานความก้าวหน้าเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนของภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก[13] (Asia and the Pacific SDG Progress Report) จะระบุว่าภูมิภาคเอเชียมีความสามารถมากพอจะบรรลุเป้าหมายการพัฒนาได้ภายในปี 2030[14] แต่เรายังสามารถเร่งความเร็วด้านการพัฒนาชุมชนอย่างยั่งยืนได้ โดยเพิ่มการเชื่อมต่อแบบดิจิทัล

ยิ่งไปกว่านั้น อนาคตอันใกล้นี้นับเป็นโอกาสทองของการลงทุนด้านเทคโนโลยี เพราะกลุ่มธุรกิจและผู้บริโภคเริ่มหันมาให้ความสนใจกับการใช้ชีวิตรูปแบบใหม่หลังภัย COVID-19 ส่งผลให้นวัตกรรมเกิดการพัฒนาต่อยอดในกลุ่มธุรกิจยั่งยืนที่เน้นการเชื่อมต่อแบบดิจิทัล[15] โดยเฉพาะในภูมิภาคเอเชียที่มักให้ความสนใจกับเทคโนโลยีใหม่ๆ อยู่เสมอ และในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกที่มียอดการสั่งซื้อรถยนต์ไฟฟ้าสูงที่สุดในโลก[16]

  1. “ลด ทดแทน ปฏิวัติ (Reduce, Replace, Revolutionize)”

เฟดเอ็กซ์ได้ดำเนินงานตามกลยุทธ์ความยั่งยืน “ลด ทดแทน ปฏิวัติ (Reduce, Replace, Revolutionize)” ในสี่ด้านคือ ประสิทธิภาพเครื่องบิน ประสิทธิภาพยานยนต์ สิ่งอำนวยความสะดวกแบบยั่งยืน และการใช้วัสดุที่ยั่งยืนร่วมกับการรีไซเคิล โดยบริษัทยังคงเน้นการขนส่งที่ปลอดภัยและแม่นยำผ่านการใช้เทคโนโลยีด้านการขนส่งที่ล้ำสมัยและทรงประสิทธิภาพ ควบคู่กับการใช้หุ่นยนต์และการใช้โดรนขนส่งพัสดุเพื่อปฏิวัติรูปแบบการขนส่งแบบเดิมๆ

การส่งแบบไร้การสัมผัส (contactless delivery) เองก็เป็นอีกหนึ่งทางเลือกด้านการขนส่งที่เพิ่มขึ้นมาในยุคดิจิทัลซึ่งเฟดเอ็กซ์กำลังวางแผนให้ Roxo หรือ หุ่นยนต์ SameDay Bot สามารถร่วมทางไปกับผู้คนบนทางเท้า หรือใช้เลนจักรยานภายในภูมิภาคเอเชียได้ในอนาคต

เฟดเอ็กซ์มุ่งพัฒนาประสิทธิภาพของบริษัทอย่างต่อเนื่องทั่วทั้งภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ภูมิภาคตะวันออกกลาง และภูมิภาค AMEA ทวีปแอฟริกา เพื่อผู้คน เพื่อเศรษฐกิจ และเพื่อสิ่งแวดล้อมของเรา โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเวลานี้ที่เป็นจุดพลิกผันด้านเศรษฐกิจครั้งประวัติศาสตร์ เราหวังที่จะได้เห็นบริษัทอื่นๆ ออกมาวางแผนธุรกิจที่พิจารณาพันธกิจและเป้าหมายของพวกเขาอย่างถี่ถ้วน[17]

ท้ายที่สุดนี้ เฟดเอ็กซ์เข้าใจถึงบทบาทที่สำคัญในการเป็นเป็นแนวหน้าสำคัญในวิกฤตครั้งนี้ พันธกิจของเรายังคงขับเคลื่อนด้วยเป้าหมายในการเชื่อมต่อโลกภายใต้ความรับผิดชอบอย่างชาญฉลาด และยังคงคำนึงถึงความยั่งยืนอยู่เสมอ เพราะอนาคตของเราขึ้นอยู่กับการเปลี่ยนแปลงในครั้งนี้

โดย คาวอล พรีท เฟดเอ็กซ์

กดติดตาม เพื่อรับข่าวสารหรือความเคลื่อนไหวในแวดวงนี้ก่อนใคร

https://www.facebook.com/busandtruckexpo/

https://www.busandtruckmedia.com/

https://www.busandtruckexpo.com/2019/th