หลังจากที่นายกรัฐมนตรี ได้ประกาศออกมาอย่างชัดเจนให้รถบรรทุกต้องบรรทุกสินค้าได้มากสุดตามพิกัดบรรทุกที่บอกไว้ในแต่ละประเภท โดยสูงสุดจะบรรทุกได้เพียง 50.5 ตัน ซึ่งรวมน้ำหนักของตัวรถด้วย หากผู้ประกอบการขนส่งทางบกหรือเจ้าหน้าที่ทางราชการมีส่วนร่วมทำให้รถบรรทุกทำการบรรทุกสินค้าหนักเกินพิกัด ต้องได้รับโทษขั้นรุนแรง

เชื่อไหมว่า หลังจากที่คำสั่งนี้ออกมาได้ประมาณ 1 เดือน คำว่าส่วยที่รถบรรทุกทำการบรรทุกน้ำหนักเกินก็ไม่มีวิ่งบนถนนให้เห็นเลย ทำให้ผู้ประกอบการขนส่งทางบกที่ปฏิบัติตามที่กฎหมายกำหนดออกมาอย่างเข้มงวด ก็พลอยเบาใจไปว่าเมื่อรัฐบาลได้ประกาศใช้กฎหมายอะไรออกมา ประชาชนทั้งประเทศก็จะให้ความเคารพและปฏิบัติตาม

แต่เมื่อต้นปี 2560 ที่ผ่านมา ก็ได้เริ่มเห็นมีรถบรรทุกน้ำหนักเกินวิ่งกันเกลื่อนถนนแล้ว ทำให้แปลกใจว่าสาเหตุเพราะกฎหมายไม่เข้มแข็ง ไม่มีเจ้าหน้าที่ของทางราชการตรวจตราอย่างเข้มงวด หรือเป็นเพราะผู้ประกอบการขนส่งทางบกสามารถหาทางหนีทีไล่ได้แล้ว จึงต้องทำนอกเหนือกฎหมายเพื่อความอยู่รอด มีรายได้เสริม

ทางกองบรรณาธิการจึงได้ทำการสำรวจความเคลื่อนไหวของการบรรทุกน้ำหนักเกินที่กลับมาอีกครั้ง ว่ามีหนทางอย่างไรบ้าง เริ่มแรกเลยก็คือ บนถนนทางหลักรถบรรทุกที่ทำผิดกฎหมายจะไม่วิ่งผ่าน แม้ว่าจะจ่ายส่วยแล้วก็ตาม ทั้งนี้เพราะกรมทางหลวงจะมีด่านชั่งน้ำหนักตั้งอยู่อย่างถาวร เจ้าหน้าที่ทางราชการที่ทำงานอยู่จะไม่สามารถรับส่วยได้เลย เพราะจะมีสายลับคอยทำหน้าที่ส่งข้อมูลให้กับเจ้าหน้าที่ระดับสูง หากใครทำผิดจะต้องได้รับโทษอย่างรุนแรง

ทางหนีทีไล่ก็คือ พวกที่ทำผิดกฎหมายจะใช้เส้นทางรอง แม้ว่าจะวิ่งระยะทางไกลขึ้น แต่ก็ปลอดภัย เพราะจะไม่มีด่านของเจ้าหน้าที่ทางราชการตั้งอยู่ หรือหากมีด่านสัญจร บนกระจกหน้าของรถบรรทุกก็จะมีตราสัญลักษณ์ของผู้ที่จ่ายส่วยให้เป็นรายเดือนติดอยู่ จึงเป็นที่รู้กันว่าสามารถวิ่งผ่านไปได้บนถนนรองของทุกจังหวัดทั่วประเทศ

ส่วนวิธีการช่วยเหลือในวงการส่วย ซึ่งเป็นที่รู้กัน ก็คือการใช้โซเชียลมีเดีย โดยเจ้าหน้าที่ของทางราชการจะบอกข้อมูลผ่านโซเชียลมีเดียให้แก่ผู้ที่จ่ายส่วยทราบว่าในวันนี้ เวลาเท่าไหร่จะมีด่านลอยมาตั้งตรวจ ให้เลี่ยงไปใช้เส้นทางรอง ซึ่งถือว่ามีประโยชน์เป็นอย่างมากเพราะผู้ประกอบการขนส่งทางบกจะสามารถจัดสรรเวลาทำงานนอกกฎหมายได้อย่างถูกต้อง ซึ่งต้องยอมรับว่าโซเชียลมีเดียมีมูลค่ามหาศาลมากทีเดียว สามารถหาส่วยให้ได้เดือนละมากกว่า 9 หลักทีเดียว

นอกจากนี้ ยังได้สำรวจความเห็นของการกำจัดส่วยให้หมดสิ้นไปจากบรรดาสมาชิก ที่อยู่รอบประเทศไทย สรุปใจความได้ว่า ให้หน่วยงานของทางราชการที่ทำหน้าที่ดูแลการคดโกงของเจ้าหน้าที่ทางราชการ ทำการสุ่มตัวอย่างไปตรวจที่สถานีต้นทาง ซึ่งต้องใช้ด่านชั่งน้ำหนักตรวจสอบน้ำหนักของรถบรรทุกที่ทำหน้าที่ขนส่ง ว่าตรงกับที่กฎหมายกำหนดไว้หรือไม่ เพราะตามระเบียบของกรมการขนส่งทางบก กระทรวงคมนาคม จะกำหนดให้รถบรรทุกแต่ละคันต้องมีสมุดคู่มือว่าบรรทุกสินค้ามาเท่าไหร่และเป็นประเภทใด ซึ่งต้องไม่เกินน้ำหนักที่กฎหมายกำหนดอยู่แล้ว

เมื่อทำการสุ่มตรวจน้ำหนักที่บรรทุกตั้งแต่ต้นทาง โดยกระจายไปให้มากจังหวัดเท่าที่จะทำได้ ก็เท่ากับเป็นการปราบส่วยไปบางส่วนแล้ว ไม่ต้องเสียเวลากับการตรวจสอบน้ำหนักระหว่างการเดินทางอีก และเพื่อความถูกต้องในเรื่องน้ำหนักบรรทุกสินค้าก็ให้สุ่มตรวจสอบไปยังที่สถานีปลายทางอีกครั้งหนึ่ง เมื่อขึ้นด่านชั่งน้ำหนักเรียบร้อยแล้ว นำใบบรรทุกน้ำหนักสินค้าที่ต้นทางมาตรวจสอบอีกครั้งหนึ่งก็จะทราบถึงน้ำหนักที่บรรทุกมาอย่างแท้จริง

เพียงเท่านี้ก็จะมีข้อมูลทั้งของบริษัทผู้ขนส่งสินค้า รายชื่อคนขับ จำนวนรถบรรทุกที่แต่ละบริษัทมี รวมถึงจะทราบว่าบริษัทขนส่งรายไหนบ้างที่จ่ายส่วยในการขนส่ง สามารถสืบได้ตั้งแต่ต้นทางจนถึงปลายทางเลยทีเดียว ซึ่งจะช่วยทำให้ส่วยหมดไปจากการขนส่งทางบกได้อย่างสิ้นเชิง

แต่ก็ไม่ทราบว่าผู้บริหารระดับสูงของเจ้าหน้าที่ทางราชการ จะยอมทำตามที่กลุ่มขนส่งที่ทำถูกต้องตามกฎหมายแนะนำมาให้หรือไม่ เพราะหมายถึงเงินจำนวนมหาศาลที่ได้รับเป็นรายเดือน ต้องหายวับไปกับตาเลยทีเดียว