หลังจากที่ พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้า คสช. ได้ออกมาบอกย้ำว่าให้รถบรรทุกต้องบรรทุกสินค้าตามพิกัดน้ำหนักที่กฎหมายกำหนด คือสูงสุดได้ 50.5 ตันเท่านั้น พร้อมทั้งส่งต่อให้หน่วยงานราชการที่ต้องรับผิดชอบดูแลเรื่องนี้อย่างเข้มแข็ง ซึ่งช่วงแรกคือปลายปี 2559 ที่ผ่านมา ก็ได้เห็นผลอย่างชัดเจนคือ รถบรรทุกทั่วประเทศต่างให้ความเคารพบรรทุกสินค้าตามที่กฎหมายกำหนดทุกอย่าง

แต่ก็มีกลุ่มรถบรรทุกที่พยายามฝ่าฝืนกฎระเบียบข้อนี้ นั่นคือรถบรรทุกอ้อยนั่นเอง เพราะในช่วงปลายปีเป็นฤดูกาลเก็บเกี่ยว ต้องนำต้นอ้อยไปเข้าโรงงานน้ำตาลให้มากที่สุด เพราะเป็นช่วงทำเงิน แต่เมื่อเจ้าหน้าที่ของทางราชการดูแลกฎระเบียบการบรรทุกน้ำหนักอย่างเข้มแข็ง ส่งผลให้ในช่วงปลายปีที่ผ่านมารถบรรทุกอ้อยต้องลดน้ำหนักลงมาจากปกติเกือบครึ่งหนึ่งทีเดียว เพื่อให้เป็นไปตามกฎหมาย ซึ่งส่งผลต่อรายได้ที่ขาดหายไปเป็นอย่างมาก ทำให้ทั้งชาวไร่อ้อย กลุ่มขนส่งอ้อย และพวกโรงงานน้ำตาล ต่างเรียกร้องต่อเจ้าหน้าที่ของทางราชการให้ผ่อนผันลงบ้าง มิเช่นนั้นแล้วจะทำการประท้วงปิดถนนในจังหวัดภาคเหนือ เพราะทนต่อความเดือดร้อนไม่ได้

และในที่สุดช่วงต้นปี 2560 ที่ผ่านมา กลุ่มชาวไร่อ้อย กลุ่มขนส่งอ้อย และกลุ่มโรงงานน้ำตาล พร้อมทั้งมีผู้ใหญ่ทางการเมืองได้ทำการพูดคุยกับกลุ่มเจ้าหน้าที่ของทางราชการระดับสูง เพื่อหาข้อสรุปของการบรรทุกอ้อยให้เป็นไปตามกฎหมายและตามความต้องการของผู้ประกอบการ ซึ่งก็ได้ผลออกมาว่าให้บรรทุกอ้อยน้ำหนักเท่าไหร่ก็ได้แต่ต้องมีความสูงไม่เกิน 3.8 เมตร ตามที่กฎหมายบังคับ

แต่เมื่อมองดูแล้วความสูงของอ้อยที่บรรทุกอยู่ สูงเพียงแค่ 3.8 เมตรก็จริง แต่ความกว้างและความยาวมีออกนอกตัวรถเป็นจำนวนมาก เรียกว่าคงเกินน้ำหนักที่กฎหมายบังคับถึง 10 ตันทีเดียว ส่วนระยะเวลาที่บรรทุกอ้อยวิ่งส่งไปยังโรงงานน้ำตาลนั้น จะมีช่วงปิดหีบประมาณเดือนเมษายนของทุกปี

หากสังเกตให้ดี รถบรรทุกที่วิ่งอยู่บนถนนทั่วประเทศแทบจะไม่เห็นที่บรรทุกน้ำหนักเกินเลย มีแต่เพียงรถบรรทุกอ้อยประเภทเดียวเท่านั้นที่ไม่ต้องจ่ายส่วยแต่ก็วิ่งได้ ทั้งนี้เป็นเพราะการประท้วงเพื่อให้รัฐบาลเห็นแก่รายได้ของคนไทยที่ปลูกไร่อ้อย จะมีรายได้เพียงระยะหนึ่งของปีเท่านั้น

หากนำข้อเรียกร้องนี้มาเป็นมาตรฐานที่รถบรรทุกหรือชาวเกษตรกรต่อรองกับเจ้าหน้าที่ของทางราชการ อนาคตอันใกล้นี้ชาวไร่มันและผู้ขนส่งมัน รวมถึงพวกโรงแป้งก็จะเรียกร้องกับเจ้าหน้าที่ของทางราชการเหมือนกัน เพราะถือว่าช่วงนี้เป็นช่วงเก็บมันส่งไปยังโรงแป้งที่ผลิตทั้งเพื่อจำหน่ายในประเทศและเพื่อส่งออกนอกประเทศ ดังนั้นเจ้าหน้าที่ของทางราชการก็ต้องเล็งเห็นถึงความสำคัญตรงจุดนี้ด้วย

และต่อไปชาวไร่ข้าวโพด กลุ่มขนส่งข้าวโพดและโรงผลิตอาหารสัตว์ก็จะเรียกร้องในเหตุผลเดียวกันนี้ด้วย พร้อมทั้งจะมีกลุ่มเกษตรกรรมอื่น ๆ อีกมากมายที่จะตามเข้ามาอีก เพราะเห็นว่าเป็นสิ่งที่ได้เปรียบมาก ไม่ต้องจ่ายส่วยแต่ก็สามารถบรรทุกได้มากเกินที่กฎหมายกำหนด

ส่วนกลุ่มรถบรรทุกอย่ามองว่าเมื่อไม่มีส่วยแล้ว จะสามารถทำการแข่งขันขนส่งกันได้อย่างเสรี พวกที่มีรถบรรทุกอยู่มากจำเป็นที่จะต้องมีรายจ่ายสูง ทั้งต้องผ่อน ต้องต่อประกันรายปี ต้องเสียค่าจ้างคนขับรายเดือน ก็จำเป็นที่จะต้องหาลูกค้าให้มากที่สุด โดยให้สิทธิพิเศษบรรทุกได้มากแต่ค่าจ้างต่ำ นั่นคือก็ต้องจ่ายส่วยเป็นรายเดือนอยู่ดี

ปัจจุบันนี้เองส่วยจึงได้ลดขนาดลงมา จากแต่เดิมที่วิ่งได้ทุกถนนทั่วประเทศมาเป็นวิ่งได้ภายในตัวจังหวัดเท่านั้นเอง เพราะเจ้าหน้าที่ของทางราชการไม่ว่าจะจังหวัดไหนก็ต้องทำงานหนัก และอยู่ในกฎระเบียบอย่างเคร่งครัด เพราะทั้งทางรัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ต่างจับตาดูอยู่แทบทุกฝีก้าวทีเดียว