ในวงการรถบรรทุกและรถโดยสาร ต่างรู้จักคำว่าส่วยเป็นอย่างดี พร้อมทั้งมีข้อสงสัยตลอดเวลาว่าคำว่าส่วยหมายถึงอะไร และเกิดขึ้นมาได้อย่างไร จะมีหรือไม่ที่จะถึงจุดสิ้นสุด

ถือเป็นช่วงเวลาพอเหมาะพอเจาะ ที่เจ้าหน้าที่ของทางราชการระดับใหญ่รายหนึ่ง ซึ่งทุกคนต่างรู้ดีว่าต้องเรียกท่าน “แรมโบ้” ได้ออกมาเปิดเผยถึงเรื่องส่วยพอดี ด้วยรับราชการมานานหลายสิบปี ถูกย้ายไปยังสถานีใหญ่ ๆ มาหลากหลายแห่ง รู้ถึงรายละเอียดของคำว่าส่วยเป็นอย่างดีว่ามีจุดเริ่มต้นมาจากไหน พร้อมทั้งกล้าบอกว่าจะไม่มีวันจบสิ้นแน่ หากรถบรรทุกยังวิ่งอยู่บนถนนต่อไป

ด้วยเงินค่าปรับของรถยนต์ที่วิ่งอยู่บนถนน แต่ละสถานีตามจังหวัดต่าง ๆ สามารถเก็บมาได้เดือนละเท่าไหร่ ก็ต้องส่งให้ทางกระทรวงการคลังสูงถึง 60% แบ่งเป็น 45% เพื่อเป็นงบเข้ากระทรวงการคลังโดยตรง และอีก 15% เป็นค่าใช้จ่ายของแต่ละสถานีที่ส่งเข้ามา เพื่อเป็นเงินค่าใช้จ่ายจิปาถะในแต่ละเดือน ซึ่งอาจจะมีค่าเช่าพื้นที่เพื่อจอดรถที่อยู่ระหว่างดำเนินคดีอยู่ ค่าน้ำดื่มและเครื่องดื่มบำรุงต่าง ๆ ในระหว่างการทำงานกลางแจ้ง ส่วนที่เหลือจากงบก้อนใหญ่อีก 40% นั้น ก็จะเป็นส่วนที่เจ้าหน้าที่ของทางราชการจะได้รับ

ซึ่งจะขออธิบายให้เข้าใจกันอย่างง่าย ๆ คือมีโรงพักแห่งหนึ่งในจังหวัดใหญ่ สามารถเก็บค่าปรับได้ถึง 1ล้านบาท/เดือน ทางเจ้าหน้าที่ของทางราชการก็จะแบ่งเงิน 60% หรือ 600,000 บาท ไปให้กระทรวงการคลัง หลังจากนั้นก็จะยื่นเรื่องว่าในเดือนที่ส่งเงินไปให้มีค่าใช้จ่ายอะไรบ้าง ซึ่งคิดคำนวณมาเบ็ดเสร็จแล้ว มีส่วนแบ่งเป็น 15% ของค่าปรับทั้งหมดแล้วส่งไปให้ทางกระทรวงการคลังเพื่อจะได้ส่งกลับเงิน 15% นี้ คืนมาทางสถานี

ส่วนเงินอีก 40% หรือ 400,000 บาทนั้น ทางเจ้าหน้าที่ของทางราชการรายใหญ่ก็จะทำการแบ่งสรรปันส่วนให้ตำแหน่งใหญ่ได้มากหน่อย ตำแหน่งน้อยก็ได้ไล่เรียงตามกันมา แต่ปรากฏว่าคนที่ต้องอยู่กลางแดดเพื่อเรียกตรวจและส่งใบสั่งให้กับผู้ที่ทำผิดกฎหมายได้แค่ประมาณ 7,000-8,000 บาทเท่านั้น

แล้วจะเพียงพอหรือกับค่าใช้จ่ายที่ต้องเลี้ยงดูเมียถึง 2 คน ลูกอีก 5 คน รวมกับการเลี้ยงสังสรรค์กับเพื่อนฝูงทุกเย็นอีก แล้วแบบนี้ส่วนแบ่งที่ได้จากเงินค่าปรับจะพอกินหรือ

ดังนั้นส่วยจึงเกิดขึ้นเพราะเจ้าหน้าที่ของทางราชการที่ต้องหาค่าปรับมาเลี้ยงดูเจ้านาย ก็ต้องหาวิธีมาเลี้ยงดูตัวเองด้วย วิธีการปรับจึงแบ่งเป็น 3 ประเภท ประเภทแรก เมื่อมีรถหรูหรือรถราคาแพงทำผิดกฎจราจร ก็ต้องปล่อยผ่านเลยไปทำเป็นไม่รู้ไม่เห็น เพราะหากเป็นรถของนักการเมืองท้องถิ่น เจ้าหน้าที่ของทางราชการระดับสูง หรือผู้เลี้ยงบำรุงผู้บริหารของประเทศ ผลร้ายก็อาจจะตกมายังตัวเองได้ ถูกย้ายไปประจำท้องถิ่นที่ห่างไกลโดยไม่มีเหตุผล ประเภทที่สองคือ รถใหญ่หรือรถปิกอัพที่ทำผิดกฎหมาย แต่มีการระบุว่าทำงานให้กับบริษัทใด หรือมากันหลาย ๆ คัน ซึ่งล้วนต่างรู้จักกันก็จะส่งใบสั่งให้ และต้องไปเสียค่าปรับที่สถานี ซึ่งส่วนนี้ถือว่าเป็นการทำงานเพื่อเจ้านาย เพราะมีผลตอบแทนให้น้อยมาก ส่วนประเภทสุดท้ายก็คือ การหาเงินให้กับตัวเอง ด้วยการขอใบแดงหรือใบม่วงไว้เป็นค่าเครื่องดื่มบำรุงสัก 2-3 ขวด ซึ่งในส่วนนี้เองถือว่าจะได้มาโดยง่าย เพราะเจ้าของรถปิกอัพและรถใหญ่ที่ทำผิดกฎหมายไม่อยากเสียเวลาย้อนไปเอาใบขับขี่ที่โรงพัก

พร้อมทั้งย้อนอดีตให้ฟังว่า ในสมัยที่เคยไปเป็นผู้กำกับที่สถานีตำรวจท้องที่ในจังหวัดหนึ่ง เมื่อได้รับค่าปรับรายเดือนของโรงพัก ตำรวจรายใหญ่จะไม่ได้รับส่วนแบ่งเลย แต่ตำรวจรายเล็กที่ดูแลการจราจรทั้งหมดจะได้รับส่วนแบ่งที่เท่า ๆ กัน เป็นรางวัลการทำงาน ด้วยเหตุนี้เองเจ้าหน้าที่ของทางราชการก็จะให้การบริการที่ดีหมด เป็นมิตรกับผู้ใช้รถยนต์บนถนนที่ทำถูกกฎจราจร แต่จะไม่เว้นออกใบสั่งให้กับรถที่ทำผิดกฎเลย

สุดท้ายนี้บรรดาเถ้าแก่ขนส่งและคนขับรถใหญ่ทั้งหลาย ก็คงจะหมดข้อสงสัยแล้วว่าส่วยเกิดจากอะไร และมีวันที่จะหมดสิ้นไปจากโลกของการขนส่งหรือไม่?