นางสาวกัณญภัค ตันติพิพัฒนพงศ์ ประธานสภาผู้ส่งสินค้าทางเรือแห่งประเทศไทย (สรท.) แถลงข่าวร่วมกับนายวิศิษฐ์ ลิ้มลือชา รองประธาน นางจินตนา ศิริสันธนะ เลขาธิการ และนายคงฤทธิ์ จันทริก ผู้อำนวยการบริหาร ณ ห้องประชุม 1 สภาผู้ส่งสินค้าทางเรือแห่งประเทศไทย ระบุการส่งออกเดือนสิงหาคม 2563 มีมูลค่า 20,212 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ หดตัว7.94% เมื่อเทียบกับเดือนเดียวกันของปีก่อน (YoY) การส่งออกในรูปเงินบาทเท่ากับ ล้านบาท 635,219 หดตัว -5.43% เมื่อเทียบกับเดือนเดียวกันปีก่อน (YoY) ในขณะที่การนำเข้าในเดือนสิงหาคม 2563 มีมูลค่า 15,862 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ หดตัว -19.68 % เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันปีก่อน (YoY) และการนำเข้าในรูปของเงินบาทมีมูลค่า 505,383 ล้านบาท หดตัว -17.54% เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันปีก่อน (YoY) ส่งผลให้ เดือนสิงหาคม 2563 ประเทศไทยเกินดุลการค้า 4,349 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ และ 129,836 ล้านบาท (การส่งออกเมื่อหักทองคำ น้ำมันและอาวุธยุทธปัจจัย เดือนสิงหาคมการส่งออกหดตัวร้อยละ -14.11)

ขณะที่ ภาพรวมช่วงเดือนม.ค.- ส.ค. ปี 2563 ไทยส่งออกรวมมูลค่า 153,374 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ หดตัว -7.75% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน (YoY) คิดเป็นมูลค่าการส่งออกในรูปเงินบาทที่ 4,777,201 ล้านบาท หดตัว -8.34% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน (YoY) ในขณะที่การนำเข้ามีมูลค่า 134,981 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ หดตัว -15.31 % เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน (YoY) หรือคิดเป็นมูลค่า 4,257,868 ล้านบาท หดตัว -16.02% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน (YoY) ส่งผลให้ช่วงเดือน ม.ค.- ส.ค. 2563 ประเทศไทยเกินดุลการค้า 18,393 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ และ 519,332 ล้านบาท (การส่งออกเมื่อหักทองคำและน้ำมันน้ำมันและอาวุธยุทธปัจจัย เดือนม.ค. – ส.ค. การส่งออกหดตัวร้อยละ -9.68)

การส่งออกในเดือนสิงหาคม กลุ่มสินค้าเกษตรและอุตสาหกรรมเกษตร หดตัวที่ -13.2% เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันปีก่อน (YoY) โดย สินค้าที่ขยายตัวได้ดีอยู่ คือ น้ำมันปาล์ม สุกรสดแช่เย็นแช่แข็ง อาหารสัตว์เลี้ยง ผลิตภัณฑ์มันสำปะหลัง แต่สินค้ากลุ่มที่หดตัวคือ น้ำตาลทราย ยางพารา ผักผลไม้สด แช่เย็น แช่แข็ง กระป๋อง และแปรรูป ข้าว ขณะที่ กลุ่มสินค้าอุตสาหกรรม หดตัวที่ -6.2% เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันปีก่อน (YoY) โดย กลุ่มสินค้าที่มีการขยายตัว ได้แก่ ถุงมือยาง เครื่องซักผ้าและส่วนประกอบ เครื่องโทรสาร โทรศัพท์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ ทองคำ ขณะที่สินค้ากลุ่มที่หดตัว อาทิ อัญมณีและเครื่องประดับ (ไม่รวมทองคำ) สินค้าเกี่ยวเนื่องกับน้ำมัน รถยนต์ อุปกรณ์ และส่วนประกอบ เครื่องรับวิทยุ โทรทัศน์และส่วนประกอบ     

ทั้งนี้ สรท. ปรับคาดการณ์การส่งออกไทยในปี 2563 หดตัว -10% ถึง -8% (ณ ตุลาคม 2563) โดยมีปัจจัยบวกที่สำคัญ คือ อุปสงค์ทั่วโลกเริ่มกลับมาฟื้นตัวอย่างค่อยเป็นค่อยไป ดังจะเห็นได้จากตัวเลขดัชนีทางเศรษฐกิจในหลายส่วนเริ่มมีแนวโน้มกลับมาขยายตัวได้เล็กน้อย อาทิ ดัชนีผู้จัดการฝ่ายผลิตในกลุ่มประเทศพัฒนาแล้วมีค่าเกิน 50 (ขยายตัวสูงสุดตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน 2562) ที่แสดงถึงการฟื้นตัวของกิจกรรมการผลิต และยอดคำสั่งซื้อสินค้าส่งออกสินค้าทั่วโลกที่ขยายตัวเป็นเดือนที่ 4 ติดต่อกัน ส่งผลให้การขยายตัวอย่างต่อเนื่องของการส่งออกกลุ่มสินค้าที่มีศักยภาพ อาทิ สินค้าอาหาร (ข้าวกลุ่มพรีเมียม ทูน่ากระป๋อง) สินค้าที่เกี่ยวเนื่องกับการทำงานที่บ้าน (เครื่องใช้ไฟฟ้า) และสินค้าเพื่อการป้องกันการระบาดของโรค (ถุงมือยาง)

ขณะที่ ปัจจัยเสี่ยงที่เป็นอุปสรรคสำคัญ ได้แก่

1.กำลังซื้อของผู้บริโภคทั่วโลกที่ยังมีความอ่อนแอ เนื่องด้วยสภาพเศรษฐกิจทั่วโลกที่ตกต่ำในปัจจุบัน กระทบต่อกิจกรรมทางเศรษฐกิจและกำลังซื้อของผู้บริโภคหดตัว สะท้อนการหดตัวของการส่งออกในทุกกลุ่มสินค้า โดยจะเน้นการใช้จ่ายกับสินค้าที่จำเป็นและราคาไม่สูงมากนัก 2.ค่าเงินบาทที่ยังคงอยู่ในระดับที่แข็งค่าอย่างต่อเนื่อง จากผลของการซื้อสุทธิในตลาดทุนประเทศไทยและการอ่อนค่าโดยเปรียบเทียบของค่าเงินดอลลาร์ต่อค่าเงินบาทอันเนื่องมาจากการผ่อนคลายนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐและตัวเลขทางเศรษฐกิจของสหรัฐที่มีแนวโน้มยังไม่ดีเท่าที่ควร

3.International logistics 3.1 ค่าระวางสูง โดยเฉพาะในเส้นทางทรานส์แปซิฟิกและเส้นทางออสเตรเลีย อันเป็นผลต่อเนื่องมาจากหลายสายเรือเริ่มมี space ไม่เพียงพอ ทำให้ไม่สามารถรับ booking ได้และต้องมีการปิดรับชั่วคราว อาทิ ออสเตรเลีย ยุโรป และอเมริกา 3.2การขาดแคลนตู้บรรจุสินค้า อันเนื่องมาจากจำนวนตู้บรรจุสินค้านำเข้าและตู้เปล่านำเข้าที่ลดลง ประกอบกับนโยบายบริษัทแม่ของสายเรือที่ให้ทำ Repositioning ตู้ไปยังประเทศจีนเป็นจำนวนมาก และตู้ตกที่ค้างที่สิงคโปร์ซึ่งเป็น Transshipment Hub สำคัญ 3.3 ระวางสินค้าที่ไม่เพียงพอต่ออุปสงค์ของผู้ประกอบการ เนื่องด้วยการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจพร้อมกันในหลายประเทศทั่วโลกโดยเฉพาะประเทศจีน ทำให้การจัด space allocation จากสายเรือไปยังจีนค่อนข้างมาก ส่งผลให้ผู้ประกอบการไทยได้รับ space allocation ไม่เพียงพอ 3.4 ระดับราคาน้ำมันที่ทรงตัวอยู่ระดับต่ำปีกว่าปี 2562 อันเนื่องมาจากผลกระทบการระบาดของโควิด-19 ที่ส่งผลต่อการชะลอของอุปสงค์การใช้น้ำมันทั่วโลก ทำให้การส่งออกสินค้าที่เกี่ยวเนื่องกับน้ำมัน อาทิ พลาสติก เคมีภัณฑ์ และน้ำมันสำเร็จรูปยังคงมีแนวโน้มชะลอตัวลงอย่างต่อเนื่อง

4. ปัญหาภัยแล้ง แม้ระดับความรุนแรงของภัยแล้งจะเริ่มลดลงแต่อย่างไรก็ตามเมื่อพิจารณาจากเขื่อนสำคัญของประเทศไทย อาทิ เขื่อนภูมิพล เขื่อนสิริกิติ์ รวมถึงเขื่อนบางพระทางตะวันออก ซึ่งมีความสำคัญต่อการผลิตในด้านอุตสาหกรรมและเกษตรกรรมยังมีปริมาณน้ำการได้จริงในระดับต่ำ และ 5. ปัญหาการขาดแคลนแรงงานต่างด้าว เนื่องด้วยแรงงานต่างด้าวยังไม่สามารถเข้ามาประเทศไทยได้ ทำให้กระทบต่อภาคการผลิตและการฟื้นตัวของภาคส่งออกและอุตสาหกรรม

 

สภาผู้ส่งสินค้าทางเรือแห่งประเทศไทย มีข้อเสนอแนะที่สำคัญ ดังนี้

1.รักษาเสถียรภาพของอัตราแลกเปลี่ยนให้อยู่ในระดับ 34 บาทต่อเหรียญสหรัฐฯ หรือไม่แข็งค่ากว่าสกุลอื่นในระดับภูมิภาค

2. แก้ไขปัญหาแรงงานต่างด้าวไม่เพียงพอ ไม่สามารถเดินทางเข้าประเทศไทยได้ ขอให้ 2.1 รัฐ (กระทรวงแรงงาน) ควรสนับสนุนงบประมาณหรือมาตรการอื่นๆ เพื่อทดแทนแรงงาน / สนับสนุนโครงการรับนักศึกษาฝึกงาน รัฐช่วยจ่าย ครึ่งหนึ่ง / ควรช่วยเพิ่มกิจกรรม matching แรงงานในประเทศที่ว่างงานกับอุตสาหกรรมที่มีความต้องการต่อเนื่อง เพื่อทดแทนการขาดแคลนแรงงานในระยะสั้น และ 2.2 ผู้ประกอบการ ต้องพยายามปรับตัว เพิ่ม Productivity จากกำลังคนที่มี ใช้ automation เข้ามาช่วยสนับสนุน เพื่อลดค่าใช้จ่ายในระยะยาว

3. เร่งแก้ไขปัญหาการปรับเพิ่มของอัตราค่าระวางและค่าบริการภายในประเทศ (Local Charge) 3.1 รัฐต้องศึกษาโครงสร้างของค่าบริการขนส่งสินค้าทางทะเลระหว่างประเทศทั้งระบบ รวมถึงหน่วยงานที่เรียกเก็บค่าใช้จ่ายดังกล่าว และอัตราที่เรียกเก็บ เพื่อสามารถสะท้อนข้อเท็จจริงของโครงสร้างค่าใช้จ่ายของทั้งการส่งออกและนำเข้าทั้งหมด 3.2 เสนอให้ค่าบริการภายในประเทศ (Local Charges) ที่เกี่ยวเนื่องกับการขนส่งสินค้าทางทะเลระหว่างประเทศเป็นบริการควบคุม โดยใช้อำนาจตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ พ.ศ. 2542 และหากสายเรือจะประกาศค่าบริการเพิ่มเติม ให้มีการหารือ 3 ฝ่ายก่อนการปรับขึ้นทุกครั้ง 3.3 คณะกรรมการกลางว่าด้วย ราคาสินค้าและบริการ หรือ กกร. ควรมีผู้เชี่ยวชาญด้านการขนส่งสินค้าทางทะเล ที่สามารถพิจารณาด้านความสมเหตุสมผลของราคาของบริการที่เกิดขึ้นใน เพื่อกำหนดหลักเกณฑ์ ตรวจสอบความเคลื่อนไหวของราคา และสามารถเรียกให้ผู้ให้บริการแสดงข้อมูล ในกรณีที่มีการร้องเรียนจากผู้ใช้บริการ

4.ปัญหาปริมาณระวางเรือและตู้บรรจุสินค้าไม่เพียงพอต่อความต้องการ ขอให้สำนักงานคณะกรรมการแข่งขันทางการค้า 4.1 ใช้อำนาจตาม มาตรา 52 และ 54 ของ พ.ร.บ. การแข่งขันทางการค้า พ.ศ. 2560 เพื่อมิให้มีการจํากัดปริมาณของสินค้าหรือบริการที่ผู้ประกอบธุรกิจแต่ละรายจะผลิต ซื้อ จําหน่าย หรือบริการตามที่ตกลงกัน หรือ มาตรา 55 ห้ามมิให้ผู้ประกอบธุรกิจใดร่วมกับผู้ประกอบธุรกิจอื่นกระทําการใดๆ อันเป็น การผูกขาด หรือลดการแข่งขัน หรือจํากัดการแข่งขันในตลาดใดตลาดหนึ่งในลักษณะอย่างหนึ่งอย่างใด และ 4.2 ใช้อำนาจตามมาตรา 55 (2) ลดคุณภาพของสินค้าหรือบริการให้ต่ำลงกว่าที่เคยผลิตจําหน่ายหรือให้บริการ เข้ามากำกับดูแล การกำหนดปริมาณระวางเรือและการจัดสรรตู้สินค้าให้กับประเทศไทย.