สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) คาดการณ์การลงทุนในภาพรวมปี 2560 ว่าจะขยายตัว 5% เป็นการขยายตัวของภาครัฐ หัวใจสำคัญของการลงทุนในปีนี้คือ โครงการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก หรือ EEC

พ.ร.บ.ระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก หรือ EEC จะส่งผลให้การดำเนินงานต่าง ๆ ออกมาเป็นรูปธรรมมากขึ้น คาดว่าจะดึงดูดความสนใจจากนักลงทุนทั้งในและต่างประเทศเข้ามาลงทุนในโครงการดังกล่าวมากขึ้น เพราะนักลงทุนต่าง ๆ เริ่มมีความมั่นใจและเห็นภาพการลงทุนที่สามารถเดินหน้าได้จริง


การลงทุนใน EEC จะใช้เงินลงทุน 1.5 ล้านล้านบาท ในช่วง 5 ปีแรก โดยมีการลงทุนทั้งหมด 15 โครงการ ซึ่งในปี 60 จะมีการลงทุน 5 โครงการ ได้แก่ การลงทุนพัฒนาท่าอากาศยานอู่ตะเภา, การลงทุนรถไฟความเร็วสูงภาคตะวันออก, การลงทุนท่าเรือแหลมฉบัง เฟส 3 ท่าเรือมาบตาพุด ท่าเรือพาณิชย์ของเอกชน, การลงทุนในอุตสาหกรรมเป้าหมาย ได้แก่ อุตสาหกรรมยานยนต์-หุ่นยนต์ การพัฒนาเป็นศูนย์กลางของ Medical การพัฒนา Bio-Economy, และการพัฒนาเมืองใหม่

พร้อมกันนี้ รัฐบาลจะผลักดัน EEC สู่ประตูการค้าสำคัญบนเส้นทางสายไหมทางเศรษฐกิจ ต่อจากนี้ไป โดยจะพัฒนาขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศด้วยการผลักดันนโยบายไทยแลนด์ 4.0 ส่งเสริมการนำเทคโนโลยีขั้นสูงและนวัตกรรมไปใช้ผลิตสินค้าและบริการ และโครงการพัฒนาเขตเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก หรือ EEC ที่เปิดพื้นที่ให้นักลงทุนต่างชาติมาตั้งฐานการผลิต เพื่อเป็นประตูการค้าเชื่อมต่อไปยังประเทศจีน ภูมิภาคยุโรป อาเซียน และภูมิภาคอื่น ๆ ผ่านเส้นทางสายไหมตามนโยบาย One Belt One Road ของจีน


โดยเส้นทางสายไหมนี้ประกอบด้วย เส้นทางทางบก 3 เส้นทาง และทางทะเล 2 เส้นทาง เชื่อมต่อกับ 64 ประเทศ ครอบคลุมประชากรราว 4,500 ล้านคน ซึ่งรัฐบาลคาดหวังให้เกิดการพัฒนาเศรษฐกิจทั้งของไทยและมิตรประเทศ ที่มีมูลค่ารวมกว่า 23 ล้านล้านเหรียญสหรัฐในอนาคต ร่วมเดินหน้าประเทศไทย กับสำนักโฆษก สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี

ทั้งนี้ แนวคิดการมี “One Belt One Road” เป็นนโยบายของจีน ในการสร้างความเชื่อมโยงกับอีก 64 ประเทศทั่วโลก ตั้งแต่เอเชีย ไปจนถึงยุโรปและแอฟริกา ซึ่งครอบคลุมจำนวนประชากรราว 4,500 ล้านคน มี GDP ที่บ่งบอกขนาดเศรษฐกิจรวมกันแล้วกว่า 23 ล้านล้านเหรียญสหรัฐฯ คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 62 และ 30 ของโลก
จีนพยายามที่จะส่งเสริมความเชื่อมโยงทั้งทางบก หรือที่เรียกว่าเส้นทางสายไหมทางเศรษฐกิจ จำนวน 3 เส้นทาง และทางทะเล หรือเส้นทางสายไหมทางทะเล ในศตวรรษที่ 21 จำนวน 2 เส้นทาง ซึ่งจะเชื่อมระหว่างอาเซียน เอเชีย แอฟริกาและยุโรป


โดยมีการเชื่อมโยงความร่วมมือในหลายด้าน อาทิ ความร่วมมือด้านนโยบาย การอำนวยความสะดวกด้านการค้าและการลงทุน และความร่วมมือด้านการเงิน ซึ่งแน่นอนว่าหากไทยได้เข้าร่วมเป็นส่วนหนึ่งของ “One Belt One Road” นี้ หมายถึงการเชื่อมต่อกับตลาดขนาดใหญ่ทั่วโลกซึ่งก็ขอให้ทุกคนไปติดตามแล้วก็ร่วมมือกันนะครับทำให้มันเกิดขึ้นให้ได้

สำหรับการเชื่อมต่อเป็นส่วนหนึ่งของ “One Belt One Road” นี้ สอดคล้องกับนโยบายการค้าของไทยที่ให้ความสำคัญกับความเชื่อมโยงในภูมิภาค (Connectivity) เพื่อให้ไทยเป็นจุดศูนย์กลางของภูมิภาคอาเซียน ซึ่งรัฐบาลได้มุ่งเสริมสร้างความเชื่อมโยงของไทยกับประเทศคู่ค้าที่สำคัญ และเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของประเทศในระยะยาวที่จะต้องดำเนินควบคู่ไปกับนโยบายดังกล่าวเช่น

(1) โครงการประเทศไทย 4.0 ซึ่งสอดคล้องกับจีนที่มีแผนยุทธศาสตร์ Made in China 2025 ซึ่งเน้นเทคโนโลยีการผลิตขั้นสูง และสินค้านวัตกรรม ซึ่งจะทำให้ร่วมกันเป็นหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์ได้

(2) โครงการ EEC เพื่อให้นักลงทุนต่างชาติเข้ามาใช้ EEC ในการเป็นฐานการผลิตเพื่อกระจายสินค้าไปสู่กัมพูชา สปป.ลาว เมียนมา และเวียดนามรวมถึงประเทศอื่น ๆ บนเส้นทางสายไหมนี้อีกด้วย

นี่คือความหวังของภาครัฐที่จะผลักดันให้ EEC กลายเป็นพื้นที่เศรษฐกิจสำคัญของอาเซียน เป็นที่ตั้งของอุตสาหกรรมอนาคต การสร้างนวัตกรรม ศูนย์กลางการคมนาคม การขนส่งและกระจายสินค้า และการบินของภูมิภาค ซึ่งจะทำให้ไทยเป็นประตูเข้าสู่ประเทศเพื่อนบ้านในภูมิภาคที่มีศักยภาพการเติบโตสูง