กลายเป็นเรื่อง Talk of the town ในแวดวงขนส่งและโลจิสติกส์ไทยขึ้นมาทันที เมื่อ “อัศวิน ขวัญเมือง” ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร (กทม.) เตรียมออกข้อบัญญัติควบคุมรถบรรทุก 6 ล้อขึ้นไปห้ามเข้าพื้นที่กรุงเทพฯชั้นใน (วงแหวนรัชดาภิเษก) และรถบรรทุก 10 ล้อขึ้นไปห้ามเข้าพื้นที่กรุงเทพฯ ชั้นนอก (วงแหวนกาญจนาภิเษก) ตั้งแต่ 06.00-21.00 น. ดีเดย์ 1 ธ.ค.นี้-28 ก.พ.64 หวังพุ่งชนเป้าหมายช่วยลด PM2.5 ได้ถึง 27%

แรงกระทบครั้งนี้กำลังเกิด “โมเมนตัม” กลับไปยังฝั่ง กทม. เพราะเหล่าบรรดากลุ่มสิบล้อจะไม่ทนเป็นแพะรับบาปอีกต่อไป ตั้งโต๊ะแถลงข่าวงัดข้อกับนโยบายผู้ว่าฯ กทม. อย่างถึงพริกถึงขิง พร้อมทั้งยังชูให้เห็นว่า เมื่อเกิดเหตุร้ายทีไรกลุ่มรถใหญ่ถูกตราหน้าเป็นผู้ผิดเสมอ เมื่อมองไปรอบด้านไม่ว่าจะเป็นการเผาในที่โล่ง งานก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานต่างๆ ก็ล้วนเป็นตัวก่อมลพิษกันทั้งนั้น ทั้งนี้ ยังมี “รถเมล์ ขสมก.-รถโดยสาร-กระบะ” ที่ใช้น้ำมันดีเซลเป็นเชื้อเพลิงไม่ต่างจากกลุ่มรถสิบล้อ ทำไมถึงโยนบาปมาที่กลุ่มสิบล้อเพียงผู้เดียว ย้ำชัดแก้ปัญหาปลายเหตุ-ล้อมคอกปัญหาพอไปที แถมซ้ำเติมต้นทุนขนส่ง-กระทบชิ่งระบบโลจิสติกส์-ห่วงโซ่อื่นๆ ปั่นป่วน

คุณอภิชาติ ไพรรุ่งเรือง ประธานสหพันธ์การขนส่งทางบกแห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า พวกเราสหพันธ์ฯ พร้อมด้วย 10 สมาคมขนส่งฯ ที่มีสมาชิกอยู่กว่า 3 แสนคันขอคัดค้านนโยบายดังกล่าว เพราะเป็นการแก้ปัญหาไม่ตรงจุด อีกทั้งรถบรรทุกไม่ใช่ต้นเหตุปัญหาฝุ่น PM2.5 อย่างที่รัฐบาล-กทม.เข้าใจ

จากผลการวิจัยหลายสำนักทั้งจากหลายมหาวิทยาลัยรวมถึงสำนักวิจัยในต่างประเทศชี้ชัดสาเหตุหลักการเกิดฝุ่นพิษ 50% มาจากการเผาในที่โล่ง 30% มาจากภาคอุตสาหกรรม 10% มาจากภาคคมนาคมขนส่ง และอีก 10% จากภาคอื่นๆ นี้คือผลการวิจัยที่ช่วยหักล้างสาเหตุหลักที่ภาครัฐยึดเอาตามกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมบอกว่าสาเหตุหลักมาจากรถบรรทุก 28% ในจำนวน 72.5% ของภาคคมนาคมขนส่งได้เป็นอย่างดี

อย่างไรก็ดี หากรัฐบาล-กทม.ยังจะดื้อแพ่งบังคับใช้นโยบายนี้ ต้องรับผิดชอบและยอมรับผลกระทบที่เกิดขึ้นตามมา ซึ่งมันส่งผลกลับไปหาพี่น้องประชาชนคนกรุงเทพฯ จะไม่มีสินค้าเพื่ออุปโภคบริโภคได้จับจ่ายใช้สอยได้สะดวก เพราะดีมานด์ซัพพลายมันจะขาดหายไปจากระบบทันที อยากให้รัฐบาลเพิ่งสำเหนียกด้วยว่าเราคือเส้นโลหิตเส้นหนึ่งหากมาตัดเส้นเลือดนี้ไปเมื่อไหร่ท่านก็ตายเมื่อนั้น

“อย่ามองพวกผมในลักษณะที่อยากจะทำอะไรก็ได้ เรื่องแบบนี้พวกเรายอมรับไม่ได้ ถ้าท่านจะห้ามรถบรรทุกเข้ากทม.ท่านก็ต้องหาจุดที่พักรถให้เราด้วย ไม่ใช่ไม่มีมาตรการรองรับปล่อยให้ไปจอดตามยถากรรม ท่านอยากประกาศใช้มาตรการอะไรออกมาไม่เคยเชิญพวกเราไปร่วมฟังและเสนอปัญหาผลกระทบที่จะเกิดขึ้นบ้าง ไม่ใช่ไปนั่งเทียนเสร็จแล้วก็ออกมาบอกจะบังคับใช้นโยบายโน่นนี่นั่น ท่านมาห้ามเราไม่ให้เข้าพื้นที่ชั้นกทม.ห้ามเข้าวงแหวนรอบนอกกาญจาภิเษก ผมขอถามหน่อยรถบรรทุกขนส่งสินค้าจากภาคใต้จะไปตะวันออก-ตะวันออกไปภาคใต้จะไปยังไง ภาครัฐ-กทม.มีมาตรการอะไรมารองรับผลกระทบที่เกิดขึ้นหรือไม่ ปัญหานี้กับรัฐบาลชุดนี้ทำงาน-แก้ไขปัญหาแบบ “เด็กปัญญาอ่อน” จริงๆ”

ประมุขสิบล้อ ย้ำทิ้งท้ายว่า หากกทม.-รัฐบาลยังดื้อดึงที่จะประกาศใช้คำสั่งดังกล่าว พวกเราคงต้องจะไปฟ้องต่อศาลปกครองต่อไป และสหพันธ์ฯ-มวลพันธมิตร 10 สมาคมขนส่งฯ ก็พร้อมใจกัน “หยุดขนส่งสินค้า” ทุกประเภทเข้ากทม.ทันที จึงขอวอนให้รัฐบาลพิจารณาเรื่องนี้อย่างรอบคอบถึงผลกระทบที่จะตามมา

ขณะที่ คุณยู เจียรยืนยงพงศ์ อดีตประธานสหพันธ์การขนส่งทางบกแห่งประเทศไทย สะท้อนมุมมองนี้ว่า เป็นการแก้ปัญหาไม่ตรงจุด การห้ามรถบรรทุกวิ่งเข้าวงแหวนรอบนอกกาญจาภิเษกนี่มันอลม่านปั่นป่วนไปหมดเลยนะ เพราะรถบรรทุกทั้งหมดจากใต้-เหนือ-ออก-ตก จะเคลื่อนเข้ากรุงหรือเชื่อมต่อไปแต่ละภูมิภาคมันก็ต้องผ่านตรงอยู่นี้ แล้วอะไรจะเกิดขึ้นหากมาห้ามเข้าทั้งปริมาณการจราจรที่แออัด-กองรถบรรทุกสินค้าจำนวนมากที่จอดรอวิ่งเข้ากรุงช่วง 3 ทุ่ม

“เรื่องนี้ครั้งหนึ่งในที่ประชุมฯ ผมเคยสะท้อนปัญหา-ผลกระทบแล้วว่าวิธีคิดวิธีแก้ปัญหาแบบนี้มันไม่ถูก วันธรรมดามันก็ยังติดวินาศสันตะโรกันอยู่แล้ว และนี่ห้ามรถบรรทุกสินค้าวิ่งเข้าช่วงกลางวันคิดเอาเองล่ะกันช่วงรอวิ่งเข้าพื้นที่ชั้นในอะไรจะเกิดขึ้น แล้วตรงนี้กทม.-รัฐบาลรู้ปัญหาและผลกระทบหรือไม่? เคยส่งคนลงไปดูพื้นที่-สภาพปัญหาจริงหรือไม่? และเตรียมมาตรการไว้รองรับผลกระทบหรือยัง? หรือสักแต่ว่าห้ามๆ ท่าเดียว”

ทั้งนี้ ปัญหาการเกิดฝุ่น PM2.5 นี้ สาเหตุหลักมันอยู่ที่การเผาในที่โล่ง ไม่ว่าจะเป็นป่าอ้อย-หญ้า-ตอข้าว-ฟางข้าว ยิ่งฤดูนี้เป็นฤดูเก็บเกี่ยวประกอบกับอากาศหนาว คิดดูสิเผาแล้วยังไงมันพัดไหลเข้ากรุงอยู่ดี ไปแก้ตรงนั้นจริงๆ จังๆ ดีมั้ย?ออกมาตรการมาเลยบังคับโรงงานน้ำตาล หากเป็นอ้อยที่เผาไม่รับซื้อเด็ดขาด ส่วนคนที่เผาก็ต้องเอาผิดทางกฎหมายอย่างจริงจัง แต่กลับมาแก้ปัญหาที่ปลายเหตุคือห้ามรถบรรทุกวิ่งเข้ากรุงซึ่งมันไม่ใช่ต้นเหตุของปัญหา

“ไอ้ผลวิจัยสาเหตุฝุ่นพิษก็เหมือนกัน มันบิดเบี้ยวไปกันหมดแล้ว และนักวิชาการขายตัวในหน่วยงานต่างๆ ที่ไปหยิบยกตัวเลข-สถิติทั้งหลายแหล่มาประมวณ เขารู้ลึกรู้จริงแค่ไหน? ที่บอกว่ารถบรรทุกควันดำ-เป็นต้นตอฝุ่นพิษ PM2.5 ถึง 28% ในจำนวน 72.5% จากภาคคมนาคมขนส่งที่เป็นต้นเหตุฝุ่น มันไม่ใช่แล้ว…นี่ไงผมถึงบอกว่าแก้ปัญหาได้แย่มาก”   

โดย…ยกล้อ

อ่านข่าวสารหรือความเคลื่อนไหวในแวดวงนี้ก่อนใครได้ที่นี่

เฟซบุ๊ก : BUS & TRUCK

เว็บไซต์ข่าว : www.BusAndTruckMedia.com

เว็บไซต์งาน : www.BusAndTruckExpo.com