DHL eCommerce มุ่งขยายขอบข่ายการให้บริการด้วยเครือข่ายการกระจายสินค้าที่ครอบคลุมทั่วทุกภูมิภาคในประเทศ พร้อมบริการจัดส่งสินค้าในรูปแบบ B2C (Business-to-Consumers) ระหว่างประเทศในราคาประหยัด

 คุณเกียรติชัย พิตรปรีชา กรรมการผู้จัดการ DHL eCommerce ประเทศไทย กล่าวว่า ปัจจุบันตลาดอีคอมเมิร์ซในประเทศไทยมีขนาดใหญ่เป็นอันดับที่สองในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และคาดว่าจะมีอัตราการเติบโตเฉลี่ยสูงถึง 22% ต่อปี จนถึงปี พ.ศ. 2563  ในขณะที่ตลาดอีคอมเมิร์ซกำลังเติบโตอย่างรวดเร็วนี้ ผู้บริโภคก็มีความต้องการเพิ่มมากขึ้นเช่นกัน ทั้งในเรื่องความคุ้มค่าและสมเหตุสมผลของราคาค่าบริการ รวมถึงคุณภาพของการบริหารจัดการด้านโลจิสติกส์ ด้วยเหตุนี้เราจึงขยายการลงทุนพัฒนาการให้บริการในด้านต่าง ๆ เพื่อให้ DHL eCommerce ประเทศไทย เป็นตัวเลือกอันดับ 1 ของผู้บริโภคในประเทศไทย

“เราได้ขยายบริการด้านการรับสินค้าถึงที่ (pick-up service) สำหรับผู้ประกอบการทุกขนาด โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ประกอบการ SMEs กว่า 2.7 ล้านรายในประเทศไทย ซึ่งจะช่วยเพิ่มความสะดวกรวดเร็วในการจัดส่งสินค้าให้ถึงมือผู้บริโภค โดยผู้ประกอบการไม่ต้องเสียเวลาเดินทางและรอเข้าคิวเพื่อจัดส่งสินค้าอีกต่อไป ทำให้มีเวลาในการพัฒนาและขยายธุรกิจให้เติบโตมากยิ่งขึ้น”

ในปีที่ผ่านมา DHL eCommerce ประเทศไทย ลงทุนในด้านบุคลากร การให้บริการ ศูนย์กระจายสินค้า ยานพาหนะในการจัดส่ง และเครือข่ายการกระจายสินค้าอย่างจริงจัง DHL eCommerce มีศูนย์กระจายสินค้าขนาด 3,222 ตารางเมตรในกรุงเทพฯ และเครือข่ายศูนย์กระจายสินค้าย่อยทั่วประเทศไทยที่สามารถรองรับการจัดส่งสินค้ากว่า 15 ล้านรายการในแต่ละปี นอกจากนี้ กลุ่มผู้ประกอบการยังสามารถใช้บริการเก็บเงินปลายทาง หรือ COD (Cash on Delivery) ซึ่งจะชำระเงินคืนเมื่อสินค้าส่งถึงมือผู้รับในแต่ละวัน รวมถึงศูนย์บริการลูกค้า (Call Center) ที่สามารถให้บริการได้หลากหลายภาษา และมีการบูรณาการระบบไอทีที่เข้าถึงได้ง่ายมารองรับการบริหารคำสั่งซื้อสินค้าออนไลน์ ซึ่งเพิ่มความสะดวกให้แก่ผู้ประกอบการในการจัดเตรียมสินค้าก่อนการจัดส่งผ่านเครือข่ายการให้บริการของ DHL

นอกเหนือจากการให้บริการด้านการจัดส่งสินค้าภายในประเทศ DHL eCommerce ยังช่วยสนับสนุนให้ผู้ประกอบการไทยขยายธุรกิจสู่ตลาดอีคอมเมิร์ซระหว่างประเทศ ด้วยบริการจัดส่งสินค้าระหว่างประเทศแบบ B2C ในราคาประหยัด การให้บริการด้าน fulfillment ที่คิดค่าใช้จ่ายตามการใช้งานจริง

คุณมัลคอล์ม มอนเตโร ประธานกรรมการบริหาร DHL eCommerce เอเชียแปซิฟิก กล่าวว่า เรามุ่งมั่นที่จะร่วมพัฒนาและสนับสนุนเศรษฐกิจของประเทศไทยตามนโยบาย ‘ดิจิตอล ไทยแลนด์’ ของรัฐบาลที่เริ่มต้นขึ้นเมื่อปีพ.ศ. 2559 ซึ่งเป็นโอกาสสำหรับองค์กรธุรกิจในกลุ่มอุตสาหกรรมต่าง ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งกลุ่มธุรกิจ SMEs ในการปรับเปลี่ยนการดำเนินงานและการให้บริการมาเป็นรูปแบบดิจิตอล

“ประเทศไทยนับเป็นหนึ่งในตลาดที่สำคัญที่สุดในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และเราคาดการณ์ว่าจะมีอัตราการเจริญเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยเป็นผลมาจากการที่ธุรกิจ SMEs จำนวนมากต้องการขยายธุรกิจสู่ตลาดออนไลน์ ดีเอชแอล อีคอมเมิร์ซมุ่งมั่นที่จะเสริมศักยภาพให้แก่ธุรกิจของไทย เพื่อให้ได้รับประโยชน์อย่างเต็มที่จากการเติบโตของธุรกิจอีคอมเมิร์ซทั้งในประเทศและต่างประเทศ”

คุณชาร์ลส์ บรูเออร์ ประธานกรรมการบริหาร DHL eCommerce กล่าวว่า มีการคาดการณ์ว่าธุรกิจอีคอมเมิร์ซรูปแบบ B2C ระหว่างประเทศจะมีขนาดใหญ่ขึ้นจนแตะระดับ 1 ล้านล้านดอลลาร์ภายในปีพ.ศ. 2563  และในปีที่ผ่านมา DHL eCommerce ประเทศไทยมีการเจริญเติบโตอย่างรวดเร็ว โดยที่เราได้ขยายการให้บริการใหม่ ๆ เพื่อตอบโจทย์ความต้องการที่เพิ่มขึ้นของผู้บริโภค และยังคงมุ่งมั่นที่จะนำเสนอทางเลือกที่หลากหลายทั้งสำหรับการรับและการจัดส่งสินค้าเพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้าให้ได้มากที่สุด