โครงการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก หรือ Eastern Economic Corridor (EEC) โดยร่างพ.ร.บ. ได้ผ่านความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรีแล้ว ขณะนี้อยู่ระหว่างการพิจารณาของคณะกรรมการกฤษฎีกา จากนั้นจะนำเข้าสู่กระบวนการพิจารณาของสภานิติบัญญัติแห่งชาติต่อไป

คุณอุตตม สาวนายน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม กล่าวว่า รัฐบาลให้ความสำคัญกับโครงการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก (EEC) เป็นอย่างมาก โดยกำหนดมาตรการส่งเสริมการลงทุนเพิ่มเติมโดยเฉพาะที่เชื่อมโยงกับ 10 อุตสาหกรรมเป้าหมาย ควบคู่กับยกระดับเส้นทางคมนาคมพื้นฐานทั้งทางบก เรือ และอากาศ โดยเบื้องต้น EEC ครอบคลุมเขตพื้นที่ 3 จังหวัด ได้แก่ ฉะเชิงเทรา ชลบุรี และระยอง ซึ่งถือเป็นพื้นที่เริ่มต้นสำคัญในการผลักดันประเทศตามนโยบาย Thailand 4.0 ทั้งนี้ รัฐบาลได้กำหนดแผนการลงทุนพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานในระยะเวลา 5 ปี (พ.ศ. 2560-2564) มีมูลค่ากว่า 1.5 ล้านล้านบาท โดยมี 15 โครงการเป้าหมายเบื้องต้น เพื่อเชื่อมโยงเส้นทางคมนาคมให้เหมาะสมทั้งสินค้าและประชาชน อาทิ การพัฒนาสนามบินอู่ตะเภา ท่าเรือพาณิชย์สัตหีบ ท่าเรือแหลมฉบัง ท่าเรือมาบตาพุด รถไฟความเร็วสูงและมอเตอร์เวย์สายใหม่

สำหรับแผนการชักจูงผู้ประกอบการต่างชาติให้เข้ามาลงทุนใน EEC นั้น สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) ได้ปรับสิทธิประโยชน์ใหม่จากเดิม รวมไปถึงสิทธิประโยชน์ที่มิใช่ภาษีอีกหลายประการ อาทิ การยื่นขอวีซ่าพิเศษ สำหรับแรงงานที่มีความรู้ความสามารถ เป็นต้น รวมทั้งการพัฒนาสาธารณูปโภคพื้นฐานทั้งไฟฟ้า ประปา และระบบอินเตอร์เน็ตภายในพื้นที่ โดยขณะนี้ ภาคเอกชนทั้งจากเอเชีย ยุโรปและสหรัฐฯ ได้เข้ามา ติดต่อพูดคุยและให้ความสนใจที่จะเข้ามาลงทุนในโครงการ EEC ด้วยแล้ว

ดร.กอบศักดิ์ ภูตระกูล ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวเพิ่มเติมว่า โครงการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก (ECC) คือ เครื่องจักรกลใหม่ในการผลักดันการเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศแบบก้าวกระโดด ยังสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจและประโยชน์เชิงสังคมทั้งในระดับชุมชน ประเทศ และ CLMV และ AEC ซึ่งถือเป็นพื้นทีสำคัญที่รัฐบาลจะจัดพื้นที่ดังกล่าวเป็นศูนย์กลางการผลิตชั้นสูง และจัดทำโครงการโครงสร้างพื้นฐานสู่ประเทศเพื่อนบ้านให้เป็นศูนย์กลางในการกระจายสินค้า จากการประเมินคาดได้ว่า EEC จะทำให้ GDP ประเทศขยายตัวร้อยละ 5 ต่อปี เกิดการจ้างงานเพิ่มขึ้น 1 แสนคนต่อปี และจำนวนนักท่องเที่ยวจะเพิ่มขึ้นกว่า 10 ล้านคนต่อปีด้วย