เมื่อต้นปี 2560 ที่ผ่านมา พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช. ได้ประกาศออกมาอย่างชัดเจนให้รถบรรทุกทุกประเภทต้องบรรทุกสินค้า รวมถึงน้ำหนักของรถต้องเป็นไปตามที่กฎหมายกำหนด สูงสุดเพียงแค่ 50.5 ตัน เท่านั้น หากผู้ประกอบการบรรทุกสินค้ารายใดไม่กระทำตามจะมีความผิดตามที่กฎหมายกำหนดทันที

เริ่มแรกคนในวงการขนส่งต่างก็ไม่เชื่อว่าจะเป็นจริงไปได้ เพราะคำว่าส่วยเกิดจากความร่วมมือของหลายวงการ ไม่ว่าจะเป็นผู้ว่าจ้างขนส่งสินค้า ผู้ทำการขนส่งสินค้า และเจ้าหน้าที่ของทางราชการ เพราะส่วยมีอายุยืนยาวมานานหลายปี และจะต้องมีต่อไปในอนาคตอย่างแน่นอน

แต่ด้วยเวลาผ่านไปเพียงแค่ 4 เดือนเท่านั้น ส่วยที่มีวิ่งอยู่บนถนนทุกแห่งทั่วประเทศต่างได้ลดหายลงไปเป็นจำนวนมาก เดิมทีเห็นสิ่งของที่บรรทุกอยู่ท้ายรถก็ต้องทราบทันทีว่าบรรทุกเกินมาอย่างแน่นอน แต่เท่าที่ผ่านมาได้ 4 เดือน ก็ต้องนำรถบรรทุกเข้าชั่งน้ำหนักจึงจะรู้ว่ามันเกินที่กฎหมายกำหนดหรือไม่ จะใช้เพียงตาเปล่าสังเกตไม่ได้อีกต่อไปแล้ว

แต่เดิมที่รถบรรทุกเกินที่กฎหมายกำหนดจะสามารถวิ่งข้ามจังหวัดได้ทั่วประเทศ เพราะผู้ที่อยู่เบื้องหลังส่วยสามารถกำหนดได้ แต่ในปัจจุบันนี้รถที่บรรทุกเกินจะสามารถวิ่งได้เฉพาะในจังหวัดเดียวที่จ่ายส่วยเท่านั้น ไม่สามารถวิ่งข้ามไปยังจังหวัดอื่นได้ เพราะจะถูกทหารจับปรับ และส่งให้ศาลจังหวัดดำเนินคดีต่อไป

สาเหตุสำคัญที่ส่วยเริ่มลดน้อยลง เป็นเพราะผู้นำของประเทศได้สั่งการมาอย่างเด็ดขาด โดยไม่สนใจถึงผู้มีอำนาจรายใด ใครทำผิดกฎหมายสามารถจัดการได้ทุกราย ทำให้ผู้ใต้บังคับบัญชาทุกรายจะต้องทำตามที่ได้รับคำสั่งมา และยิ่งมีโซเชียลมีเดียที่ใคร ๆ ทั่วประเทศก็สามารถดูได้ สามารถนำมาเป็นหลักฐานได้อีก ทำให้ต้องปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัด

เมื่อการบรรทุกสินค้าด้วยรถใหญ่กลับมาเป็นไปตามที่กฎหมายบังคับทุกอย่าง ทำให้ผู้ประกอบการขนส่งที่ทำตามกฎหมายมาตลอดจะได้เปรียบผู้ที่ทำผิดกฎหมายเป็นอย่างมาก จะมีงานขนส่งเพิ่มมากขึ้นเพราะผู้ว่าจ้างไว้ใจให้การบริการเป็นอย่างดี และที่สำคัญไม่เกิดปัญหาในระหว่างขนส่งด้วย

แต่ในทางตรงกันข้ามผู้ที่จ่ายส่วยมาตลอดในอาชีพการทำงานจะเกิดความเสียเปรียบเป็นอย่างมาก เรียกว่าแทบปิดบริษัทไปทีเดียวเพราะเดิมจะบรรทุกสินค้าเป็นจำนวนมาก เมื่อได้เงินมามากก็ต้องสินค้าให้เร็วไว คนขับจึงเหยียบคันเร่งแบบไม่คิดชีวิต สิ้นเปลืองค่าน้ำมันเป็นอย่างมาก แต่เมื่อส่งสินค้าเสร็จแล้วก็จะได้กำไรจากการขนส่งมากโขทีเดียว แต่เมื่อมีกฎหมายมาบังคับเจ้าหน้าที่ทางราชการต้องทำตามที่เจ้านายสั่งอย่างเข้มงวด ทำให้ผู้ว่าจ้างขนส่งต้องหันมาทำตามข้อกฎหมายว่าจ้างให้ขนส่งตามน้ำหนักที่กฎหมายกำหนด ทำให้ผู้ประกอบการขนส่งที่ทำตามกฎหมายกำหนดมาตลอดได้เปรียบ ผู้ว่าจ้างจะเรียกใช้งานตลอดแม้จะต้องจ่ายแพงแต่คุณภาพของสินค้าที่ส่งไปมีคุณภาพดี และมีการบริการหลังการขายให้กับลูกค้าที่ปลายทางเป็นอย่างดีอีกด้วย

เมื่อกลไกทางการตลาดขนส่งถูกทำตามที่กฎหมายดูแลทุกอย่าง ผู้ที่ทำผิดกฎหมายก็จะต้องหายไปเรื่อย ๆ และทำให้ผู้ประกอบการขนส่งที่ทำตามกฎหมายสามารถกลับมายืนได้อย่างผงาดอีกครั้งแน่