กรมทางหลวง Kick off ขับ 120 กม/ชม. ประเดิมถนนสายเอเชีย ช่วงอยุธยา-อ่างทอง 45.9 กม. แบ่งความเร็ว 3 ระดับ “เลนซ้ายไม่เกิน 80-เลนกลางไม่เกิน 100-ขวาสุดไม่ต่ำกว่า 100/ไม่เกิน 120” เตรียมขยายเฟส 2 ครอบคลุม “กลาง-เหนือ-อีสาน-ใต้” 14 สายทาง 261 กม. ภายใน ส.ค.นี้ จ่อทยอยเพิ่ม 5 สายทาง 1,761 กม. ตั้งแต่ ธ.ค. 64 เป็นต้นไป ยันช่วยแก้จราจรติดขัด-สะดวก-รวดเร็ว-ปลอดภัย ด้าน ทช. เตรียมนำร่องปี 64 จำนวน 6 เส้นทาง เร่งถก กปถ. ขอใช้งบ คาดสรุปภายใน 2 เดือนนายศักดิ์สยาม ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เปิดเผยภายหลังเป็นประธานในพิธีเริ่มต้นใช้ความเร็ว 120 กิโลเมตร (กม.)/ชั่วโมง (ชม.) บนทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 32 หรือถนนสายเอเชีย (ช่วงหมวดทางหลวงบางปะอิน-ทางต่างระดับอ่างทอง) วันนี้ (1 เม.ย. 2564) เวลา 14.00 น. บริเวณ หมวดทางหลวงบางปะอินว่า ตั้งแต่เข้ามารับตำแหน่งในฐานะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ได้มอบนโยบายการปรับเพิ่มอัตราความเร็วของรถยนต์ จากความเร็วไม่เกิน 90 กม./ชม. เป็นความเร็วไม่เกิน 120 กม./ชม. เฉพาะถนนที่ได้มาตรฐานตามที่กฎกระทรวงกำหนดมีช่องจราจรตั้งแต่ 4 ช่องขึ้นไป ไม่มีจุดกลับรถระดับราบ มีเกาะกลางถนนแบบกำแพงกั้น และมีความปลอดภัยด้านวิศวกรรมสูง รวมถึงเพื่อให้ผู้ขับขี่ได้ใช้อัตราความเร็วตามที่กฎหมายกำหนด ได้อย่างสะดวก รวดเร็ว และมีความปลอดภัยสูง

ทั้งนี้ ที่ผ่านมากระทรวงคมนาคมได้เตรียมการนโยบายนี้มาอย่างต่อเนื่องจนเป็นผลสำเร็จ พร้อมทั้งมีประกาศกฎกระทรวงกำหนดอัตราความเร็วฉบับใหม่ในราชกิจจานุเบกษา เมื่อวันที่ 10 มี.ค. 2564 ที่ผ่านมา โดยมีผลบังคับใช้ในวันที่ 1 เม.ย. 2564 โดยกรมทางหลวง (ทล.) จึงได้กำหนดเส้นทางแรก หรือจุดเริ่มต้น (ต้นแบบ) ของทางหลวงแผ่นดินและทางหลวงชนบท ในการใช้ความเร็ว 120 กม./ชม. คือ ทางหลวงหมายเลข 32 หรือถนนสายเอเชีย ช่วงหมวดทางหลวงบางปะอิน-ทางต่างระดับอ่างทอง ระยะทาง 45.9 กม. จากถนนขนาด 4 ช่องจราจรขึ้นไป และมีเกาะกลางถนน ทั้งในส่วนของ ทล. และกรมทางหลวงชนบท (ทช.) รับผิดชอบ ระยะทางประมาณ 14,000 กม. ทั่วประเทศ พร้อมทั้งสอดรับกับโครงการติดตั้งแบริเออร์ด้วย ซึ่งเตรียมหารือกับสำนักบริหารหนี้สาธารณะ (สบน.) เพื่อขอวงเงินกู้มาดำเนินการโครงการติดตั้งกำแพงคอนกรีตหุ้มยางพาราธรรมชาติ  (Rubber Fender Barrier : RFB) และหลักนำทางยางธรรมชาติ (Rubber Guide Post RGP)ขณะเดียวกัน กระทรวงคมนาคมยังได้สั่งการและเน้นย้ำให้ ทล.ปรับปรุงเพิ่มมาตรฐานทางกายภาพให้เกิดความสะดวกและปลอดภัยมากยิ่งขึ้น ได้แก่ เสริมการก่อสร้างอุปกรณ์ป้องกันด้านข้างทาง (ConcreteBarrier) เพื่อช่วยลดความเสี่ยงของการเกิดอุบัติเหตุรุนแรง เนื่องจากการเสียหลักตกเกาะกลาง ปรับปรุงจุดกลับรถระดับราบ เพื่อลดการตัดกันของกระแสจราจร ติดตั้งป้ายจราจรและป้ายเปลี่ยนข้อความได้ (VMS) เพื่อสื่อสารการใช้ความเร็วที่เหมาะสมในแต่ละช่องจราจร รวมทั้งติดตั้งแถบเตือน Rumble Strips เพื่อแจ้งจุดเริ่มต้นและจุดสิ้นสุดการเข้าเขตควบคุมความเร็ว

“เรื่องที่ดำเนินการนี้ ไม่ใช่เรื่องใหม่ในโลกโดยการกำหนดอัตราความเร็วรถเป็น 120 กม./ชม. บนถนนสายเอเชียนั้น จะช่วยลดปัญหาการจราจรติดขัดและปัญหาอุบัติเหตที่เกิดจากการชนท้ายหรือการเปลี่ยนช่องจราจร อันเนื่องมาจากรถวิ่งด้วยความเร็วที่แตกต่างปะปนกันไป ไม่เป็นระเบียบ อีกทั้งยังทำให้ถนนสายเอเชียในอนาคตจะไม่มีจุดกลับรถระดับราบ ส่งผลให้ผู้ใช้รถใช้ถนนเดินทางได้อย่างรวดเร็ว สะดวก และปลอดภัยตลอดเส้นทาง และขอให้ประชาชนศึกษาข้อมูลเส้นทาง และปฏิบัติตามกฎจราจรอย่างเคร่งครัด เพื่อช่วยลดปัญหาอุบัติเหตบนท้องถนนในประเทศไทยได้อย่างยั่งยืน” นายศักดิ์สยาม กล่าวนายศักดิ์สยาม กล่าวต่ออีกว่า ได้มอบหมายให้ ทล. และ ทช. ไปสำรวจและนำเสนอของบประมาณจากกองทุนเพื่อความปลอดภัยในการใช้รถใช้ถนน (กปถ.) เพื่อนำมาดำเนินการในระยะต่อๆ ไป รวมถึงการสร้างสะพานลอยให้ประชาชนเดินข้าม รวมถึงรถจักรยานยนต์ (มอเตอร์ไซต์) และรถจักรยาน ในส่วนของรถยนต์ให้ใช้สะพานกลับรถเกือกม้า ซึ่งจะมีกำหนดไว้ทุกๆ 10 กม. อย่างไรก็ตาม ยังได้มอบหมายให้ ทล. และ ทช. ลงนามบันทึกความร่วมมือ (MOU) กับสถาบันการศึกษา เพื่อประเมินผลการดำเนินการดังกล่าวทุกเดือน และรายงานให้ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) รับทราบในทุก 3 เดือน

นอกจากนี้ ทล.มีแผนจะประกาศสายทางอื่นในการใช้ความเร็ว 120 กม./ชม. ระยะที่ 2 ภายใน ส.ค. 2564 ครอบคลุมเส้นทางในภาคกลาง ภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ (อีสาน) และภาคใต้ จำนวน 14 สายทาง ระยะทางประมาณ 261.94 กม. ประกอบด้วย 1.ทางหลวงหมายเลข 1 ช่วงหางน้ำหนองแขม-บ้านหว้า-วังไผ่ ระยะทาง 25.27 กม. 2.ทางหลวงหมายเลข 2 ช่วงบ่อทาง-มอจะบก ระยะทาง 14.8 กม. 3.ทางหลวงหมายเลข 32 ช่วงอ่างทอง-ไชโย-สิงห์ใต้-สิงห์เหนือ-โพนางดำออก ระยะทาง 63 กม. 4.ทางหลวงหมายเลข 347 ช่วงเทคโนโลยีปทุมธานี-ต่างระดับเชียงรากน้อย ระยะทาง 10 กม. 5.ทางหลวงหมายเลข 1 ช่วงหนองแค-หินกอง-ปากข้าวสาร-แยกสวนพฤกษศาสตร์พุแค ระยะทาง 26 กม.

6.ทางหลวงหมายเลข 1 ช่วงประตูน้ำพระอินทร์-หนองแค ระยะทาง 27.18 กม. 7.ทางหลวงหมายเลข 1 ช่วงต่างระดับคลองหลวง-ประตูน้ำพระอินทร์ ระยะทาง 6.82 กม. 8.ทางหลวงหมายเลข 1 ช่วงสนามกีฬาธูปะเตมีย์-ต่างระดับคลองหลวง-ประตูน้ำพระอินทร์ ระยะทาง 11 กม. 9.ทางหลวงหมายเลข 304 ช่วงคลองหลวงแพ่ง-ฉะเชิงเทรา ระยะทาง 11 กม. 10.ทางหลวงหมายเลข 34 ช่วงบางนา-ทางเข้าท่าอากาศยานสุวรรณภมิ ระยะทาง 15 กม. 11.ทางหลวงหมายเลข 9 ช่วงบางแค-คลองมหาสวัสดิ์ ระยะทาง 9.87 กม. 12.ทางหลวงหมายเลข 35 ช่วงนาโคก-แพรกหนามแดง ระยะทาง 24.6 กม. 13.ทางหลวงหมายเลข 4 ช่วงเขาวัง-สระพระ ระยะทาง 6.9 กม. และ 14.ทางหลวงหมายเลข 4 ช่วงเขาวัง-สระพระ ระยะทาง 11.5 กม.

อีกทั้ง ทล.จะดำเนินการต่อเนื่องเพิ่มเติม ทั้งการปรับปรุงถนนบนทางหลวงสายหลัก พร้อมทั้งติดตั้งอุปกรณ์ด้านความปลอดภัยต่างๆ จำนวน 5 สายทาง ระยะทางประมาณ 1,761 กม. โดยจะเริ่มดำเนินการตั้งแต่ ธ.ค. 2564 เป็นต้นไป ก่อนที่จะเปิดให้วิ่งใช้ความเร็วไม่เกิน 120 กม./ชม. ต่อไป ประกอบด้วย 1.ทางหลวงหมายเลข 1 ช่วงหางน้ำหนองแขม-กลางสะพานแม่น้ำสาย (เขตแดนไทย/เมียนมา) ตั้งแต่ จ.อุทัยธานี-เชียงราย ระยะทาง 585.7 กม.

2.ทางหลวงหมายเลข 2 ช่วงสระบุรี-สะพานมิตรภาพแห่งที่ 1 (เขตแดนไทย/ลาว) ตั้งแต่ จ.สระบุรี-หนองคาย ระยะทาง 495.4 กม. 3.ทางหลวงหมายเลข 24 ช่วงท่งต่างระดับสีคิ้ว-อุบลราชธานี ตั้งแต่ จ.นครราชสีมา-อุบลราชธานี ระยะทาง 419.8 กม. 4.ทางหลวงหมายเลข 340 ช่วงบางบัวทอง-ชัยนาถ ตั้งแต่ จ.นนทบุรี-สุพรรณบุรี-ชัยนาถ ระยะทาง 164.2 กม. และ 5.ทางหลวงหมายเลข 44 ช่วงอ่าวลึก-หินโงก ตั้งแต่ จ.ภูเก็ต-สุราษฎร์ธานี ระยะทาง 96 กม.

ด้านนายสราวุธ ทรงศิวิไล อธิบดีกรมทางหลวง กล่าวว่า ทล.ได้คัดเลือกเส้นทางนำร่อง คือ ทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 32 บางปะอิน-พยุหะคีรี (ช่วงอยุธยา-อ่างทอง) ระหว่าง กม. 4+100-กม. 50+000 ทั้งขาเข้าและขาออก ระยะทาง 45.9 กม. ซึ่งถือเป็นเส้นทางแรก และมีผลบังคับใช้วันนี้ (1 เม.ย. 2564) เป็นต้นไป แบ่งการใช้ความเร็วเป็น 3 ระดับ คือ ช่องซ้ายสุดไม่เกิน 80 กม./ชม. ช่องกลางไม่เกิน 100 กม./ชม. โดยในช่องขวาขับขี่ไม่ต่ำกว่า 100 กม./ชม. แต่ไม่เกิน 120 กม./ชม. เพื่อให้ผู้ขับขี่ที่ใช้ความเร็วแตกต่างกันในเส้นทาง ใช้ทางสาธารณะร่วมกันได้อย่างสะดวกและปลอดภัยขณะที่ นายปฐม เฉลยวาเรศ อธิบดีกรมทางหลวงชนบท กล่าวว่า สายทางที่ ทช. คาดว่าจะสามารถดำเนินการตามนโยบาย 120 กม./ชม. ในปี 2564 มี 6 สายทาง ประกอบด้วย 1.ถนนราชพฤกษ์​ ระยะทาง 25.2 กม. งบประมาณ 167 ล้านบาท 2.ถนนนครอินทร์ ระยะทาง 12.4 กม. งบประมาณ​ 84 ล้านบาท 3.ถนนชัยพฤกษ์​ ระยะทาง 11.1 กม. งบประมาณ 44 ล้านบาท 4.แยกทางหลวงหมายเลข 7 (กม.ที่ 80+600)-บ้านหนองกระเสริม ระยะทาง 4.98 กม. งบประมาณ 24 ล้านบาท 5.แยกทางหลวงหมายเลข 3 (กม.ที่ 192+772)-นิคมอุตสาหกรรม​มาบตาพุด ระยะทาง 7.47 กม. งบประมาณ 47 ล้านบาท และ 6.ถนนโสมโภชเชียงใหม่ 700 ปี ระยะทาง 26.1 กม. งบประมาณ 107 ล้านบาท

สำหรับ 2 สายทาง จาก 6 สายทางดังกล่าวข้างต้น  ได้แก่ 1.ถนนราชพฤกษ์ และ 2.ถนนนครอินทร์ จะขอสนับสนุน​งบประมาณจาก กปถ. ซึ่งในวันที่ 2 เม.ย.นี้ ทาง ทช. และ ทล. จะเข้าไปหารือร่วมกับ กปถ.เพื่อขอใช้งบประมาณดังกล่าว และยังไม่สามารถสรุปได้ว่าจะได้งบประมาณตามที่เสนอขอไปหรือไป ส่วนเส้นทางที่เหลือต้องมาพิจารณา​ว่าจะหาแหล่งเงินจากทางใด เพื่อมาปรับปรุง​ถนนดังกล่าวในระยะต่อไป อย่างไรก็ตาม คาดว่า จะหารือเรื่องงบประมาณกับ กปถ. สรุปจบภายใน 2 เดือน หลังจากนั้นคาดว่าจะใช้เวลาในการติดตั้งป้ายแจ้งเตือนต่างๆ แล้วเสร็จ​ครบทั้ง 6 สายทาง ภายใน 6 เดือน และคาดว่าจะเปิดใหบริการได้ภายใน ธ.ค. 2564

อ่านข่าวสารหรือความเคลื่อนไหวในแวดวงนี้ก่อนใครได้ที่นี่

เฟซบุ๊ก : BUS & TRUCK

เว็บไซต์ข่าว : www.BusAndTruckMedia.com

เว็บไซต์งาน : www.BusAndTruckExpo.com

Advertisement