วันที่ 1 พฤษภาคม ของทุกปี ลูกจ้างแรงงานในหลายประเทศทั่วโลกจะได้โอกาสนี้ในการหยุกพัก เพราะเป็นวันหยุดนักขัตฤกษ์ที่ให้ทุกคนได้รำลึกถึงความสำคัญของแรงงาน ซึ่งในปัจจุบันประเทศไทยเองก็มีแรงงานหลายสิบล้านคน ที่ร่วมเป็นกำลังสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจในทุกภาคส่วนให้เดินหน้าไปได้ วันนี้ BUS & TRUCK จึงอยากชวนคุณมารู้จักกับความเป็นมาของวันแรงงานกันครับ

ยุคเริ่มต้นก่อนเป็นวันแรงงานสากล : ในสมัยที่โลกของเราเข้าสู่ยุคอุตสาหกรรม มนุษย์เริ่มรู้จักประดิษฐ์เครื่องจักรมาใช้ทุ่นแรงเพื่อผลิตสินค้าและอาหาร และนำเครื่องจักรเหล่านี้มาใช้งานควบคู่กับแรงงานมนุษย์ โดยไม่มีสวัสดิการหรือข้อตกลงที่ชัดเจนหรือเป็นธรรมระหว่างนายจ้างและลูกจ้าง ซึ่งที่ทำงานบางแห่งใช้งานลูกจ้างนานถึง 10-16 ชั่วโมง/วัน ต่อมาในปี ค.ศ. 1886 แรงงานในประเทศสหรัฐอเมริกาได้เรียกร้องให้กำหนดชั่วโมงการทำงานสูงสุดวันละ 8 ชั่วโมง พักผ่อน 8 ชั่วโมง รวมถึงให้ทบทวนสิทธิของแรงงานด้านอื่นด้วย

จนกระทั่งเกิดการชุมนุมและมีการก่อจลาจลขึ้นเพื่อเรียกร้องสิทธิด้านแรงงานที่จัตุรัสเฮย์มาร์เก็ต ในวันนั้นเกิดการปะทะระหว่างแรงงานและตำรวจส่งผลให้มีผู้บาดเจ็บและเสียชีวิตทั้งสองฝ่าย  หลังสิ้นสุดเหตุการณ์นั้นจึงมีเกิดข้อตกลงในการจ้างงานอย่างเป็นธรรม และมอบสวัสดิการที่เหมาะสมทั้งด้านความปลอดภัยและด้านสุขภาพให้กับผู้ใช้แรงงาน จากเหตุการณ์ประวัติศาสตร์ในครั้งนั้น จึงมีการกำหนดให้วันที่ 1 พฤษภาคมของทุกปี เป็นวันแรงงานสากลหรือที่เรียกว่า “เมย์เดย์ (May Day)”


วันแรงงานแห่งชาติในประเทศไทย : ในประเทศไทย เมื่ออุตสาหกรรมได้ขยายตัวขึ้น ผู้ใช้แรงงานก็มีปัญหามากขึ้นตามไปด้วย รวมทั้งปัญหาแรงงานก็มีความสลับซับซ้อนยิ่งขึ้น จนกระทั่งในปี พ.ศ. 2475 ซึ่งตรงกับสมัย จอมพล ป.พิบูลสงคราม เป็นนายกรัฐมนตรี ประเทศไทยได้เริ่มมีการจัดการบริหารแรงงานอย่างเป็นรูปธรรม ซึ่งเป็นการจัดสรรและพัฒนาแรงงานรวมถึงคุ้มครองดูแลสภาพการทำงาน เพื่อสร้างรากฐานและส่งเสริมความสัมพันธ์ระหว่างนายจ้างกับลูกจ้าง

โดยในวันที่ 20 เมษายน พ.ศ. 2499 คณะกรรมการการจัดงานที่ระลึกแรงงาน ได้จัดประชุมขึ้นพร้อมทั้งมีความเห็นตรงกันว่า ควรกำหนดให้วันที่ 1 พฤษภาคม เป็น “วันระลึกถึงแรงงานไทย” จึงได้มีหนังสือถึงนายกรัฐมนตรีขอให้รับรองวันที่ 1 พฤษภาคม จนเป็นที่มาของวันกรรมกรแห่งชาติ และต่อมาก็ได้เปลี่ยนเป็นวันแรงงานแห่งชาติ และในปี พ.ศ. 2500 ก็ได้มีการประกาศใช้พระราชบัญญัติกำหนดวิธีระงับข้อพิพาทแรงงาน ซึ่งได้กำหนดให้ลูกจ้างมีสิทธิ์หยุดงานในวันแรงงานแห่งชาติด้วย

แต่พระราชบัญญัติฉบับดังกล่าวมีอายุเพียงแค่ 18 เดือนก็ถูกยกเลิกไป โดยมีประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 19 มาแทนที่ และมีการให้อำนาจกระทรวงมหาดไทย ออกประกาศกำหนดเรื่องการคุ้มครองแรงงาน และกำหนดวันกรรมกรให้เป็นวันหยุดตามประเพณี แต่เนื่องด้วยสถานการณ์ในขณะนั้นมีการผันแปร จึงมีคำชี้แจงออกมาในแต่ละปี เพื่อเตือนนายจ้างให้ลูกจ้างหยุดงานในวันที่ 1 พฤษภาคม แต่ก็มีการขอร้องไม่ให้มีการเฉลิมฉลองเพื่อความสงบเรียบร้อยของบ้านเมือง

จนกระทั่งปี พ.ศ. 2517 (ยุคหลัง 14 ตุลาคม 2516 ขณะนั้นนายสัญญา ธรรมศักดิ์ เป็นนายกรัฐมนตรี) ได้เปิดให้มีการฉลองตามสมควร จึงมอบให้กรมแรงงาน ที่ขณะนั้นสังกัดกระทรวงมหาดไทย จัดงานฉลองวันแรงงานแห่งชาติขึ้นที่สวนลุมพินี โดยมีการทำบุญตักบาตร มีนิทรรศการแสดงความรู้ และกิจกรรมอื่นๆ อีกมากมาย

โดยแต่เดิมนั้นการบริหารแรงงานอยู่ในความรับผิดชอบของกระทรวงมหาดไทย แต่รัฐบาลได้เล็งเห็นว่าควรจะมีการยกระดับหน่วยงานเพื่อให้มีงบประมาณและเจ้าหน้าที่สำหรับการดูแลผู้ใช้แรงงานอย่างพอเพียง ในวันที่ 25 กรกฎาคม พ.ศ. 2536 จึงได้มีการประกาศในราชกิจจานุเบกษาให้จัดตั้งกระทรวงแรงงานและสวัสดิการสังคมขึ้น เพื่อให้การบริหารงานมีความก้าวหน้าทัดเทียมนานาประเทศ และมีหน้าที่ดังต่อไปนี้

1.การจัดหางาน ด้วยการช่วยเหลือคนว่างงานให้มีงานทำ ช่วยเหลือนายจ้างให้ได้คนมีคุณภาพดีไปทำงาน รวบรวมเผยแพร่ข่าวสารเกี่ยวกับการทำงาน แหล่งงาน ภาวะตลาดแรงงาน

2.งานแนะแนวอาชีพ ให้คำปรึกษาแก่เยาวชนและผู้ประสงค์จะทำงาน เพื่อให้สามารถเลือกแนวทางประกอบอาชีพที่เหมาะสมตามความถนัด ความสามารถทางร่างกาย คุณสมบัติ บุคลิกภาพ และความเหมาะสมแก่ความต้องการทางเศรษฐกิจ

3.การพัฒนาแรงงาน ส่งเสริมพัฒนาฝีมือแก่คนงานและเยาวชนที่ไม่มีโอกาสศึกษาต่อ โดยการฝึกแบบเร่งรัด

4.งานคุ้มครองแรงงาน วางหลักการและวิธีการเกี่ยวกับชั่วโมงทำงาน วันหยุดงาน ตลอดจนการจัดให้มีสวัสดิการต่าง ๆ

5.งานแรงงานสัมพันธ์ ทำการส่งเสริมและสร้างสัมพันธ์อันดีระหว่างนายจ้างกับลูกจ้างให้ทั้งสองฝ่าย เข้าใจถึงลักษณะและสภาพของปัญหา ตลอดจนวิธีการที่เหมาะสมที่จะช่วยขจัดความเข้าใจผิดและข้อขัดแย้งอื่น 

ส่วนด้านที่เกี่ยวกับกรรมกรก็ได้มีการจัดตั้งกลุ่มสหภาพแรงงานขึ้นหลายร้อยกลุ่ม และยังได้รวมตัวกันจัดตั้งสภาองค์การลูกจ้างขึ้น เพื่อทำหน้าที่พิทักษ์สิทธิให้กับผู้ใช้แรงงาน มี 3 สภา ได้แก่

-สภาองค์การลูกจ้างแรงงานแห่งประเทศไทย

-สภาองค์การลูกจ้างแห่งประเทศไทย

-สภาองค์การแรงงานแห่งประเทศไทย

เกี่ยวกับคำว่า “แรงงาน”

คำว่า แรงงาน ยังแบ่งออกเป็น 2 ประเภท คือ แรงงานรับจ้าง (employee หรือ wage-earner) และแรงงานที่ทำงานส่วนตัว (self-employed หรือ own account)

  “แรงงานรับจ้าง” หมายถึง ทุกคนที่ทำงานให้นายจ้างเพื่อค่าจ้างหรือเงินเดือน

 “คนทำงานส่วนตัว” หมายถึง ผู้ทำงานให้แก่ตัวเองและไม่ได้เป็นลูกจ้างผู้ใด

ในเชิงความสัมพันธ์ระหว่างนายจ้างและลูกจ้าง คำว่า แรงงาน ยังหมายถึงผู้ทำงานระดับปฏิบัติการหรือระดับล่าง ซึ่งเรียกกันว่า คนงาน (worker) เพื่อให้แตกต่างกับแรงงานระดับบริหารหรือระดับบังคับบัญชา

แรงงานระดับล่างหรือคนงานมักก่อตั้งเป็นสหภาพแรงงาน (labour union) ในแนวคิดของเศรษฐศาสตร์แรงงาน สหภาพแรงงานเป็นการรวมของผู้รับจ้างเพื่อรักษาและปรับปรุงสภาพการทำงานและชีวิตความเป็นอยู่ ตามกฎหมายแรงงาน สหภาพแรงงาน คือ องค์กรของลูกจ้างที่จัดตั้งขึ้นตามกฎหมาย

สหภาพแรงงานหลายสหภาพสามารถรวมกันเป็นสหพันธ์ (federation) หรือเป็นสภาแรงงาน (congress)

การก่อตั้งในรูปสหภาพ สหพันธ์ และสภาแรงงาน และดำเนินการเพื่อรักษาสิทธิและประโยชน์ของคนงาน เรียกกันว่าขบวนแรงงาน (labour movement)

(อ้างอิงจากสำนักงานราชบัณฑิตยสภา/ ศาสตราจารย์นิคม จันทรวิทุร)

โดย…น้าเช

อ่านข่าวสารหรือความเคลื่อนไหวในแวดวงนี้ก่อนใครได้ที่นี่

เฟซบุ๊ก : BUS & TRUCK

เว็บไซต์ข่าว : www.BusAndTruckMedia.com

เว็บไซต์งาน : www.BusAndTruckExpo.com

Advertisement