เป็นคำถามที่ค้างคาใจมานานแสนนานว่า ประเทศไทยสามารถส่งออกน้ำมันได้ แล้วทำไมยังต้องนำเข้าปีละหลายแสนล้านบาท ต่อข้อถกเถียงดังกล่าวนั้น BUS & TRUCK จึงสืบค้นหาข้อมูลมาเสิร์ฟข่าวให้พี่น้องได้รับทราบข้อเท็จจริงกัน

ข้อแรกเลยก็คือ ประเทศไทยนั้น ทำได้เพียงแค่กลั่นจากน้ำมันดิบมาเป็นน้ำมันสำเร็จรูป ซึ่งไทยไม่ใช่ต้นทางในการเจาะหาน้ำมันดิบ จึงยังต้องนำเข้าจากแหล่งตะวันออกกลาง ประมาณ 48% โดยจะเป็นกลุ่มประเทศสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์, ซาอุดีอาระเบีย, กาตาร์, คูเวต เป็นต้น อีกจำนวน 30% จะมาจากกลุ่มประเทศสหรัฐอเมริกา, รัสเซีย และแองโกลา เป็นต้น และอีก 12% มาจากกลุ่มประเทศมาเลเซีย, เวียดนาม และอินโดนีเซีย สุดท้าย 10% นั้น มาจากแหล่งในประเทศไทยเอง

แหล่งผลิตน้ำมันในประเทศไม่เพียงพอต่อความต้องการ

ในจำนวนเพียงแค่ 10% ที่ผลิตในประเทศไทยนั้น ไม่สามารถที่จะกลั่นออกมาเป็นน้ำมันสำเร็จรูปได้เพียงพอต่อความต้องการของการใช้ในประเทศ เพราะปัจจุบันยอดการใช้น้ำมันเชื้อเพลิง อยู่ที่ประมาณ 8-9 แสนบาร์เรล/วัน ในขณะที่ไทยมีศักยภาพผลิตน้ำมันสำเร็จรูปได้ประมาณวันละ 1 ล้านบาร์เรล ดังนั้น การนำเข้าน้ำมันดิบจากกลุ่มประเทศดังกล่าว จึงมีมูลค่าสูงหลายแสนล้านบาท

สำหรับมูลค่าการนำเข้าน้ำมันดิบแยกออกเป็นปี มีดังนี้

– ปี 2561 นำเข้าน้ำมันดิบ มูลค่า 874,236 ล้านบาท

– ปี 2562 นำเข้าน้ำมันดิบ มูลค่า 667,022 ล้านบาท

– ปี 2563 นำเข้าน้ำมันดิบ มูลค่า 530,560 ล้านบาท

ตลาดน้ำมันดิบของโลกมี 3 แห่ง

ว่ากันว่า ตลาดน้ำมันดิบที่สำคัญ และมีอิทธิพลต่อราคาน้ำมันดิบของโลกนั้นมีอยู่ 3 แห่ง ได้แก่

  1. ตลาดน้ำมันดิบ West Texas Intermediate (WTI) ที่ใช้เป็นราคาน้ำมันดิบอ้างอิงในทวีปอเมริกา
  2. ตลาดน้ำมันดิบ Brent ที่ใช้เป็นราคาน้ำมันดิบอ้างอิงในทวีปยุโรป
  3. ตลาดน้ำมันดิบ Dubai ที่ใช้เป็นราคาน้ำมันดิบอ้างอิงในทวีปเอเชีย

อย่างไรก็ตาม คุณภาพของน้ำมันดิบทั้ง 3 แห่ง มีความแตกต่างกัน และมีราคาที่แตกต่างกัน รวมทั้งต้นทุนในการผลิตและการจัดส่งของแต่ละที่ไม่เหมือนกัน ในอดีตนั้นราคาน้ำมันดิบ WTI จะมีราคาแพงที่สุดในบรรดาน้ำมันดิบจากทั้ง 3 แห่ง เนื่องจากน้ำมันดิบ WTI มีคุณภาพดีกว่า เพราะมีความหนาแน่นต่ำ (Light) และกำมะถันต่ำ (Sweet) กว่า แต่ในปัจจุบันราคาน้ำมันดิบ WTI กลับมีราคาต่ำกว่าราคาน้ำมันดิบ Brent ซึ่งก็มีหลายฝ่ายได้วิเคราะห์สาเหตุหลักกันว่า มาจากเหตุผลทางด้านภูมิศาสตร์ ที่มีโอกาสเกิดเหตุการณ์ความไม่สงบได้สูงกว่าสหรัฐอเมริกา ราคาน้ำมันดิบ Brent จึงมีส่วนเพิ่มหรือ Premium ที่สูงกว่า

ไทยส่งออกน้ำมันดิบที่ไม่สามารถกลั่นได้

ย้อนกลับมาที่เรื่อง “ไทยส่งออกน้ำมันดิบ” บ้าง จากการสืบค้นข้อเท็จจริงแล้ว ในจำนวน 10% จากแหล่งผลิตในประเทศ ส่วนใหญ่ไม่ได้ถูกนำไปใช้ในโรงกลั่นไทย เพราะว่าน้ำมันดิบที่ผลิตได้จากบางแหล่งในประเทศมีสารปนเปื้อนสูง ส่งผลให้โรงกลั่นภายในประเทศไม่สามารถกลั่นน้ำมันดิบเหล่านั้นได้ จึงต้องถูกส่งออกไปขายยังต่างประเทศที่รับซื้อต่ออีกทอดหนึ่ง จึงเป็นที่มาของคำถามว่า ทำไมไทยจึงสามารถส่งออกน้ำมันดิบได้ และยังต้องนำเข้าน้ำมันดิบมูลค่ามากมายหลายแสนล้านบาท

ส่งออกน้ำมันสำเร็จรูปให้เพื่อนบ้าน

ส่วนน้ำมันสำเร็จรูปที่ดำเนินการส่งออกได้นั้น สาเหตุมาจากกำลังการผลิตของไทยมีมากกว่า 1 ล้านบาร์เรล/วัน แต่ยอดการใช้จะอยู่ที่ประมาณ 9 แสนบาร์เรล/วัน ส่วนที่เหลือใช้ จึงจำเป็นต้องส่งออกไปยังประเทศเพื่อนบ้าน เช่น กัมพูชา, เวียดนาม, ลาว, สิงคโปร์, มาเลเซีย, เมียนมา, ฟิลิปปินส์ และอินโดนีเซีย

สำหรับการส่งออกน้ำมันสำเร็จรูปแยกเป็นปี มีดังนี้

– ปี 2561 ส่งออกน้ำมันสำเร็จรูป 298,921 ล้านบาท

– ปี 2562 ส่งออกน้ำมันสำเร็จรูป 226,962 ล้านบาท

– ปี 2563 ส่งออกน้ำมันสำเร็จรูป 165,466 ล้านบาท

จากข้อมูลข้างต้นอาจจะช่วยให้ถึงบางอ้อบ้าง แต่ก็อาจจะยังมีคำถามว่า ทำไมไม่กลั่นน้ำมันให้พอดีกับความต้องการภายในประเทศ? ต่อคำถามนี้ไม่มีถูกและไม่มีผิด เพราะทุกคนก็ต้องสงสัยได้หมด แต่ในมุมของธุรกิจแล้ว การผลิตสินค้าหรือแม้แต่โรงกลั่นน้ำมัน ก็ต้องดำเนินการให้เต็มศักยภาพ เพื่อให้เกิดรายได้และคุ้มทุนในการเดินเครื่องในแต่ละวัน

โดยสรุปแล้วการนำเข้าและส่งออกน้ำมันของไทย จึงยังต้องดำเนินการในรูปแบบนี้ต่อไปอย่างยาวนานจนกว่าน้ำมันจะหมดโลก หรือไม่ก็ต้องปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของมวลมนุษย์เข้าสู่พลังงานไฟฟ้า หรือพลังงานที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ณ เวลานั้น คำถามว่า “ไทยส่งออกน้ำมันได้ แต่ทำไมยังนำเข้าปีละหลายแสนล้านบาท” จึงจะหมดไป

โดย…ยกล้อ

อ่านข่าวสารหรือความเคลื่อนไหวในแวดวงนี้ก่อนใครได้ที่นี่

เฟซบุ๊ก : BUS & TRUCK

เว็บไซต์ข่าว : www.BusAndTruckMedia.com

เว็บไซต์งาน : www.BusAndTruckExpo.com

Advertisement