“ทาดาโน” ผนึกกำลัง “อิตัลไทยอุตสาหกรรม” ตั้งบริษัทร่วมทุน “ทาดาโน อิตัลไทย” ชูไทยเป็นฐานขยายตลาด CLMV ประเดิมบุกลาว – กัมพูชา เล็งคว้าโอกาสจากการเติบโตธุรกิจโลจิสติกส์ – ลงทุนโครงสร้างพื้นฐานในอาเซียน

คุณอดิศร์ พฤกษ์พัฒนรักษ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท อิตัลไทยอุตสาหกรรม จำกัด เปิดเผยว่า การจัดตั้ง “บริษัท ทาดาโน อิตัลไทย จำกัด” เพื่อทำหน้าที่เป็นผู้จัดจำหน่าย “เครนติดรถบรรทุก” (Cargo Crane) อย่างเป็นทางการรายเดียวในประเทศไทย พร้อมด้วย สปป.ลาว และกัมพูชา โดยตั้งเป้าว่าจะสามารถเพิ่มยอดขายเครนติดรถบรรทุกในไทยเป็น 500 ยูนิตต่อปี หรือประมาณ 500 ล้านบาท นับแต่ปี 2563 เป็นต้นไป”

คุณฮิเดโตชิ อิกะ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ทาดาโน อิตัลไทย จำกัด กล่าวว่า เหตุผลที่ทาดาโนร่วมทุนกับอิตัลไทยอุตสาหกรรมและเลือกประเทศไทยเป็นศูนย์กลางจัดจำหน่ายและกระจายสินค้าใน สปป.ลาว และ กัมพูชา เพราะเชื่อมั่นประสบการณ์ และผลงานของบริษัทที่เป็นผู้แทนจำหน่ายผลิตภัณฑ์ทาดาโนมากว่า 30 ปี จนทำให้ทาดาโนมีส่วนแบ่งอันดับหนึ่งของตลาดเครนประเทศไทย ขณะเดียวกันก็เชื่อมั่นว่า ตลาดเครนติดรถบรรทุกในประเทศไทยที่เป็นตลาดใหญ่สุดในอาเซียน มีโอกาสขยายตัวอีกมากด้วยปัจจัยเกื้อหนุนต่าง ๆ ทั้งนโยบายการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานอย่างต่อเนื่องของรัฐบาล รวมทั้งกฎระเบียบที่ส่งเสริมให้นักลงทุนต่างชาติเข้ามาลงทุนในประเทศไทยมากขึ้น ทั้งนี้ ทาดาโนได้เข้ามาลงทุนสร้างโรงงานผลิตเครนติดรถบรรทุกในประเทศไทยตั้งแต่ปี 2555 โดยมีกำลังการผลิตมากกว่า 1,000 ยูนิตต่อปี

ด้านคุณสมเกียรติ จิวิริยะวัฒน์ รองประธานเจ้าหน้าที่บริหารอาวุโส บริษัท อิตัลไทยอุตสาหกรรม จำกัด กล่าวว่า เครนของทาดาโนมีจุดเด่นทั้งด้านเทคโนโลยี คุณภาพ ความปลอดภัย โดยถูกออกแบบมาให้สามารถติดตั้งใช้งานกับรถบรรทุกได้ทุกรุ่น ทุกยี่ห้อ ด้วยขนาดเครน ที่มีตั้งแต่ 4-10 ตัน และความยาวของแขนทั้งแบบ 3-4-5 ท่อน เพื่อให้เหมาะสมกับการใช้งานที่ต่างกันไป โดยกลุ่มลูกค้าเป้าหมายหลัก ได้แก่ กลุ่มผู้ประกอบการขนส่งและโลจิสติกส์ทั้งในประเทศและระหว่างประเทศ ที่ต้องการเพิ่มประสิทธิภาพและประหยัดเวลาขนส่งสินค้า รวมถึงกลุ่มผู้รับเหมาก่อสร้าง

“สำหรับกลยุทธ์การทำตลาดจะมุ่งต่อยอดฐานลูกค้าเดิมผสานกับการใช้ประโยชน์ของศูนย์บริการอิตัลไทยเซ็นเตอร์ที่มีสาขาอยู่ทั่วประเทศไทย และครอบคลุมถึง สปป.ลาว รวมกว่า 14 แห่ง จากข้อมูลที่ได้ช่วยให้สามารถวิเคราะห์โอกาสช่องว่างทางการตลาดเพื่อขยายฐานเพิ่มทั้งในไทยและในตลาด CLMV ต่อไป โดยปีที่ผ่านมายอดขายเฉพาะในประเทศไทยอยู่ที่ประมาณ 250 ยูนิต และคาดว่าปี 2560 จะสามารถทำยอดขายได้ประมาณ 300 ยูนิต ด้วยมูลค่ามากกว่า 300 ล้านบาท ซึ่งครองส่วนแบ่งประมาณ 35%