จากกรณีที่องค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ (ขสมก.) ได้เลื่อนการยื่นซองประมูลโครงการจัดซื้อรถโดยสารที่ใช้ก๊าซธรรมชาติเป็นเชื้อเพลิง (เอ็นจีวีพร้อมซ่อมแซมและบำรุงรักษา 489 คัน กำหนดราคากลาง 4,021 ล้านบาท หลังคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (...) ท้วงติงเรื่องราคากลางว่าสูงเกินไป โดย ป...เห็นว่า หากเป็นโครงการเดียวกันที่เคยประมูลมาแล้ว ให้อิงตามราคาที่ต่ำกว่า ซึ่งก่อนหน้านี้ บริษัท เบสท์ริน กรุ๊ป จำกัด เคยชนะการประมูลครั้งก่อน ในราคาเพียง 3,387 ล้านบาท เท่านั้น ซึ่งต่ำกว่าราคากลาง 634 ล้านบาท 

ทนายสันติ ปิยะทัต ที่ปรึกษากฎหมายของบริษัท เบสท์ริน กรุ๊ป จำกัด เปิดเผยว่า กรณีการกำหนดราคากลางในการประมูลรถเมล์ครั้งใหม่ของ ขสมก. ซึ่งสามารถจำแนกแยกได้สามส่วน คือ 1.ราคากลางในการซื้อรถเมล์ 489 คัน 2.ราคากลางในการจ้างซ่อมแซม บำรุงรักษารถเมล์ปีที่ 1 ถึงปีที่ 5 และ 3.ราคากลางในการซ่อมแซม บำรุงรักษารถเมล์ปีที่ 6 ถึงปีที่ 10 นั้น โดยหลักกฎหมายแล้วการกำหนดราคากลางดังกล่าว ขสมก. จะต้องยึดถือ ปฎิบัติตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ..2542 (...) มาตรา 103/7 และมาตรา 103/8 ประกอบกับคู่มือแนวทางการเปิดเผยรายละเอียดค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับการจัดซื้อจัดจ้างราคากลางและการคำนวณราคากลาง ที่ ป... จัดทำให้กับหน่วยงานของรัฐเพื่อใช้ประกอบการปฎิบัติให้ถูกต้องตามกฎหมาย

ซึ่งมีหลักเกณฑ์เกี่ยวกับการกำหนดราคากลางในการจัดซื้อจัดจ้างว่า ราคากลางนั้นหมายความถึง ราคามาตรฐานหรือราคาที่ใกล้เคียงความเป็นจริง ราคาที่ได้มาจากการอ้างอิง สืบราคาจากท้องตลาด ราคาที่เคยซื้อหรือจ้างครั้งหลังสุดภายในระยะเวลา 2 ปีงบประมาณ แต่จะยึดถือราคาใดให้คำนึงถึงผลประโยชน์ของรัฐเป็นสำคัญ

สำหรับการเปิดประมูลใหม่ของ ขสมก. ในครั้งนี้ก็ย่อมเป็นที่ชัดเจนว่าการกำหนดราคากลางต้องยึดถือตามราคาที่เคยซื้อและจ้างบริษัท เบสท์รินฯ เพราะเป็นประโยชน์กับรัฐหรือสาธารณะชนมากที่สุด ซึ่ง ขสมก. ก็ทราบดีถึงข้อกฎหมายดังกล่าว เพราะก่อนที่จะกำหนดราคากลางทั้งสามส่วนในการประมูลรถเมล์ NGVครั้งใหม่นี้ ขสมก. ได้เคยมีหนังสือชี้แจงเพื่อตอบข้อเสนอแนะและวิจารณ์ของสาธารณะชนเกี่ยวกับโครงการจัดซื้อรถเมล์ NGV 489 คัน ในข้อ 1. โดย ขสมก. ได้ใช้ข้อกฎหมาย หลักเกณฑ์ของ ปปช. ดังกล่าวตอบข้อเสนอแนะที่บริษัท ช. ทวี จำกัด (มหาชน) เสนอแนะให้กำหนดราคากลางที่ 1,784,850,000 บาท ซึ่งเท่ากับราคากลางที่เปิดประมูลครั้งแรกแต่สูงกว่าราคาที่ บ.เบสท์รินฯ ชนะการประมูลมาว่า เหตุที่ไม่อาจกำหนดราคากลางตามจำนวนที่บริษัท ช. ทวี จำกัด (มหาชน) เสนอแนะได้นั้น เพราะต้องปฏิบัติตตามข้อกฎหมายของป... ที่ให้ยึดถือตามราคาที่เคยซื้อหรือเคยจ้างครั้งหลังสุด อันหมายถึงราคาที่บริษัท เบสท์ริน จำกัด ชนะประมูลในครั้งที่ผ่านมา

เมื่อพิจารณาถึงการกำหนดราคากลางสำหรับการเปิดประมูลรถเมล์ครั้งใหม่นี้ จะสามารถแยกราคากลางที่ ขสมก. กำหนดได้เป็นสามส่วนตามที่เรียนข้างต้น จะเห็นได้ชัดเจนว่า ราคากลางส่วนที่ 1 สำหรับการซื้อรถเมล์จำนวน 489 คัน นั้น ขสมก. กำหนดราคากลางในการประมูลครั้งใหม่สูงกว่าราคาที่ บ.เบสท์รินฯ ชนะการประมูลมาเพียง 2 บาท (.เบสท์รินฯ ชนะการประมูลที่ราคา 1,735,549,998 บาท ขสมก. กำหนดราคากลางในการประมูลครั้งใหม่ที่ราคา 1,735,550,000 บาท)ราคากลางส่วนที่ 2 สำหรับการจ้างซ่อมแซ่มบำรุงรักษาปีที่ 1 ถึง ปีที่ 5 นั้น ขสมก. กำหนดราคาไว้เท่ากับราคาที่ บ.เบสท์รินฯ ชนะการประมูลมา คือ 826,305,231.75 บาท อันถือได้ว่า ขสมก.ปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ที่ ปปช. กำหนดโดยยึดตามราคาที่บริษัท เบสท์ริน จำกัด ชนะประมูลในครั้งที่ผ่านมาซึ่งบริษัท เบสท์รินฯ เห็นด้วยเป็นอย่างยิ่งเพราะทำให้รัฐและสาธารณะชนได้รับประโยชน์สูงสุดในการใช้เงินภาษีของประชาชน

แต่ราคากลางส่วนที่ 3 คือค่าจ้างซ่อมแซ่มรักษาในปี 6 ถึง ปีที่ 10  ขสมก. กลับกำหนดราคากลางสูงกว่าราคาที่ บ.เบสท์รินฯ ชนะประมูลเมื่อครั้งที่ผ่านมาเป็นจำนวนถึง 631,999,998.50 บาท (.เบสท์รินฯ ชนะประมูลที่ราคา 827,855,589.75 บาท ขสมก.กำหนดราคากลางในการเปิดประมูลครั้งใหม่ที่ราคา 1,459,855,587.75 บาท) ซึ่งทำให้รัฐและสาธารณะชนเสียหายอย่างร้ายแรงเพราะจะทำให้ ขสมก. เสียค่าจ้างซ่อมแซมบำรุงสูงกว่าที่ควรจะเป็นจำนวนมหาศาล กรณีการกำหนดราคากลางส่วนที่ 3 ย่อมเกิดเป็นคำถามแก่สาธารณะชนว่าเหตุใดการกำหนดราคากลางส่วนที่ 3 ขสมก. จึงไม่ปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ที่ปปช. กำหนดทั้งที่การกำหนดราคากลางส่วนที่ 1 และส่วนที่ 2 ซึ่งดำเนินการในคราวเดียวกัน ขสมก. ก็ปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ที่ปปช. กำหนด

จากประเด็นปัญหาดังกล่าว ปัจจุบันคณะกรรมการบริหารกิจการขสมก. ได้ประชุมหารือและมีมติให้ ขสมก. ทบทวนการกระทำดังกล่าวอยู่ และเกี่ยวกับการกระทำครั้งนี้ของ ขสมก. ผู้บริหาร ตลอดจนคณะกรรมการกำหนดราคากลาง รวมทั้งผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องในการเปิดประมูลรถเมล์ครั้งใหม่อาจจะเข้าข่ายการละเว้นปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ และปฏิบัติผิดวินัยข้าราชการซึ่งมีโทษตามกำหนด ทั้งหากยังเดินหน้าเปิดประมูลครั้งใหม่ต่อไปย่อมเป็นการเปิดประมูลของรัฐที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย และทำให้รัฐได้รับความเสียหาย เจ้าหน้าที่ของ ขสมก. ที่มีส่วนเกี่ยวข้องอาจต้องรับผิดชดใช้ความเสียหายเป็นการส่วนตัวหากมีหลักฐานที่ชี้ได้ว่าเจ้าหน้าที่ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องจงใจหรือประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง