เป็นที่ทราบกันดีว่าอุตสาหกรรมยานยนต์ในประเทศไทยมีการเติบโตอย่างต่อเนื่อง และมีบทบาทสำคัญต่อการพัฒนาระบบเศรษฐกิจของประเทศ ทั้งในด้านการสร้างรายได้ การสร้างงาน แม้ในช่วง 2 ปีที่ผ่านมาอาจมีบางช่วงที่ชะลอตัวแต่ปัจจุบันก็ยังสามารถเดินหน้าต่อไปได้ และมีเริ่มมียอดขายกลับมาแล้วเพราะพฤติกรรมของคนที่เคยใช้รถสาธารณะได้หันมาใช้รถยนต์ส่วนตัวมากขึ้นเนื่องจากต้องการป้องกันตัวเองจากการติดเชื้อโควิด-19 ที่แพร่กระจายง่ายขึ้น

ขณะที่ผู้ประกอบการด้านอุตสาหกรรมยานยนต์เองก็หันมาให้ความสำคัญกับการผลิตยานยนต์ไฟฟ้ามากขึ้นเพื่อให้สอดคล้องกับพฤติกรรมของผู้บริโภค ไม่ว่าจะเป็นค่ายรถยนต์ที่เคยครองตลาดในประเทศไทยมาอย่างยาวนาน หรือค่ายรถน้องใหม่ไฟแรงจากประเทศจีนที่ลงหลักปักฐานสร้างโรงงานผลิตที่ประเทศไทยพร้อมกับเปิดตัวรถยนต์พลังงานไฟฟ้าป้อนสู่ตลาดจนเริ่มเห็นวิ่งกันบนท้องถนนมาหลายแล้ว

 ด้านผู้ผลิตยานยนต์เพื่อการพาณิชย์เองก็เช่นกัน ได้หันมาให้ความสำคัญกับเรื่องนี้ด้วย ซึ่งจะเห็นได้จากการเปิดตัวรถใหญ่ทั้งรถโดยสารและรถบรรทุกต่างก็ทำมาเป็นรถพลังงานไฟฟ้ากันหลายค่ายแล้ว แม้อาจต้องใช้เวลาสร้างการยอมรับกับผู้ใช้งานนานหน่อยแต่ก็เป็นสัญญานที่ดีเพราะเริ่มมีคนให้ความสนใจกันอย่างมากไม่ว่าจะเป็นค่ายใหญ่ทุนหนาอย่าง CP FOTON ที่เมื่อปลายปีก็ได้ 64 ก็ได้เปิดตัวรถเพื่อการพาณิชย์พลังงานไฟฟ้า 5 รุ่นรวดไปด้วยกัน

จะเห็นได้ว่าผู้ผลิตให้ความสำคัญกับการพัฒนาเทคโนโลยีที่ทันสมัยไปสู่ยานยนต์พลังงานทางเลือก เพื่อตอบโจทย์ความต้องการที่เปลี่ยนแปลงไป ประกอบกับสภาวะในปัจจุบันที่ทั่วโลกมีความกังวลในเรื่องปัญหาสิ่งแวดล้อมและตระหนักในการประหยัดพลังงานมากยิ่งขึ้น ซึ่งเทรนด์โลกกำลังให้ความสำคัญกับรถยนต์ทางเลือกช่วยในการประหยัดพลังงานน้ำมันและไม่สร้างมลพิษส่งผลกระทบกับสิ่งแวดล้อม ดังนั้น รถยนต์พลังงานไฟฟ้า หรือ EV จึงกำลังเป็นเรื่องใกล้ตัวอย่างยิ่ง

จริงอยู่ที่ว่ารถยนต์พลังงานไฟฟ้าอาจมีราคาแพงกว่ารถที่ใช้เครื่องยนต์สันดาป แต่เมื่อเทียบกันในระยะยาวแล้วอาจใช้เหตุผลมาหักล้างกันได้ เนื่องจากเครื่องยนต์สันดาปสร้างมลพิษทางอากาศสูง มีมลภาวะทางเสียงมีค่าใช้จ่ายในการใช้น้ำมันเชื้อเพลิงสูงขึ้นเรื่อยๆ (จริงไม่จริงดูจากราคาน้ำมันในปัจจุบัน) ส่วนยานยนต์พลังงานไฟฟ้ามีมลพิษทางอากาศเท่ากับศูนย์ ไร้มลภาวะทางเสีย และมีค่าใช้จ่ายในการบำรุงรักษาที่น้อยกว่า จึงตอบโจทย์ทั้งการรักษาสิ่งแวดล้อม ประหยัดทั้งต้นทุนและเวลาในการดูแลรักษา และเพิ่มผลกำไรได้มากกว่าในระยะยาว

อย่างไรก็ตาม หากมีการนำรถยนต์ไฟฟ้ามาใช้เพิ่มขึ้น เรื่องโครงสร้างพื้นฐานเพื่อรองรับการชาร์จสำหรับผู้บริโภคนั้นก็ถือเป็นสิ่งจำเป็นที่ต้องดำเนินการควบคู่กัน ซึ่งมีรายงานว่าสถานีสำหรับชาร์จรถยนต์ไฟฟ้าเติบโตได้ดีในปี 2563 เป็นผลมาจากการสร้างพันธมิตรที่ดีระหว่างผู้ผลิตรถและผู้ให้บริการด้านพลังงาน รวมทั้งเพื่อเป็นการขยายความร่วมมือดังกล่าว การเสริมสร้างความแข็งแกร่งทางด้านโครงสร้างพื้นฐานจึงมีความจำเป็นยิ่งขึ้นไปด้วย จึงส้งผลให้ปัจจุบันมีผู้พัฒนาเทคโนโลยีที่ใช้สำหรับจำลองรูปแบบการจราจร ความแออัด ตลอดจนเส้นทางที่ใช้ในการเดินทาง สิ่งต่างๆ เหล่านี้จะสามารถช่วยระบุตำแหน่งที่ดีที่สุดสำหรับสถานีชาร์จรถยนต์ไฟฟ้าเพื่อรองรับกับการเปลี่ยนแปลงในอนาคตได้

โดยรวมตอนนี้ก็นับว่าการหันมาใช้ยานยนต์ไฟฟ้าถือเป็นทางเลือกใหม่ของวงการขนส่งในประเทศไทย ซึ่งนอกจากจะเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมแล้วยังช่วยลดต้นทุนด้านพลังงานได้มากกว่า 30-50% และยังมีต้นทุนการดูแลรักษาหรือซ่อมบำรุงที่ถูกกว่าด้วย ดังนั้น จึงอาจส่งผลให้ผู้ประกอบการขนส่งสามารถคืนทุนได้ภายใน 4-5 ปี เท่านั้น

เรื่องที่คุณอาจสนใจ 

โดย…น้าเช

อ่านข่าวสารหรือความเคลื่อนไหวในแวดวงนี้ก่อนใครได้ที่นี่

เฟซบุ๊ก : BUS & TRUCK

เว็บไซต์ข่าว : www.BusAndTruckMedia.com

เว็บไซต์งาน : www.BusAndTruckExpo.com

 

Advertisement